- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 780 - สังหารอู่เต๋อหย่ง
บทที่ 780 - สังหารอู่เต๋อหย่ง
บทที่ 780 - สังหารอู่เต๋อหย่ง
บทที่ 780 - สังหารอู่เต๋อหย่ง
การจะกระชากหน้ากากคนชั่วออกจากฝูงชนมากมายเพียงแค่มองจากรูปลักษณ์ภายนอกนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
และโอกาสที่จะได้เห็นคนชั่วกำลังลงมือทำเรื่องเลวร้ายกับตาตัวเองก็ยิ่งน้อยนิดเข้าไปใหญ่ คนชั่วจำนวนมากที่เดินสวนทางกับเติ้งอี้เฟย เขาก็ไม่อาจแยกแยะได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นเติ้งอี้เฟยก็ไม่สามารถตัดสินความดีความเลวของคนคนหนึ่งได้เพียงแค่ฟังคำบอกเล่าหรือข้อมูลที่คนอื่นพูดลอยๆ... เขาจำเป็นต้องสืบสวนอย่างระมัดระวัง!
กล่าวโดยสรุป การตามหาตัวคนชั่วมักจะกินเวลามากกว่าการลงมือสังหารคนชั่วเสียอีก!
สำหรับเติ้งอี้เฟยแล้ว สิ่งนี้ถือเป็นการสิ้นเปลืองเวลาอย่างมาก
แต่ในตอนนี้ ทันทีที่องค์กรข่าวกรองอย่างผึ้งพิฆาตก้าวเข้ามารับหน้าที่ค้นหาคนชั่ว พวกเขาก็สามารถช่วยปลดเปลื้องภาระอันน่าปวดหัวในการสืบสวนออกไปจากบ่าของเติ้งอี้เฟยได้
แน่นอนว่าในช่วงแรก เติ้งอี้เฟยก็ยังไม่สามารถวางใจในข้อมูลของผึ้งพิฆาตได้เต็มร้อย เขาจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปตรวจสอบยืนยันอีกครั้ง
เติ้งอี้เฟยพิจารณาข้อมูลในมืออย่างละเอียด ไม่นานเป้าหมายที่มีชื่อว่าอู่เต๋อหย่ง นักรบระดับก่อกำเนิดขั้นกลางก็ปรากฏขึ้นต่อสายตา
อู่เต๋อหย่งผู้นี้เป็นผู้ดูแลบ่อนการพนันแห่งหนึ่งของแก๊งอสรพิษในเมืองเกาวาง
ด้วยความที่เขามักจะนั่งประจำการอยู่ที่บ่อนในเมืองเกาวางเป็นประจำ บางครั้งเขาก็ต้องลงมือด้วยตัวเองเพื่อปราบปรามพวกที่กล้ามาก่อความวุ่นวายในบ่อน
บางทีอู่เต๋อหย่งก็ต้องออกไปทำภารกิจทวงหนี้ด้วยวิธีการอันป่าเถื่อนรุนแรง บ่อนการพนันเพียงแห่งเดียวของแก๊งอสรพิษได้ทำลายชีวิตผู้คนจนบ้านแตกสาแหรกขาด ลูกเมียต้องพลัดพรากจากกันไปนับไม่ถ้วน อู่เต๋อหย่งในฐานะผู้ดูแลบ่อนจึงถูกจัดว่าเป็นคนชั่วช้าเลวทรามอย่างแท้จริง...
ยิ่งไปกว่านั้นในสายตาของเติ้งอี้เฟย อู่เต๋อหย่งคนนี้น่ารังเกียจยิ่งกว่าคนชั่วทั่วไปเสียอีก!
คนชั่วทั่วไปอาจจะแค่ทำเรื่องเลวร้ายเพียงไม่กี่ครั้ง แต่อู่เต๋อหย่งกลับอาศัยบ่อนการพนันแห่งนั้นเป็นเครื่องมือในการก่อกรรมทำเข็ญอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
ในรายงานขององค์กรผึ้งพิฆาตที่ส่งให้เติ้งอี้เฟย ยังมีรายชื่อเหยื่อที่เคยถูกอู่เต๋อหย่งทำร้ายหลงเหลืออยู่ รายชื่อนั้นยาวเหยียดจนเขียนแทบไม่หมด หลังจากที่จดรายชื่อไปจนเต็มหน้ากระดาษแล้ว บางทีองค์กรผึ้งพิฆาตอาจจะคิดว่าผลลัพธ์มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรนัก จึงเขียนคำว่า "ละไว้" ต่อท้ายแผ่นกระดาษหน้านั้น
เมื่อกลับมาถึงที่พัก เติ้งอี้เฟยก็ลงมือคัดลอกพฤติกรรมอันเลวทรามทั้งหมดของอู่เต๋อหย่งเอาไว้อีกชุดหนึ่ง หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ เขาก็นั่งทำสมาธิฝึกฝนวิชาอยู่ครู่ใหญ่ รอจนกระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วงกลางดึก เขาจึงเปลี่ยนชุดเป็นสีดำสนิทแล้วพุ่งตรงไปยังบ่อนการพนันเต๋อชางทันที!
แก๊งอสรพิษไม่ได้เป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งอะไรนักในเมืองเกาวาง และบ่อนการพนันเต๋อชางก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในย่านการค้าที่พลุกพล่าน ขนาดของมันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย แต่ถึงแม้บ่อนจะตั้งอยู่ในทำเลที่ค่อนข้างเงียบเหงา ทว่าเมื่อเติ้งอี้เฟยมองเห็นป้ายชื่อบ่อน แสงไฟสว่างไสวก็ยังคงสาดส่องออกมาจากบริเวณทางเข้าบ่อน
แม้จะยืนอยู่ไกลออกไปบนถนน เติ้งอี้เฟยก็ยังได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังลอดออกมาจากหลังม่านประตูบ่อน
เติ้งอี้เฟยมองป้ายชื่อบ่อนการพนัน "เต๋อชาง" แล้วรู้สึกว่าชื่อนี้มันช่างย้อนแย้งสิ้นดี
ถึงแม้เขาจะไม่ได้เรียนหนังสือมามากนัก แต่เขาก็พอจะรู้ว่าคำว่า "เต๋อชาง" (เจริญด้วยคุณธรรม) มันไม่มีทางเอาไปใช้ร่วมกับบ่อนการพนันได้เลย!
ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน ผู้คนที่สังเกตเห็นชายชุดดำอย่างเติ้งอี้เฟยต่างก็พากันหันหน้าหนีและรีบเดินจ้ำอ้าวจากไปอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งเติ้งอี้เฟยเดินมาถึงหน้าบ่อน ทหารยามสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูถึงได้สังเกตเห็นท่าทางลับๆ ล่อๆ ของเขา
"หยุดอยู่ตรงนั้น เจ้ามาทำอะไรที่นี่"
"มาฆ่าคนน่ะสิ!"
เติ้งอี้เฟยตอบกลับอย่างเรียบง่ายพร้อมกับตวัดกระบี่บั่นศีรษะของอีกฝ่ายจนหลุดกระเด็น
ยามเฝ้าประตูอีกคนอ้าปากเตรียมจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่กลับมีเพียงเสียงสำลักเลือดดังออกมาจากลำคอ ก่อนที่ร่างของเขาจะล้มตึงลงไปกองกับพื้น!
"มีคนถูกฆ่าแล้ว!"
"ฆ่าคนแล้ว!"
...
บนถนนหน้าบ่อนการพนันเต๋อชาง มีผู้คนที่สัญจรไปมาบังเอิญเห็นฉากที่เติ้งอี้เฟยลงมือฆ่าคนกลางถนน พวกเขาจึงกรีดร้องตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว
จากนั้นความโกลาหลก็ลุกลามไปทั่วทั้งถนน
บรรยากาศภายในบ่อนยังคงคึกคัก เสียงเอะอะโวยวายไม่ได้ลดน้อยลงเลย ทว่าเหล่าผู้คุ้มกันได้พากันวิ่งกรูกันออกมาแล้ว
เมื่อเห็นเติ้งอี้เฟยชูกระบี่โลหิตแดงพุ่งทะยานเข้าไปในบ่อน เฉินเฮ่าก็รู้สึกราวกับเห็นเงาของใครบางคนซ้อนทับอยู่บนร่างของเขา
แสงสว่างจ้าบาดตาสาดส่องไปทั่วทั้งบ่อนการพนัน
ผู้คุ้มกันบ่อนนับไม่ถ้วนถูกแสงสว่างอันแรงกล้านี้สาดเข้าตาจนพร่ามัว แต่เมื่อพวกเขาทนไม่ไหวจนต้องหลับตาลง ดวงตาคู่นั้นก็ไม่มีโอกาสได้ลืมขึ้นมาอีกเลย
เติ้งอี้เฟยไม่ได้มีความปรานีแม้แต่น้อย กระบี่โลหิตแดงตวัดส่งสมาชิกของบ่อนการพนันลงสู่นรกทีละคนๆ
นี่แหละคือจังหวะที่เฉินเฮ่าโปรดปรานที่สุด
ในที่สุดเหล่านักพนันภายในบ่อนก็เริ่มตั้งสติได้ พวกเขาต่างพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอดผ่านช่องทางอื่นๆ ของบ่อนอย่างบ้าคลั่ง
บรรดานักเลงฝีมือดีภายในบ่อน รวมถึงเป้าหมายหลักในครั้งนี้ของเติ้งอี้เฟยก็ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้วเช่นกัน
อู่เต๋อหย่งเป็นชายร่างเตี้ย ผิวคล้ำ รูปร่างป้อมสั้น แขนขาใหญ่โตบึกบึน บนใบหน้ามีแต่กล้ามเนื้อปูดโปน นัยน์ตาฉายแววดุดันอำมหิต มองแวบเดียวก็นรู้ทันทีว่าไม่ใช่คนดี
นักเลงที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขาก็มีฝีมือไม่ธรรมดา นอกจากนักรบระดับก่อเกิดปราณแท้จริงหลายคนแล้ว ยังมีนักรบระดับก่อกำเนิดขั้นต้นอีกสามคนยืนขนาบข้างเขาด้วย
ทันทีที่เห็นเติ้งอี้เฟย อู่เต๋อหย่งก็จ้องมองเขาด้วยสายตาระแวดระวังพลางเอ่ยถาม "เจ้าคือ 'แสงเหนือ' นักฆ่าที่เพิ่งจะเริ่มมีชื่อเสียงในเมืองเกาวางช่วงนี้ใช่หรือไม่"
"ถูกต้อง เป็นข้าเอง!" เติ้งอี้เฟยไม่ได้ปฏิเสธ
เอกลักษณ์ของเจตจำนงกระบี่แสงเหนือนั้นชัดเจนเกินกว่าจะปิดบังได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่ฝีมือสูสี เติ้งอี้เฟยย่อมไม่มีทางละทิ้งการใช้เจตจำนงกระบี่แสงเหนืออย่างแน่นอน
ถึงแม้เขาจะมีระดับพลังก่อกำเนิดขั้นกลาง แต่ก็มีเพียงเจตจำนงกระบี่แสงเหนือเท่านั้นที่บรรลุถึงขั้นความสำเร็จระดับเล็ก ส่วนเจตจำนงแห่งการสังหาร เจตจำนงแห่งความหวาดกลัว และเจตจำนงแห่งอัสนีบาตล้วนเพิ่งจะอยู่ในระดับเริ่มต้นเท่านั้น
"แก๊งอสรพิษของเราไม่น่าจะเคยไปล่วงเกินอะไรเจ้าเลยนี่"
"ไม่เคยหรอก!" เติ้งอี้เฟยเอ่ยเสียงขรึม "แต่พวกเจ้ามันคือคนชั่วช้า และคนชั่วช้าก็สมควรตาย!"
อู่เต๋อหย่งแค่นหัวเราะเสียงเย็น "ฮึ... แกนี่มันสมกับข่าวลือจริงๆ เป็นไอ้บ้าเสียสติไปแล้ว!"
"ข้า... ข้าเป็นคนเสียสติงั้นหรือ"
เติ้งอี้เฟยไม่อาจเข้าใจตรรกะของอู่เต๋อหย่งได้ และอู่เต๋อหย่งก็ไม่มีความคิดที่จะอธิบายให้เติ้งอี้เฟยฟังเช่นกัน เขาหันไปส่งสัญญาณเรียกพี่น้องข้างกายทันที "พวกเราบุกเข้าไปพร้อมกัน ฆ่าไอ้บ้านี่ซะ!"
"ฆ่า!"
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มลงมือ ร่างของเติ้งอี้เฟยก็เปล่งแสงสว่างจ้าบาดตาออกมาอีกครั้ง!
"เจตจำนงกระบี่แสงเหนือ เจตจำนงแห่งอัสนีบาต เจตจำนงแห่งการสังหาร เจตจำนงแห่งความหวาดกลัว..."
เจตจำนงทั้งสี่เปิดใช้งานพร้อมกัน ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง กระบี่ยาวในมือของเติ้งอี้เฟยก็ปรากฏประกายสายฟ้าสีน้ำเงินแลบแปลบปลาบ
"ย่างก้าวอัสนีบาต!"
ท่ามกลางกลุ่มแสงสว่างอันเจิดจ้านั้น เติ้งอี้เฟยอาศัยวิชาย่างก้าวอัสนีบาตเข้าสังหารนักรบระดับก่อเกิดปราณแท้จริงของแก๊งอสรพิษติดต่อกันถึงเจ็ดคน
นักรบระดับก่อกำเนิดสี่คนที่เหลือรวมถึงอู่เต๋อหย่งต่างก็ตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แต่ท่ามกลางแสงสว่างจ้าบาดตานี้ ต่อให้พวกเขามีกันถึงสี่คน ทว่าพวกเขากลับสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสยดสยองที่ทำให้หัวใจสั่นสะท้าน!
ราวกับว่าพวกเขาคือเงามืดของโลกใบนี้ และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแสงสว่างอันเจิดจ้า พวกเขาก็สมควรที่จะถูกปัดเป่าและหลอมละลายให้มลายหายไป!
เติ้งอี้เฟยสามารถรับมือกับการรุมโจมตีของนักรบระดับก่อกำเนิดทั้งสี่คนพร้อมกันได้อย่างง่ายดาย
แน่นอนว่าเติ้งอี้เฟยรู้ดีว่าเขาต้องรีบจบการต่อสู้นี้ให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นแก๊งอสรพิษอาจจะส่งกำลังเสริมมาช่วยได้
ถึงแม้เขาจะเป็นคนขององค์กรผึ้งพิฆาต แต่เติ้งอี้เฟยก็ไม่อยากไปรบกวนผึ้งพิฆาตมากจนเกินไปนัก
"เจตจำนงแห่งอัสนีบาต เพลงกระบี่อัสนีกัมปนาท!"
เติ้งอี้เฟยอัดฉีดพลังลมปราณแท้จริงอันบริสุทธิ์และบ้าคลั่งเข้าไปในกระบี่โลหิตแดง ทันใดนั้นประกายไฟสีน้ำเงินก็ปะทุขึ้นบนตัวกระบี่โลหิตแดง!
นักรบระดับก่อกำเนิดของแก๊งอสรพิษทั้งสองคนตั้งตัวไม่ทัน อาวุธของพวกเขาถูกกระบี่โลหิตแดงปะทะเข้าอย่างจัง ร่างกายของพวกเขาก็แข็งค้างอยู่กลางอากาศทันที!
"บั่นเศียร!"
เมื่อแสงสว่างจ้าบาดตาสาดส่องผ่านไป ร่างไร้ศีรษะของยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดทั้งสองก็แยกขาดจากกัน!
"เจตจำนงแห่งอัสนีบาต! ระวังตัวด้วย! ทางที่ดีอย่าให้มันแตะต้องตัวได้!"