- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 770 - คนของสำนักเพลิงคราม
บทที่ 770 - คนของสำนักเพลิงคราม
บทที่ 770 - คนของสำนักเพลิงคราม
บทที่ 770 - คนของสำนักเพลิงคราม
"แค่ประลองให้เสมอกันอย่างนั้นหรือ" เติ้งอี้เฟยขมวดคิ้วถาม
"ใช่แล้ว คำพูดดั้งเดิมของท่านผู้อาวุโสลำดับที่สามคือแบบนั้นแหละ!" ศิษย์พี่สายในที่มาส่งข่าวกล่าวเสริม "ตอนนี้ในบรรดายอดฝีมือระดับก่อกำเนิดทั้งหมดของสำนักเทียนอวิ๋นเรา มีเพียงศิษย์น้องเติ้งคนเดียวที่มีอายุสิบหกปี อันที่จริงถึงแม้เจ้าจะแพ้ก็ไม่ถือว่าน่าขายหน้าอะไรหรอก ยอดยุทธ์ระดับก่อกำเนิดอายุสิบหกปีนั้นหาได้ยากยิ่งอยู่แล้ว ได้ยินท่านผู้อาวุโสลำดับที่สามบอกว่าสำนักเพลิงครามของพวกเขาแค่โชคดีในปีนี้ถึงได้เจอช้างเผือกเข้า!"
"อืม!"
เติ้งอี้เฟยเดาว่าศิษย์พี่สายในที่มาแจ้งข่าวคนนี้รวมถึงผู้อาวุโสลำดับที่สามคงยังไม่รู้เรื่องที่เขาสังหารศิษย์สายในของสำนักเทียนอวิ๋นไปห้าคนแน่ๆ
คาดว่าข่าวนี้น่าจะถูกหอคุมกฎปิดข่าวเอาไว้ คนที่รู้น่าจะมีไม่มากนัก
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องที่ศิษย์สายในของสำนักเทียนอวิ๋นห้าคนลอบสังหารอัจฉริยะหน้าใหม่ของสำนักอย่างเติ้งอี้เฟยแต่กลับถูกเติ้งอี้เฟยฆ่าตายเรียบนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่น่าเอาไปคุยโวหรือป่าวประกาศให้คนนอกรู้เลยจริงๆ
ภายใต้การนำทางของศิษย์พี่ผู้นั้น เติ้งอี้เฟยก็มาถึงลานประลองของศิษย์สายใน
บริเวณรอบลานประลองเนืองแน่นไปด้วยศิษย์สายในมากมาย
ส่วนคนของสำนักเพลิงครามนั้นดูแตกต่างจากศิษย์สายในของสำนักเทียนอวิ๋นอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้ม ส่วนใหญ่มีลวดลายคำว่า "เพลิง" ปักอยู่ที่หน้าอก
อาจเป็นเพราะคนที่ถูกส่งมาล้วนเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของสำนักเพลิงคราม ทุกอิริยาบถของพวกเขาขณะอยู่ในสำนักเทียนอวิ๋นจึงแฝงไปด้วยความหยิ่งยโสอยู่บ้าง แม้พวกเขาจะไม่ได้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งแต่ก็ไม่อาจซ่อนเร้นไว้ได้มิด
สำนักเพลิงครามในแคว้นฉินตะวันตกนั้นเป็นรองเพียงแค่สำนักสมุทรไพศาลเท่านั้น ศิษย์อัจฉริยะของสำนักเพลิงครามจะมีความเย่อหยิ่งบ้างก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว
บนลานประลอง การแลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์กำลังดำเนินอยู่
ผู้ที่กำลังประลองกันอยู่ทั้งสองฝ่ายดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน น่าจะประมาณยี่สิบปี และต่างก็มีพลังระดับก่อกำเนิดขั้นกลางด้วยกันทั้งคู่
ทว่ายอดฝีมือระดับก่อกำเนิดขั้นกลางของสำนักเพลิงครามกลับกำลังกดดันยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดขั้นกลางของสำนักเทียนอวิ๋นจนแทบโงหัวไม่ขึ้น!
อย่างไรเสียเฉินเฮ่าก็รู้สึกว่าสำนักเทียนอวิ๋นไม่ได้แพ้อย่างไร้เหตุผล ยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดขั้นกลางของสำนักเพลิงครามผู้นั้นสามารถบรรลุเจตจำนงถึงสองชนิด โดยเจตจำนงชนิดหนึ่งถูกฝึกปรือจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว ซึ่งนั่นถือเป็นมาตรฐานสำหรับการเลื่อนระดับไปสู่ขั้นก่อกำเนิดขั้นปลายได้เลย!
"ผู้อาวุโสเหยียน ต้องขออภัยด้วย ในรอบนี้สำนักเพลิงครามของเราชนะอีกแล้ว!" ผู้อาวุโสลำดับที่ห้าของสำนักเพลิงครามกล่าวกลั้วหัวเราะ
สีหน้าของผู้อาวุโสเหยียนแห่งสำนักเทียนอวิ๋นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ตั้งแต่ตอนที่ศิษย์ทั้งสองก้าวขึ้นไปบนลานประลองเขาก็พอจะเดาผลการต่อสู้ได้แล้ว "เว่ยชุนอวี่ของสำนักเพลิงครามพวกท่านยอดเยี่ยมจริงๆ แข็งแกร่งกว่าไฉเถี่ยจวินอย่างเห็นได้ชัด เจตจำนงน่าจะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้วกระมัง ขอเพียงพยายามอีกนิดก็สามารถกลายเป็นยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดขั้นปลายได้แล้ว สำนักเทียนอวิ๋นของเรายอมรับความพ่ายแพ้อย่างหมดใจ... เรามาเริ่มรอบต่อไปกันเถอะ!"
จากนั้นก็มีการประลองกันอีกห้ารอบ สำนักเทียนอวิ๋นเอาชนะได้เพียงรอบเดียวเท่านั้น บรรยากาศจึงดูน่ากระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
แม้แต่ศิษย์สำนักเทียนอวิ๋นที่มารอชมเรื่องสนุกและคอยตะโกนเชียร์ศิษย์ร่วมสำนักก็พากันคอตกเหี่ยวเฉาราวกับใบไม้โดนน้ำค้างแข็ง หมดเรี่ยวหมดแรงไปตามๆ กัน
ขอเพียงเป็นคนของสำนักเทียนอวิ๋น ทุกคนต่างก็รู้สึกเสียหน้าไม่น้อย
ผู้อาวุโสลำดับที่ห้าของสำนักเพลิงครามจิบชาพลางมองดูผลงานของเหล่าศิษย์ในวันนี้ด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยถามอย่างมีมารยาทว่า "ผู้อาวุโสเหยียน ท่านเคยบอกไว้ไม่ใช่หรือว่าปีนี้สำนักเทียนอวิ๋นของท่านมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนหนึ่งโดดเด่นขึ้นมา! อายุเพียงสิบหกปีก็กลายเป็นยอดยุทธ์ระดับก่อกำเนิดได้ ในดินแดนทางใต้ทั้งหมดถือว่าเป็นอัจฉริยะระดับแนวหน้าจริงๆ! ช่างบังเอิญเสียจริง ปีนี้สำนักเพลิงครามของเราก็ได้รับความเมตตาจากสวรรค์ มีอัจฉริยะรุ่นเยาว์ปรากฏตัวขึ้นมาสองคนเช่นกัน ท่านพอจะเรียกเขาออกมาประลองฝีมือกับคนหนุ่มสองคนของสำนักเพลิงครามเราสักหน่อยได้หรือไม่"
ผู้อาวุโสเหยียนเงยหน้าขึ้นมองศิษย์สายในที่ออกไปแจ้งข่าวเมื่อครู่นี้
ศิษย์สายในชี้ไปที่เติ้งอี้เฟยแล้วรายงานว่า "ท่านผู้อาวุโสเหยียน นี่คือเติ้งอี้เฟยขอรับ!"
ผู้อาวุโสลำดับที่ห้าของสำนักเพลิงครามมองตามสายตาของผู้อาวุโสเหยียนไปก็เห็นเติ้งอี้เฟย เพียงแค่แวบแรกที่เห็นผู้อาวุโสลำดับที่ห้าแห่งสำนักเพลิงครามก็อดพยักหน้าชื่นชมไม่ได้
แม้จะไม่มีเส้นผมและไม่มีคิ้ว แต่ศิษย์สำนักเทียนอวิ๋นผู้นี้กลับดูสง่างามและมีบุคลิกโดดเด่นสะดุดตายิ่งนัก!
"นี่คือเติ้งอี้เฟย ศิษย์อัจฉริยะของสำนักเทียนอวิ๋นงั้นหรือ" ผู้อาวุโสลำดับที่ห้าของสำนักเพลิงครามเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"ศิษย์สายในสำนักเทียนอวิ๋น เติ้งอี้เฟย คารวะท่านผู้อาวุโสเหยียน คารวะท่านผู้อาวุโสแห่งสำนักเพลิงครามขอรับ!"
"ลุกขึ้นเถอะ!" ผู้อาวุโสเหยียนพยักหน้าอย่างเป็นมิตร จากนั้นจึงอธิบายกับผู้อาวุโสลำดับที่ห้าของสำนักเพลิงครามว่า "เขาคือเติ้งอี้เฟย อัจฉริยะของสำนักเทียนอวิ๋นที่เพิ่งฉายแววเมื่อปีที่แล้ว!"
ผู้อาวุโสลำดับที่ห้าของสำนักเพลิงครามยิ้มพลางหันไปถามเด็กหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ทางขวามือของเขา "พวกเจ้าสองคน ใครอยากจะประลองกับเติ้งอี้เฟยอัจฉริยะแห่งสำนักเทียนอวิ๋นบ้าง"
"ข้าเอง!"
"ข้าขอสู้เอง!"
อัจฉริยะวัยสิบหกปีทั้งสองคนของสำนักเพลิงครามต่างตะโกนแย่งกันอย่างไม่ยอมใคร
ผู้อาวุโสลำดับที่ห้าของสำนักเพลิงครามลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็พบว่ามีเด็กหนุ่มอัจฉริยะเจ้าเล่ห์คนหนึ่งกระโดดขึ้นไปบนลานประลองเสียแล้ว "ตกลง หยวนซินอวี่ ในเมื่อเจ้ากระโดดขึ้นไปเร็วขนาดนั้นก็ให้เจ้าเป็นคนลงประลองก็แล้วกัน!"
หยวนซินอวี่ยิ้มอย่างดีใจ "ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสที่เมตตาขอรับ!"
ส่วนเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีอีกคนของสำนักเพลิงครามที่อยู่ด้านล่างลานประลองกลับมีสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
"เติ้งอี้เฟย เจ้าก็ขึ้นไปเถอะ แสดงฝีมือที่แท้จริงออกมาก็พอ!"
ผู้อาวุโสเหยียนเคยได้ยินเรื่องความเก่งกาจของเติ้งอี้เฟยมาบ้าง เขารู้ว่าเติ้งอี้เฟยมีฝีมือไม่เบาแต่ก็ยังไม่เคยเห็นกับตา ในความคิดของเขาขอเพียงแค่เติ้งอี้เฟยสามารถยืนหยัดอยู่บนลานประลองได้ห้าสิบกระบวนท่าโดยไม่พ่ายแพ้ และให้เขาประกาศผลเสมอ แค่นี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว!
"ขอรับ ท่านผู้อาวุโส!"
เติ้งอี้เฟยถือกระบี่โลหิตแดงกระโดดขึ้นไปบนลานประลอง
เมื่อหยวนซินอวี่เห็นเติ้งอี้เฟย ใบหน้าของเขาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะ
ศิษย์พี่ทั้งสี่คนที่ลงประลองก่อนหน้านี้ล้วนได้รับชัยชนะ ไม่มีเหตุผลเลยที่เขาจะต้องมาแพ้ให้กับคนรุ่นราวคราวเดียวกันของสำนักเทียนอวิ๋น
เมื่อเห็นคนขึ้นไปบนลานประลอง บรรดาศิษย์สายในของสำนักเทียนอวิ๋นที่มาเป็นผู้ชมอยู่ด้านล่างก็เริ่มส่งเสียงฮือฮา "ดูสิ เหมือนจะมีการประลองอีกแล้ว!"
"มีอะไรน่าดูอีกล่ะ เดี๋ยวพวกเราก็แพ้อีกนั่นแหละ!"
"ไม่ใช่สิ คนที่กระโดดขึ้นไปนั่นเหมือนจะเป็นเติ้งอี้เฟยนะ!"
"หนุ่มหล่อคนนั้นน่ะหรือ"
ไม่นานนักก่อนที่การประลองจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เสียงตะโกนเชียร์จากศิษย์หญิงหลายคนก็ดังกึกก้องมาจากด้านล่าง
"ศิษย์น้องเติ้ง สู้ๆ นะ!"
"..."
หยวนซินอวี่มองเติ้งอี้เฟยด้วยสายตาอิจฉาเล็กน้อย เขาแทบจะรอให้เริ่มการต่อสู้ไม่ไหวแล้ว
รูปร่างหน้าตาของหยวนซินอวี่ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่มันก็ห่างไกลจากคำว่าหล่อเหลา เขาไม่ชอบคนรุ่นเดียวกันที่หน้าตาหล่อแถมยังมีพรสวรรค์และฝีมือดี... อย่างเช่นเจียงกังศิษย์ร่วมสำนักที่ยืนอยู่ด้านล่างลานประลองคนนั้น
"เตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง"
กรรมการระดับขอบเขตเบิกนภาที่อยู่ตรงกลางลานประลองเอ่ยถาม
"พร้อมแล้ว!"
"ได้!"
"ถ้าอย่างนั้นข้าขอประกาศให้การประลอง แลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์ เริ่มต้นขึ้นได้!"
สิ้นเสียงของกรรมการ ร่างของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนอากาศ
และแทบจะในจังหวะเดียวกับที่กรรมการหายตัวไป บนลานประลองร่างกายของเติ้งอี้เฟยก็เปล่งแสงสว่างจ้าบาดตาออกมา พร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่นบาดหู เขาพุ่งตรงเข้าไปหาหยวนซินอวี่และตวัดกระบี่ฟันใส่เขาทันที
กระบี่นี้ไม่มีท่วงท่าลีลาใดๆ แอบแฝง เป็นเพียงการโจมตีตรงๆ อย่างเรียบง่าย
หยวนซินอวี่ยกกระบี่ขึ้นรับการโจมตี แต่ทว่าทันทีที่กระบี่ยาวในมือของเขาสัมผัสกับกระบี่โลหิตแดง มือของเขาก็สั่นสะท้าน กระบี่ยาวถูกกระบี่โลหิตแดงกระแทกจนหลุดกระเด็นออกจากมือไปในทันที!