- หน้าแรก
- ราชันย์ทหารชายแดน
- บทที่ 891 ขุนเขาเขียวขจี ยามราตรีดุจสายน้ำ
บทที่ 891 ขุนเขาเขียวขจี ยามราตรีดุจสายน้ำ
บทที่ 891 ขุนเขาเขียวขจี ยามราตรีดุจสายน้ำ
ในจังหวะนั้นเอง ดาบศึกที่บิ่นจนม้วนงอเล่มหนึ่งก็พุ่งทะยานแหวกอากาศเข้ามา พร้อมกับเสียงลมกรรโชก เจาะทะลวงเข้าที่น่องของเขาจนทะลุ
"ฉึก!"
ตู๋เหยี่ยนหู่ (พยัคฆ์ตาเดียว) เจ็บปวดที่ขาขวาจนต้องทรุดเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น โคลนตมกระเซ็นขึ้นมาเป็นสายน้ำสีแดงคล้ำในทันที
ผู้ที่ลงมือย่อมต้องเป็น ‘จางโพ่ลู่’ อย่างแน่นอน แม้คำสั่งที่ท่านอาหก ‘ปี้เฉาเซิง’ มอบให้เขาคือห้ามหลุดออกจากขบวนทัพ ทว่าเขาก็รู้ดีเช่นกันว่า มีเพียงการสังหารตู๋เหยี่ยนหู่ลงเท่านั้น ลูกพรรคสามมังกรเหล่านี้จึงจะแตกสลายไปอย่างแท้จริง
ดังนั้น เขาจึงกะจังหวะอย่างแม่นยำ ใช้ดาบศึกที่ฟันจนบิ่นม้วนไปก่อนหน้านี้ซัดออกไปเพื่อสร้างบาดแผลฉกรรจ์ ดาบเล่มนี้ถูกอัดแน่นไปด้วยลมปราณแท้จริงอันทรงพลัง พลังทำลายล้างนั้นมหาศาลจนน่าตกใจ แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายสิบก้าว ทว่าตัวดาบกลับจมมิดทะลุกระดูกน่องไป จนเหลือเพียงด้ามดาบที่แกว่งไปมาอยู่ด้านนอก
ลูกสมุนสองคนใต้บังคับบัญชาเห็นเช่นนั้น ก็รีบพุ่งเข้ามาพยุงตัวเขาหมายจะล่าถอย ทว่าในตอนนั้นเอง คลื่นค่ายกลดาบที่นำโดยจางโพ่ลู่ก็พุ่งเข้ามาถึงตรงหน้าแล้ว เสียงเกราะเหล็กกระทบกันดังกังวาน ผสานกับเสียงดาบแหวกอากาศดังกึกก้องราวกับการพิพากษาจากขุมนรก
"ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!"
เมื่อประกายดาบสาดซัดลงมาเป็นระลอก ร่างของตู๋เหยี่ยนหู่ก็ถูกกลืนหายเข้าไปในนั้นทันที ชั่วพริบตาเดียวก็ตายตกอยู่ใต้คมดาบนับไม่ถ้วน โดยไม่ทันได้เปล่งเสียงร้องโหยหวนออกมาเลยแม้แต่แอะเดียว
ครู่ต่อมา กลุ่มเดนตายและสมาชิกระดับแกนนำส่วนใหญ่ของพรรคสามมังกรก็ถูกสังหารจนสิ้น ลูกพรรคที่เหลืออยู่อีกหมื่นกว่าคนเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนั้น ก็ตัดสินใจทิ้งอาวุธและคุกเข่ายอมจำนนอย่างเด็ดขาดทันที
จางโพ่ลู่ไม่ได้สั่งสลายค่ายกลดาบในเวลานี้ ทว่าให้องครักษ์คุนหลงที่อยู่ด้านหลังขบวนรุดหน้าเข้าไปริบอาวุธของพวกมัน
ตามติดมาด้วยปี้เฉาเซิงที่สั่งระดมพลทหารองครักษ์คุนหลงสามพันนายลงจากขบวนเรือ มุ่งหน้ามายังหาดริมน้ำเพื่อควบคุมตัวสมาชิกลูกพรรคที่ยอมจำนนเหล่านี้ แม้ว่าในที่เกิดเหตุจะยังมีลูกพรรคหลงเหลืออยู่อีกนับหมื่นคน ทว่าพวกเขาจัดการเรื่องราวได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไร้ซึ่งความวุ่นวายใดๆ ทั้งสิ้น
นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป การต่อสู้ฝั่งศาลเจ้าเทพมังกรวารี ก็ถือว่าสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ลูกสมุนกว่าสามหมื่นคนของตู๋เหยี่ยนหู่ถูกสังหารหมู่ไปเกือบครึ่ง ส่วนอีกครึ่งที่เหลือก็เลือกที่จะยอมจำนน พรรคสามมังกรจึงเท่ากับถูกตัดแขนทั้งสองข้างทิ้งไปแล้ว
ทว่านี่ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคสามมังกรจะล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงแต่อย่างใด เพราะหากไม่สามารถถอนรากถอนโคนพวกมันให้สิ้นซากได้ ผ่านไปไม่นานพวกมันก็จะรวบรวมกำลังคนขึ้นมาใหม่และฟื้นฟูกลับไปสู่สภาพเดิมได้อีกครั้ง เหมือนกับการตัดต้นกุยช่าย ที่หากไม่ขุดรากถอนโคนออกมาจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงไม่นานมันก็งอกขึ้นใหม่ได้อีก
และการจะถอนรากถอนโคนพรรคพรรคสามมังกรให้สิ้นซากนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกำจัดสมาชิกระดับสูงของพวกมันให้หมดสิ้น ไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว
แสงตะวันใกล้เบิกฟ้า รุ่งอรุณกำลังจะมาเยือน
ทว่าโดยปกติแล้ว ช่วงเวลานี้มักจะเป็นค่ำคืนที่มืดมิดที่สุด มืดมิดราวกับน้ำหมึกข้นที่ไม่อาจละลาย หากยื่นมือออกไปก็มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือทั้งห้าของตัวเอง
ที่ตั้งของฐานที่มั่นใหญ่พรรคสามมังกรตั้งอยู่ภายในเมืองหวยโจว สถานที่ตั้งไม่ได้ถือว่าเร้นลับอะไรนัก เพียงแต่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนามาโดยตลอด ชาวบ้านธรรมดาย่อมไม่กล้าเข้าใกล้และมักจะเดินอ้อมไปแต่ไกล ส่วนผู้มีฐานะก็อาจจะรู้ตื้นลึกหนาบางอยู่บ้างจึงยิ่งไม่กล้าไปตอแยและทำเป็นมองไม่เห็นไปเสีย
ภายในคฤหาสน์ของพรรคสามมังกร หัวหน้าพรรค 'ทูลหลง' (มังกรโล้น) เอนกายพิงพนักเก้าอี้ หลับตาพริ้ม ไม่รู้ว่าหลับไปแล้วหรือแค่กำลังหลับตาพักผ่อน
จู่ๆ ลมก็พัดผ่านเข้ามาทางประตู พัดพาเอาความหนาวเหน็บของยามค่ำคืนมาด้วย ทำให้ทูลหลงถึงกับสะดุ้งหนาวสั่น
มันค่อยๆลืมตาขึ้น กรอกลูกตาไปมาปรับตัวให้คุ้นชินกับแสงไฟอันสลัว ก่อนจะเอ่ยถาม "ยามใดแล้ว?"
"เพิ่งจะเลยยามเหม่าสามเค่อ (ประมาณ 05.45 น.) มาเล็กน้อยขอรับ!" นายท่านฉู่ ตอบกลับ น้ำเสียงแฝงความแหบพร่าจากการอดนอนมาตลอดทั้งคืน
"มีข่าวคราวใดส่งมาบ้างหรือไม่?"
"ครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ก่อน ทางฝั่งศาลเจ้าเทพมังกรวารีส่งข่าวมาว่า ยึดเรือสินค้าได้สำเร็จแล้ว และกำลังเร่งมุ่งหน้าไปยังบึงซ่อนหมอกขอรับ!" นายท่านฉู่ตอบกลับ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความรู้สึกโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อได้ยินข่าวนี้ ทูลหลงก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเช่นกัน หัวไหล่ที่เคยตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย กล่าวว่า "ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ครึ่งชั่วยาม"
เขาลุกขึ้นยืนแล้วบิดขี้เกียจ ก่อนจะสั่งการ "ส่งคำสั่งไปให้เจ้าสี่ (พยัคฆ์ตาเดียว) ให้เขาแบ่งคนไปช่วยขนย้ายสินค้าให้มากขึ้น รีบกลบลบร่องรอยทั้งหมดโดยเร็วที่สุด!"
"เข้าใจแล้วขอรับ!" นายท่านฉู่รับคำ ก่อนจะหันหลังเตรียมไปจัดการทันที
ทว่าในเวลานั้นเองที่หน้าประตูกลับมีเสียงเกียจคร้านดังขึ้น "ดึกสงัดสร่างเมา…จันทร์ลอยเด่นบนฟากฟ้า…ลุกขึ้นมองขุนเขาเขียวขจี…ยามราตรีดุจสายน้ำ!"
ทั้งสองคนตกใจขึ้นมาทันทีและรีบหันไปมองที่ประตู เห็นเพียงชายหนุ่มในชุดสีชิง (เขียวอมฟ้า) สะพายกล่องกระบี่เดินทอดน่องเข้ามาจากหน้าประตู ด้วยท่าทีราวกับคนยังไม่ตื่นเต็มตา
ทูลหลงและนายท่านฉู่ลอบสบตากัน ในแววตาล้วนมีประกายความประหลาดใจวาบผ่าน ก่อนที่นายท่านฉู่จะเอ่ยถามว่า "เหตุใดท่านถึงออกมาได้"
หลิงชวนหาวหวอด แล้วเดินตรงเข้ามาหาเก้าอี้ตัวหนึ่งนั่งลงพร้อมกับไขว่ห้างแล้วกล่าวว่า "เห็นนายท่านทั้งสองตึงเครียดเช่นนี้ ข้าก็นอนไม่หลับเช่นกัน!"
นายท่านฉู่เผยรอยยิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นยังคงเสแสร้งเช่นเคยแล้วกล่าวว่า "ท่านอ๋องน้อยช่างมีน้ำใจยิ่งนัก!"
ใครจะรู้ว่าหลิงชวนกลับโบกมือปัดทำหน้าไม่ยี่หระ กล่าวว่า "พวกเจ้าจะทำสำเร็จหรือไม่มันไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ข้าก็แค่เป็นห่วงชีวิตน้อยๆของตัวเองก็เท่านั้น!"
"โอ้?" นายท่านฉู่ชะงักไปเล็กน้อย แววตาฉายความเคลือบแคลงสงสัย เอ่ยถามว่า "ท่านอ๋องน้อยหมายว่าอย่างไร?"
"ข้าหมายความว่าอย่างไร พวกเจ้าสองคนไม่รู้อยู่แก่ใจหรอกหรือ?" หลิงชวนมองเขาด้วยรอยยิ้มที่คล้ายไม่ยิ้ม สายตานั้นราวกับกำลังมองดูนักแสดงงิ้วสองคนกำลังเล่นละครอยู่ก็ไม่ปาน
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าอันเร่งร้อนดังมาจากนอกประตู เสียงนั้นทั้งหนักและเร็ว ราวกับมีเรื่องด่วนจี๋ไฟลนก้นเกิดขึ้น
เห็นเพียงนายท่านห้า 'เย่เม่าจื่อ' (นกเค้าแมวราตรี) ก้าวฉับๆเดินเข้ามา ก่อนจะปรายตามองหลิงชวนอย่างรวดเร็วแวบหนึ่ง จากนั้นก็รีบสาวเท้าเข้าไปตรงหน้าทูลหลงกับนายท่านฉู่ กดเสียงให้ต่ำลงแล้วกล่าวว่า "หัวหน้าพรรค นายท่านสอง เกิดเรื่องแล้ว!"
"เกิดสถานการณ์อันใดขึ้น?"
"กองทัพฝ่ายเหนือสองสายจู่ๆก็เคลื่อนพลอย่างกะทันหัน กำลังมุ่งหน้าบุกเข้ามายังโถงหลักของพวกเราแล้ว!" เย่เม่าจื่อกล่าวด้วยใบหน้าร้อนรนใจ
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ สีหน้าของทั้งสองคนก็พลันเปลี่ยนไปทันที นายท่านฉู่เอ่ยถามด้วยความตกใจ "หรือว่าพวกมันคิดจะใช้วิธีถอนฟืนใต้ก้นหม้อ (ตัดไฟแต่ต้นลม)?"
ส่วนทูลหลงกลับมีสีหน้าสงบนิ่ง ที่มุมปากถึงกับประดับรอยยิ้มเย็นชา กล่าวว่า "ดูเหมือนว่าพวกมันจะล่วงรู้แผนการลงมือของพวกเราแล้ว ทว่าด้วยกำลังคนเพียงสองพันคนของพวกมัน ไม่มีทางขัดขวางทางฝั่งศาลเจ้าเทพมังกรวารีได้อย่างแน่นอน ถึงได้คิดจะใช้วิธีตลบหลังเช่นนี้!"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงแฝงความดูแคลนอยู่หลายส่วน "ช่างคิดคำนวณมาได้ดีเสียนี่กระไร!"
เมื่อเย่เม่าจื่อได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าร้อนรนใจ ถูมือไปมาพลางกล่าวว่า "หัวหน้าพรรค พวกเรารีบถอยกันเถอะขอรับ มิเช่นนั้นคงหนีไม่ทันแน่!"
ทว่าทูลหลงกลับไม่รู้สึกร้อนรนเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังหัวเราะออกมา รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม "จะลนลานไปไย? ข้าคาดการณ์ไว้ตั้งนานแล้วว่าพวกมันจะต้องมาไม้นี้ ข้าเตรียมการรับมือไว้อย่างรัดกุมหมดแล้ว รอก็แค่พวกมันวิ่งเข้ามาติดกับดักเองก็เท่านั้น!"
ก็เป็นไปตามที่เขากล่าว ก่อนหน้านี้เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายบุกจู่โจมตีโถงหลักโดยตรง เขาจึงได้ลอบจัดวางกองกำลังซุ่มรอไว้รอบๆอย่างลับๆแล้ว รอเพียงให้อีกฝ่ายรนหาที่ตายมาส่งตัวเองถึงที่ก็เท่านั้น
เพียงแต่ว่า ข่าวนี้มีเพียงเขากับนายท่านฉู่สองคนเท่านั้นที่ล่วงรู้ แม้แต่น้องสี่และน้องห้าเขาก็ไม่ได้บอกกล่าวให้รู้เลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของเย่เม่าจื่อเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นก็วูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว และกลับมาเป็นปกติในชั่วพริบตา "ท่านหัวหน้าพรรคช่างคำนวณการได้ดั่งเทพยดา มองการณ์ไกลยิ่งนัก ผู้น้อยเลื่อมใสขอรับ!"
ทูลหลงยิ้มบางๆ ในรอยยิ้มนั้นลึกล้ำจนยากจะคาดเดา จากนั้นเขาก็กวักมือเรียกเย่เม่าจื่อ น้ำเสียงสบายๆ ราวกับกำลังพูดเรื่องเล็กน้อย "น้องห้า ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากให้เจ้าช่วยหน่อย!"
อีกฝ่ายรีบขยับตัวเข้าไปใกล้ โค้งตัวลงเล็กน้อย ทำท่าทีรับฟัง "ท่านหัวหน้าพรรคโปรดสั่งการมาได้เลยขอรับ!"
เห็นเพียงส่วนลึกในดวงตาของทูลหลงกลับฉายประกายจิตสังหารอันเย็นเยียบวูบหนึ่ง ทว่าบนใบหน้ากลับยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเย็น เขากล่าวเสียงเรียบว่า "ข้าจะขอยืมหัวเจ้าใช้สักหน่อย!"