เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 380 - สตรี

บทที่ 380 - สตรี

บทที่ 380 - สตรี


บทที่ 380 - สตรี

ลมปราณเป่ยหมิง หนึ่งในวิชากำลังภายในขั้นสุดยอดของสำนักสราญรมย์

เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์ ที่จุดตันเถียนจะก่อเกิดวังวนปราณเป่ยหมิง และจุดชีพจรทั่วทั้งร่างจะสร้างแรงดูดดั่งกระแสน้ำวน

ใน 'เซียวเหยาโหยว' กล่าวไว้ว่า: "ทางเหนือของดินแดนอันทุรกันดารมีทะเลลึกชื่อว่าหมิงไห่ หรือก็คือสระสวรรค์ ที่นั่นมีปลาตัวหนึ่ง ลำตัวกว้างใหญ่หลายพันลี้ มิมีผู้ใดล่วงรู้ความยาวของมัน"

เมื่อพลังวัตรลึกล้ำ วิทยายุทธ์ในใต้หล้าล้วนตกเป็นของข้า!

ลมปราณเป่ยหมิงก็คือร่างจำแลงขั้นสุดยอดของมหาเวทดูดดาวนั่นเอง

สุดยอดวิชาที่เริ่นหว่อสิงใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อศึกษา ทว่าสำหรับเฉินอวี้แล้ว มันกลับไม่มีค่าพอให้ชายตามองด้วยซ้ำ

"หลายปีมานี้อดีตประมุขเริ่นสูบพลังวัตรของผู้คนไปตั้งเท่าไร ร่างกายไม่รู้สึกผิดปกติบ้างเลยหรือ?" เฉินอวี้ใช้พลังฝ่ามือปัดเป่าด้ายแดงและเข็มปักผ้าของตงฟางปู้ป้ายออกไป จากนั้นก็ใช้วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์สกัดจุดเริ่นอิ๋งอิ๋งเอาไว้

เขามองเริ่นหว่อสิงที่ใบหน้าแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ท่านอยู่ที่หมู่บ้านเหมยจวงมาตั้งสิบกว่าปี ยุทธภพเปลี่ยนแปลงไปทุกวี่วัน ยุคสมัยของประมุขเริ่นมันผ่านพ้นไปแล้ว ท่านจงพักผ่อนให้สบายเถิด"

"เจ้า... ฝัน... ไป... เถอะ..." เริ่นหว่อสิงโกรธจัดจนตัวสั่นเทิ้ม ทั้งชีวิตของเขามุ่งมั่นอยู่กับการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในยุทธภพ จะให้วางมือไปดื้อๆ ได้อย่างไร!

เมื่อเห็นเฉินอวี้ทำท่าทีสบายๆ จับเขาและลูกน้องกดลงกับพื้นจนหมดสภาพ ความอัดอั้นและเคียดแค้นในใจนั้นสุดจะพรรณนา

ในเวลานี้ สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวของเขาก็คือ อยากจะจับไอ้หมอนี่มาฉีกเนื้อเถือหนังกลืนกินลงท้องไปทั้งเป็น

เฉินอวี้ถอนหายใจยาว ก่อนจะคลายวังวนปราณเป่ยหมิง

จู่ๆ ร่างกายของเริ่นหว่อสิงก็ไร้เรี่ยวแรง หงายหลังล้มตึงลงไปอย่างรวดเร็ว

เขากัดฟันกรอด ใช้มือขวาฟาดลงบนพื้นอย่างแรงจนพลิกตัวกลับมาได้

จากนั้นก็ซัดฝ่ามือพุ่งตรงไปที่หน้าอกของเฉินอวี้อีกครั้ง

ทว่าเฉินอวี้กลับไม่ได้หลบหลีก ยืนรับฝ่ามือนั้นไว้ตรงๆ

"อย่านะ!" เริ่นอิ๋งอิ๋งร้อนใจ ตะโกนร้องเสียงหลง

"มดปลวกคิดจะโยกต้นไม้ใหญ่" เฉินอวี้ส่ายหน้า ก้มมองเริ่นหว่อสิงที่หน้าแดงจัด

เขายกมือขวาขึ้นสูง นิ้วมือวาดเป็นส่วนโค้งพิสดาร

พุ่งตรงไปสกัดจุดตายที่ถานจงของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ

"ท่านประมุข~~~~" เซี่ยงเวิ่นเทียนกระอักเลือด ตาแทบถลนออกจากเบ้า

เฉินอวี้ใช้ดัชนีชานเหอหนึ่งกระบวนท่า ปิดฉากชีวิตของอดีตประมุขพรรคสุริยันจันทราผู้นี้

ร่างสูงใหญ่ของเริ่นหว่อสิงล้มครืนลงกับพื้น แววตาว่างเปล่า สีหน้าแดงก่ำค่อยๆ จางหายไป

"ท่านพ่อ~~" เริ่นอิ๋งอิ๋งร้องไห้โฮออกมาทันที

นางกอดศพของบิดาไว้แน่น น้ำตาไหลพรากเป็นสาย

เมื่อตงฟางปู้ป้ายที่อยู่ด้านบนเห็นเช่นนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

ทว่ามือของนางก็ไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่น้อย ภายในตำหนัก พลังวัตรอันมหาศาลทำให้ผ้าม่านปลิวไสวส่งเสียงดังพึ่บพั่บ

เริ่นอิ๋งอิ๋งที่ใบหน้าซีดเผือดวางศพของเริ่นหว่อสิงลง นางถือกระบี่พุ่งเข้าหาเฉินอวี้ทั้งน้ำตา

เฉินอวี้ปัดป้องกระบี่ที่พุ่งเข้ามาได้อย่างง่ายดาย น้ำเสียงของเขาเย็นชา "ยังจำที่ข้าบอกเจ้าได้หรือไม่?"

ร่างบางของเริ่นอิ๋งอิ๋งสั่นสะท้าน จู่ๆ นางก็นึกถึงคำว่า 'ความเชื่อใจอย่างถึงที่สุด' ที่เฉินอวี้เคยพูดไว้ตอนอยู่หมู่บ้านเหมยจวง

"เจ้า... เจ้าฆ่าท่านพ่อของข้า ข้า... ข้าเกลียดเจ้า..." นางร้องไห้สะอึกสะอื้น ตอนนี้ใจนางแทบสลาย

"นำศพเขาลงไปรอข้าด้านล่าง" เฉินอวี้ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาใช้ฝ่ามือเข็มมรกตใสซัดปราณผลักพวกเริ่นอิ๋งอิ๋งออกไปนอกตำหนักเบาๆ

จากนั้นก็ใช้วิชาคุมกระเรียนดึงประตูบานใหญ่ของตำหนักให้ปิดดังปัง

เขาเงยหน้ามองตงฟางปู้ป้าย "ป้าเทียน อยากจะพนันกับข้าไหม"

ตงฟางปู้ป้ายก้มมองเขา นัยน์ตาลึกล้ำไหววูบ "พนันอะไรล่ะ?"

"หากข้าชนะ ต่อไปเจ้าต้องมาทำงานเป็นลูกน้องข้า"

"แล้วถ้าข้าชนะล่ะ?"

"ต่อไปข้าจะยกย่องเจ้าเป็นนาย"

"ตกลง!" ตงฟางปู้ป้ายยิ้มละมุน มุมปากยกขึ้น

ชั่วพริบตา นางก็กางแขนออก ด้ายแดงและเข็มเล่มเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งทะยานลงมาราวกับพายุ

ตอนที่โดนรุมเมื่อครู่นี้นางยังออมมือไว้ มาตอนนี้ถึงได้งัดพลังทั้งหมดออกมาใช้

นางแปลงร่างเป็นเงาสีเลือด พุ่งตามเข็มปักผ้าที่ซัดลงมาติดๆ

สองมือของนางถือเข็มปักผ้าไว้ข้างละเล่ม ตัวเข็มเรียวยาว ดูเหมือนจะหักได้ง่าย ทว่าแท้จริงแล้วกลับเหนียวแน่นทนทานเป็นอย่างยิ่ง!

เฉินอวี้เข้าประชิดตัวต่อสู้ระยะประชิด

เมื่อได้กลิ่นหอมกรุ่นจางๆ จากตัวอีกฝ่าย แววตาของเขาก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก

จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจเรื่องราวอันซับซ้อนบนผาไม้ดำแห่งนี้เลย

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจได้

นั่นก็คือ ยุทธภพแดนใต้แห่งนี้ วันนี้จะต้องได้ผู้ปกครองที่แท้จริงเสียที!

ฝ่ามือเทพซงหยางขั้นสูงที่ทรงพลังและหนักหน่วงซัดอีกฝ่ายจนกระเด็นออกไปไกล

เฉินอวี้รวบรวมพลังไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง พลังปราณอันมหาศาลโคจรไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว

เขากระทืบเท้าทั้งสองข้างลงพื้นอย่างแรง จนพื้นกระเบื้องรอบๆ แตกกระจาย

"นายท่าน ระวังเจ้าค่ะ!" เซวี่ยเชียนสวินตกใจจนหน้าซีดเผือด

วินาทีต่อมา ทุกคนก็เห็นว่ารอบกายของเฉินอวี้ถูกโอบล้อมไปด้วยเมฆหมอกจางๆ ที่เกิดจากพลังปราณที่แผ่พุ่งออกมา

เขาสะบัดฝ่ามือออกไป พลังวัตรพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบน

มองดูคล้ายกับมังกรทองตัวยักษ์

"ฝ่ามือสยบมังกรสิบแปดท่า!"

พายุหมุนที่พัดพาเสียงคำรามของมังกรมาด้วย พุ่งตรงไปยังตงฟางปู้ป้ายที่อยู่เบื้องบน

รูม่านตาของตงฟางปู้ป้ายเบิกกว้าง ร่างกายของนางกลายเป็นเงาสีเลือดและทะยานขึ้นสู่เบื้องบนทันที

แต่ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง

เสื้อคลุมสีแดงตรงหน้าอกถูกลมปราณฉีกกระชากจนขาดวิ่น หยดเลือดจางๆ สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ

เสียง "ตูม" ดังสนั่นหวั่นไหว

หลังคาของตำหนักถูกฝ่ามือนี้ซัดจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ อิฐและกระเบื้องนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมา

ตงฟางปู้ป้ายรับแรงกระแทกนั้นไว้และลอยละลิ่วขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็ว

เฉินอวี้แตะปลายเท้าลงพื้น ใช้วิชาตัวเบากิมงั้ง กระโดดเหยียบยอดเสาสองสามครั้ง

ชั่วพริบตา เขาก็ขึ้นไปถึงยอดหลังคาตำหนักหลักของพรรคสุริยันจันทราแล้ว

ตงฟางปู้ป้ายยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของรอยโหว่ หยดเลือดสีแดงสดใสหลายหยดไหลรินลงมาตามผิวขาวผ่อง

ดวงจันทร์สุกสกาวลอยเด่นขึ้นมา สาดส่องลงบนเรือนร่างอันไร้ที่ติของนาง

"เจ้าแพ้แล้ว" เฉินอวี้ค่อยๆ ลดมือลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

นัยน์ตาลึกล้ำของอีกฝ่ายไหววูบ มือขวาค่อยๆ หยิบเข็มปักผ้าขึ้นมาเล่มหนึ่ง นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็วางมันลง

นางพยักหน้า "ใช่ ข้าแพ้แล้ว"

ฝ่ามือเมื่อครู่นี้ หากเฉินอวี้ไม่ฝืนรั้งพลังไว้กลางคัน และเบี่ยงวิถีการโจมตีออกไปด้านข้าง หากนางโดนฝ่ามือนี้เข้าไปเต็มๆ นางคงตายอย่างแน่นอน

"ข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้ามากมาย" เฉินอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย

ทว่าตงฟางปู้ป้ายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับยิ้มบางๆ "รีบร้อนขนาดนั้นเชียว?"

"แน่นอนสิ เพราะนี่มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของเจ้าเลยนะ" เฉินอวี้กล่าวเสียงเรียบ "เริ่มจากตัวตนของเจ้าก่อนเลย ตกลงว่าเจ้าเป็นใครกันแน่?"

"......ตงฟางปู้ป้ายคนเดิมน่ะคือพ่อของข้า ส่วนแม่ของข้า ก็คือคุณหนูรองสกุลจางที่เจ้าได้ยินตอนอยู่เมืองอี้หยางนั่นแหละ" อีกฝ่ายค่อยๆ เอ่ยปาก จากนั้นก็เดินไปที่ขอบหลังคาฝั่งซ้ายของตำหนักอย่างไม่รีบร้อน แล้วนั่งลงตรงริมขอบนั้น

ถึงแม้จะพ่ายแพ้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่ายอมรับไม่ได้สักเท่าไร น้ำเสียงก็ยังคงเหมือนกับตอนปกติไม่มีผิดเพี้ยน

"งั้นที่เจ้าบอกว่าข้าเข้าใจผิดไปไกลเลยล่ะ?" เฉินอวี้มองนางด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

"เจ้าก็เข้าใจผิดจริงๆ นั่นแหละ เพียงแต่ไม่ได้เข้าใจผิดตรงนั้น" ตงฟางปู้ป้ายยิ้มเยาะ พลางดึงเสื้อผ้าเข้ามาปิดตรงกลาง

แล้วกล่าวต่อ "เมื่อสิบกว่าปีก่อน ท่านแม่ขโมยคัมภีร์ทานตะวันของท่านพ่อมา แล้วหนีหัวซุกหัวซุน สุดท้ายก็กลับไปที่เมืองอี้หยาง ที่นั่นนางถูกพวกตระกูลจางกลั่นแกล้ง จากนั้นก็ตกไปอยู่ในกำมือของสองพ่อลูกตระกูลลั่ว ท้ายที่สุดก็ต้องตายอย่างอนาถ"

เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองอี้หยาง เฉินอวี้พอจะทราบมาบ้างแล้ว

เขาเดินเข้าไปใกล้ๆ อีกไม่กี่ก้าว แล้วก็นั่งลงข้างๆ ตงฟางปู้ป้าย "แล้วทำไมนางต้องขโมยคัมภีร์ทานตะวันมาด้วยล่ะ"

จางอวี้เหนียงไม่ได้ฝึกยอดวิชานี้ ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องตายอย่างน่าเวทนาขนาดนั้น

"ท่านพ่อตอนตัวเองเพื่อฝึกวิชา ทั้งกินยาสกัดสารพัด เสียงและนิสัยก็เปลี่ยนไป เขาไม่ชอบผู้หญิง แต่กลับไปหลงรักหยางเหลียนถิง ท่านแม่รับไม่ได้ ไม่อยากให้ท่านพ่อฝึกวิชาต่อ ก็เลยขโมยคัมภีร์หน้าสุดท้ายไปสองสามหน้า แล้วหนีลงจากผาไม้ดำ"

ตงฟางปู้ป้ายแค่นเสียงเย็น "ช่างโง่เขลาเสียจริง สิ่งที่เจ้าพูดในจวนสกุลลั่ววันนั้นถูกต้องที่สุด นางไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก ก็แค่ไม่แข็งแกร่งพอ เอาความหวังไปฝากไว้กับคนอื่น จุดจบที่ต้องมาลงเอยแบบนี้มันก็สมควรแล้ว"

"เพราะฉะนั้นข้าจึงสาบานไว้ ว่าชาตินี้ข้าจะไม่มีวันพึ่งพาใคร ข้าจะสร้างเส้นทางอันยิ่งใหญ่ด้วยตัวข้าเอง ยุทธภพ ใต้หล้า ต้องอยู่ในกำมือข้า ทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมจะต้องยอมสยบอยู่แทบเท้าข้า!"

"ข้าว่าเจ้านี่เป็นโรคเบียวระยะสุดท้ายแล้วล่ะ..." เฉินอวี้เอ่ยเสียงเรียบ "แบบที่หมดทางรักษาแล้วด้วย"

"หึ เจ้านั่นแหละที่เป็นโรคเบียว ในเมื่อความคิดของเจ้าก็เหมือนกับข้านี่" ตงฟางปู้ป้ายแค่นเสียงเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้น "ถึงครั้งนี้ข้าจะแพ้เจ้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าครั้งหน้าข้าจะแพ้อีก เฉินอวี้ การต่อสู้ระหว่างเจ้ากับข้ามันยังไม่จบหรอก ข้าจะคอยจับตาดูเจ้าไปตลอด จนกว่าเจ้าจะอ่อนแอกว่าข้านั่นแหละ"

"มีคำถามนึงนะ แล้วตงฟางปู้ป้ายคนเดิมล่ะ?"

"ข้าเป็นคนฆ่าเขาเองแหละ เมื่อสามปีก่อนนี่เอง"

สามปีก่อนงั้นหรือ? นัยน์ตาของเฉินอวี้ไหววูบ "หมายความว่าเจ้าขึ้นเป็นประมุขพรรคสุริยันจันทราตั้งแต่สามปีก่อนแล้วงั้นหรือ?"

อีกฝ่ายเหลือบมองเขา แล้วเชิดหน้าขึ้นกล่าว "ใช่ หลังจากที่ท่านพ่อฝึกคัมภีร์ทานตะวัน เขาก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิง ทั้งๆ ที่มีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศ แต่กลับยอมให้หยางเหลียนถิงจูงจมูก ทว่าหยางเหลียนถิงกลับชอบผู้หญิงจริงๆ ที่มันทำดีด้วยก็เพราะหวังผลประโยชน์มากกว่าความรัก..."

"วันนี้เมื่อสามปีก่อน ข้าลอบเข้ามาในผาไม้ดำ แล้วก็ฆ่าเขาตอนที่เขากำลังปักผ้าอยู่ เพราะเขาไม่ปรากฏตัวมานานแล้ว เรื่องใหญ่ๆ ในพรรค หยางเหลียนถิงก็เป็นคนจัดการทั้งหมด ข้าก็เลยไว้ชีวิตหมาๆ ของมันไว้ก่อน เพื่อให้มันช่วยควบคุมสถานการณ์แทนข้า ส่วนข้าก็เอาเวลาไปทุ่มเทให้กับการฝึกคัมภีร์ทานตะวันต่อ"

คำพูดนี้ก็ดูมีเหตุผลอยู่ เพราะก่อนหน้านี้ทั้งเซี่ยงเวิ่นเทียนและเริ่นอิ๋งอิ๋งก็บอกว่า ไม่ได้เห็นหน้าประมุขมาหลายปีแล้ว

"จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ข้าฝึกคัมภีร์ทานตะวันบันทึกหยางจนถึงขั้นสูงสุด แต่กลับพบว่าหน้าสำคัญที่สุดมันหายไป" ตงฟางปู้ป้ายเอ่ยเสียงแผ่ว "ฝึกบันทึกหยินก่อนแล้วค่อยฝึกบันทึกหยาง ถึงจะบรรลุวิทยายุทธ์ขั้นสูงสุดได้ แต่ถ้าฝึกไม่สมบูรณ์ ก่อนที่จะบรรลุถึงขั้นสูงสุด ร่างกายก็จะอ่อนแอลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และในตอนนั้นเอง ไอ้สุนัขลอบกัดหยางเหลียนถิงก็ไปสมคบคิดกับศัตรูคู่อาฆาตของข้า แล้วก็ทรยศข้า"

"นังแพศยานั่นมีวิทยายุทธ์สูงส่งมาก หากเป็นช่วงเวลาปกติ ข้าสามารถจัดการนางได้อย่างง่ายดาย แต่ตอนนั้นข้าอ่อนแอมาก พลังวัตรแทบจะว่างเปล่า จะเอาอะไรไปสู้กับนางได้ หลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้าก็เลยหนีลงมาจากผาไม้ดำ"

หลังจากหนีการตามล่าในยุทธภพ ร่อนเร่พเนจรอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งมาพบกับเฉินอวี้ อาการบาดเจ็บของนางถึงได้ทุเลาลง

"ถ้าอย่างนั้น... ข้าก็ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเจ้าไว้สินะ?" เฉินอวี้ยิ้มมุมปาก

"ก็นับว่าใช่ แต่ข้าก็ให้เซวี่ยเอ๋อร์กับซือซือตอบแทนบุญคุณเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือ?" ตงฟางปู้ป้ายมองเขาด้วยสายตาล้อเลียน "เจ้าก็ได้รับการปรนนิบัติจากพวกนางจนพอใจแล้วไม่ใช่หรือ"

"เล่าต่อสิ" เฉินอวี้เปลี่ยนเรื่อง

ตงฟางปู้ป้ายเล่าต่อ "หลังจากที่ร่างกายฟื้นฟูแล้ว ข้าก็ไปเอาบันทึกหยางส่วนที่ขาดหายไปมาจากตระกูลลั่ว แล้วก็เติมเต็มคัมภีร์ทานตะวันให้สมบูรณ์ หลังจากกำจัดลูกสมุนของนังแพศยานั่นได้สองสามคน ข้าก็กลับมาที่ผาไม้ดำ ฆ่าล้างโคตรพวกคนทรยศจนหมดเกลี้ยง น่าเสียดายที่นังแพศยานั่นได้รับการถ่ายทอดวิชาจากตาเฒ่าปีศาจนั่น ถึงแม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่สุดท้ายก็หนีรอดไปได้"

"ตาเฒ่าปีศาจที่เจ้าว่า หมายถึงปรมาจารย์ทานตะวันงั้นหรือ?" เฉินอวี้ถาม

อีกฝ่ายพยักหน้า ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยที่เฉินอวี้รู้จักชื่อนี้

"เจ้าไปที่หมู่บ้านเหมยจวงมาแล้ว ก็น่าจะเคยประมือกับลูกศิษย์อีกคนของเขาแล้วล่ะสิ ทั้งข้า นังแพศยานั่น แล้วก็คนที่หมู่บ้านร้างเมืองอี๋เฉิง รวมถึงคนที่อยู่ใต้หมู่บ้านเหมยจวง ล้วนแต่เคยได้รับการชี้แนะจากปรมาจารย์ทานตะวันมาแล้วทั้งสิ้น หากไม่ได้คำชี้แนะจากเขาในตอนนั้น ข้าจะไปฆ่าตงฟางปู้ป้ายคนเดิมได้อย่างไร"

"ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็ต้องขอบคุณปรมาจารย์ผู้นี้ด้วยสินะ" เฉินอวี้พูดติดตลก

ตงฟางปู้ป้ายส่ายหน้า "ที่เขาคอยถ่ายทอดวิชาให้คนนู้นคนนี้ ไม่ใช่เพราะความหวังดีหรอก เจ้าอาจจะไม่เข้าใจ ในโลกใบนี้ ใครก็ตามที่ฝึกคัมภีร์ทานตะวัน จะต้องมีความเชื่อมโยงบางอย่างกับเขา จนถึงตอนนี้ คนที่สามารถสลัดความเชื่อมโยงนั้นทิ้งไปได้ ก็คงมีแค่ข้าคนเดียว บางทีอาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้แหละ เขาถึงได้ตัดสินใจที่จะกำจัดข้าทิ้ง"

เมื่อนึกถึงสภาพก่อนตายอันพิลึกพิลั่นของขันทีชุดแดงในถ้ำหินใต้หมู่บ้านเหมยจวง เฉินอวี้ก็เชื่อไปแล้วแปดส่วน

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถาม "วิทยายุทธ์ของปรมาจารย์ทานตะวันร้ายกาจเพียงใด?"

ตงฟางปู้ป้ายหันมามองเขา แล้วค่อยๆ เอ่ยปาก "ไม่มีใครเคยเห็นเขาลงมือหรอก เพราะคนที่เคยเห็นต่างก็ตายกันหมดแล้ว แต่ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะต้องฆ่าเขาด้วยมือของข้าเองให้ได้"

นางใช้สองมือค้ำไปด้านหลัง แหงนมองท้องฟ้า "คัมภีร์ทานตะวันของข้าใกล้จะสมบูรณ์แบบแล้ว ด้วยคำชี้แนะจากใครอีกคน ข้าถึงได้รอดพ้นจากการควบคุมของปรมาจารย์ทานตะวันมาได้อย่างหวุดหวิด นางเองก็เคยบอกไว้ว่า ในโลกนี้คนที่จะสามารถเอาชนะปรมาจารย์ทานตะวันได้ ก็มีเพียงข้าเท่านั้น"

พูดจบก็หันไปมองเฉินอวี้ อดหัวเราะออกมาไม่ได้ "เป็นอย่างไรล่ะ เจ้าเป็นชายชาตรีแท้ๆ กลับฝึกบันทึกหยินไม่ได้ ส่วนบันทึกหยาง เจ้าก็คงไม่กล้าตัดเจ้านั่นทิ้งหรอก พลาดโอกาสที่จะได้ฝึกยอดวิชานี้ไปอย่างน่าเสียดายเลยนะ"

"ในเมื่อเจ้าพูดแบบนี้ ข้าก็ยังคงมีคำถามเดิม ตกลงว่าเจ้าเป็นชายหรือหญิงกันแน่?"

ตั้งแต่ต้นจนจบ เฉินอวี้ไม่เคยมองทะลุถึงความปรารถนาร้ายของอีกฝ่ายได้เลย

เพราะเหตุนี้ เขาจึงปักใจเชื่อมาตลอดว่าตูกูป้าเทียนเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง

"อืม... แล้วเจ้าอยากให้ข้าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงล่ะ?" ตงฟางปู้ป้ายมองเขาด้วยสายตาล้อเลียน ริมฝีปากสีแดงระเรื่อยกขึ้นเล็กน้อย

"ผู้หญิง" เฉินอวี้ตอบกลับอย่างไม่ลังเล

ไม่ว่าจะเป็นเพราะรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่าย หรือความต้องการที่จะมองทะลุความปรารถนาร้ายให้ได้ คำถามนี้ก็ไม่มีคำตอบที่สองอีกแล้ว

"ฮ่าฮ่าฮ่า~" ตงฟางปู้ป้ายอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา เส้นผมสลวยดุจน้ำตกปลิวไสวไปตามสายลม

ครู่ต่อมา นางก็ทัดปอยผมไว้ที่หลังใบหู เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฝึกบันทึกหยินก่อน แล้วค่อยฝึกบันทึกหยาง หยินหยางผสานกัน ลักษณะทางเพศจะไม่ปรากฏชัดเจน แต่เมื่อฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหยินหรือหยาง ก็สามารถเลือกได้อย่างอิสระ แต่มีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น..."

"......" เมื่อเฉินอวี้ได้ยินนางพูดเช่นนี้ จู่ๆ เขาก็เข้าใจขึ้นมาทันที

ว่าทำไมเซวี่ยเชียนสวินถึงได้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาขนาดนั้น "การปรากฏตัวของข้า ทำให้แผนการเดิมของเจ้าปั่นป่วนใช่หรือไม่"

"ใช่" ตงฟางปู้ป้ายหันมามองเขา แววตาแฝงความนัย "แต่ข้าก็แพ้ให้เจ้าแล้วนี่นา ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี"

"ที่แท้เจ้าก็คือลูกสาวของตงฟางปู้ป้าย ไม่ใช่ลูกชาย มิน่าล่ะ เจ้าถึงบอกว่าข้าเข้าใจผิดไปไกลเลย"

"หึ ก็ไม่ได้โง่นักนี่"

"แล้วถ้าเจ้าเลือกเป็นหยิน ลานบินของเจ้าจะไม่... อะแฮ่มๆ..." เมื่อเห็นตงฟางปู้ป้ายทำหน้างง เฉินอวี้ก็กระแอมไอสองสามครั้ง แล้วชี้ไปที่หน้าอกแบนราบของอีกฝ่าย

"อย่างน้อยก็ใหญ่กว่าคุณหนูเริ่นก็แล้วกัน" ตงฟางปู้ป้ายแค่นเสียงเย็น

พอพูดจบ มือขวาของเฉินอวี้ก็วางแหมะลงบนไหล่ของนาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "รีบแปลงร่างเร็วเข้า เมกะทรอน"

"ข้าไม่ได้อยากดูอะไรที่ไม่สมควรดูหรอกนะ แค่คิดว่าการเป็นผู้หญิงมันเหมาะกับเจ้ามากกว่าจริงๆ" เฉินอวี้ทำหน้าขึงขัง พูดจาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ตงฟางปู้ป้ายปรายตามองเขาอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะหลับตาลง

ชั่วพริบตา พลังปราณอันเดือดพล่านก็แผ่ซ่านจากจุดตันเถียนไปทั่วทั้งร่าง

ร่างกายที่ผอมสูงของนางกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า

ครู่ต่อมา แสงจันทร์สว่างไสวก็สาดส่องลงบนเรือนร่างที่ไร้ที่ติของนาง

เฉินอวี้เฝ้ามองภาพนั้นเงียบๆ สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หน้าอกของอีกฝ่าย

เขารู้สึกว่านางยังประเมินตัวเองต่ำไปหน่อยนะ

"เป็นอย่างไรล่ะ?" ตงฟางปู้ป้ายยิ้มมุมปาก ชุดสีแดงที่ขาดวิ่นไม่อาจปกปิดเรือนร่างอันเย้ายวนของนางได้เลย

ความยิ่งใหญ่อลังการปรากฏแก่สายตา ต้นขาเรียวยาวกลมกลึง

เท้าเปล่าเปลือยขาวเนียนเปล่งประกายเรืองรองภายใต้แสงจันทร์

เฉินอวี้ไม่ได้พูดอะไร เขาทำเพียงแค่ปรบมือเสียงดังสนั่น

"สมใจเจ้าแล้วสินะ ท่านประมุขเฉิน แต่เจ้ารู้ไหมว่าตอนนี้ข้าอยากจะทำอะไรมากที่สุด?" ตงฟางปู้ป้ายกะพริบตาลึกล้ำคู่นั้น มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม

"ต้องอยากทำเรื่องอันตรายๆ แน่เลย" เฉินอวี้พยักหน้าเห็นด้วย

นัยน์ตาของเขาไหววูบ

ม่านแสงจางๆ กางออกเหนือศีรษะของอีกฝ่าย

【เป้าหมายปัจจุบัน: ตงฟางชิง】

【ความปรารถนาร้ายที่ 1: อยากร่วมรักกับคนตรงหน้า】

รางวัลระดับกลาง

【ความปรารถนาร้ายที่ 2: อยากร่วมรักกับคนตรงหน้า】

รางวัลระดับสูง

【ความปรารถนาร้ายที่ 3: อยากร่วมรักกับคนตรงหน้า】

รางวัลระดับพิเศษ

"ถ้าเจ้าทายถูก ข้าจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้เจ้า..."

"แล้วถ้าทายไม่ถูกล่ะ?"

"หึหึ ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็จะพลาดรางวัลนี้ไปตลอดกาล~"

ในระหว่างที่พูด เฉินอวี้ก็ขยับเข้าไปใกล้นางแล้ว

มือขวาค่อยๆ เชยคางของอีกฝ่ายขึ้นมา

เขาสบตากับสายตาที่กึ่งยิ้มกึ่งบึ้งของอีกฝ่าย แล้วประทับริมฝีปากจูบลงไปอย่างดูดดื่ม

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 380 - สตรี

คัดลอกลิงก์แล้ว