- หน้าแรก
- คู่มือเลี้ยงผีฉบับสตรีมเมอร์
- บทที่ 271 - รุ่นพี่จะตายเมื่อไหร่คะเนี่ย!
บทที่ 271 - รุ่นพี่จะตายเมื่อไหร่คะเนี่ย!
บทที่ 271 - รุ่นพี่จะตายเมื่อไหร่คะเนี่ย!
บทที่ 271 - รุ่นพี่จะตายเมื่อไหร่คะเนี่ย!
"ได้ยินไหม"
"เขาพูดว่าอะไรน่ะ"
ลูกพี่ซีหยางหยางกับเย่ซิงหลานต่างก็มาล้อมวงอยู่รอบตัวหนิงหนิงในห้องของเธอ
"ชู่ว ชู่วชู่วชู่ว"
หนิงหนิงทำท่าจุ๊ปากบอกให้เงียบ
เธอหมอบราบไปกับพื้น ร่างกายครึ่งหนึ่งอยู่ในสภาพโปร่งแสงทะลุผ่านกำแพงไป
หูข้างหนึ่งแอบโผล่ทะลุฝ้าเพดานห้องของหลินมู่เกอลงไปเงียบๆ
ส่วนแก๊งพันมือที่เหลือก็หมอบราบกับพื้นพยายามเงี่ยหูฟังว่าหลินมู่เกอกำลังพูดอะไรอยู่ในห้องเช่นกัน
"นี่คือก้าวสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์เลยนะ..."
หลินมู่เกอที่เพิ่งวางสายจากไม่ยู่หรานไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีหูแอบฟังอยู่ทะลุกำแพง
เขานอนเล่นแมงมุมบินอยู่บนเตียงพลางนึกถึงเรื่องราวในอดีต
ในชาติก่อน มนุษย์และสิ่งลี้ลับเคยทำสงครามกันถึงสองครั้ง
ครั้งแรกมนุษย์เป็นฝ่ายไล่ต้อนสิ่งลี้ลับ แต่ในครั้งที่สองเป็นเพราะพลังหยินเพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้อัตราของสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วกลายเป็นสิ่งลี้ลับพุ่งสูงปรี๊ด กองทัพสิ่งลี้ลับจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว
และด้วยการเพิ่มขึ้นของพลังหยินนี่เอง เหล่านักรบมนุษย์ที่พลีชีพในสงครามครั้งแรกก็ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในฐานะสิ่งลี้ลับ
พวกเขาคือผู้มีคุณูปการสำคัญในการค้นพบดอกเสวี่ยซาง ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์และสิ่งลี้ลับสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
สำหรับตอนนี้ ดอกเสวี่ยซางถูกค้นพบแล้ว
แต่พลังหยินซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการฟื้นคืนของสิ่งลี้ลับกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่นี้ จำเป็นต้องถูกยับยั้งเอาไว้
สิ่งลี้ลับไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ ต้องมีคนเป็นตายไปเท่านั้นถึงจะเกิดสิ่งลี้ลับขึ้นมาได้
หากปล่อยให้พลังหยินนี้ก่อตัวต่อไปโดยไม่ทำอะไร จำนวนประชากรมนุษย์จะลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจากภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ
"น่าจะอยู่ประมาณเทือกเขาฉินหลิ่ง..."
หลินมู่เกอพยายามนึกทบทวน
จุดตัดของกระแสลมหยินนี้น่าจะอยู่บริเวณเทือกเขาฉินหลิ่งพอดี
"ต้องเตรียมของสักหน่อยแล้วล่ะ..."
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะลุกขึ้นนั่งบนเตียง
ในขณะเดียวกัน หูของหนิงหนิงที่ทะลุเพดานลงมาก็หดกลับไปเช่นกัน
"ได้ยินอะไรบ้างไหม"
ลูกพี่ซีหยางหยางถามด้วยความร้อนใจ
ตอนแรกเธอก็ไม่ได้อยากรู้เท่าไหร่หรอก แต่พอหลินมู่เกอทำตัวเป็นความลับแบบนี้ มันก็ยิ่งกระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นของเธอสุดๆ...
"...ไม่ได้ยินอะไรเลย"
หนิงหนิงเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะส่ายหน้า
"หา"
ลูกพี่ซีหยางหยางชะงักไป
"หนิงหนิง ทำหน้าแบบนี้แสดงว่าต้องได้ยินอะไรแน่ๆ เลยใช่ไหม"
"...ไม่ได้ยินจริงๆ"
"เธอ..."
"เจ๊ซีคะ ถ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไรหรอก ที่มู่เกอกับหนิงหนิงไม่ยอมบอกพวกเราก็คงมีเหตุผลของเขานั่นแหละ"
เย่ซิงหลานที่อยู่ข้างๆ อุ้มลูกพี่ซีหยางหยางขึ้นมา เธอพยักหน้าให้หนิงหนิงแล้วเดินออกจากห้องไป
"เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนสิ เกิดอะไรขึ้นกับหนิงหนิงเนี่ย"
"ทำไมเธอถึงทำตัวเหมือนหลินมู่เกอเข้าไปทุกวันแล้วล่ะ"
ลูกพี่ซีหยางหยางที่ถูกอุ้มออกมาบ่นอุบอิบด้วยความงุนงง
"รุ่นพี่จะไปคนเดียวเหรอเนี่ย..."
หนิงหนิงมองเสี่ยวหรูในกระจกแล้วพึมพำ
เมื่อกี้เธอได้ยินบทสนทนาระหว่างหลินมู่เกอกับไม่ยู่หรานชัดเจนทุกถ้อยคำ
ถึงจะไม่รู้ว่าหลินมู่เกอกำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่ แต่พวกภัยพิบัติอะไรนั่น...
แค่ฟังก็รู้แล้วว่าอันตรายสุดๆ...
"รุ่นพี่คงไม่ถึงกับต้องเสียสละตัวเองหรอกมั้ง..."
"ซี้ด..."
"ไม่หรอกๆ ถ้ารุ่นพี่ตายไปก็ต้องกลายเป็นสิ่งลี้ลับแน่ๆ!"
"สิ่งลี้ลับก็สามารถครองรักกับสิ่งลี้ลับได้นี่นา!"
เมื่อกี้ใบหน้าเล็กๆ ของอวี๋ซินหนิงยังเต็มไปด้วยความกังวล แต่เพียงพริบตาก็เปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นดีใจ
"รุ่นพี่จะตายเมื่อไหร่คะเนี่ย!"
"รุ่นพี่รีบๆ ตายไวๆ นะคะ..."
เธอรำพึงรำพันด้วยสีหน้าเพ้อฝันและมีความสุข
"พอดีเลย วันนี้วันเช็งเม้ง! ฉันจะเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้รุ่นพี่ล่วงหน้าเลย!"
"พอถึงตอนที่รุ่นพี่โชคดีได้ตายไป รุ่นพี่ก็จะมีเงินเก็บก้อนโตแล้ว! รุ่นพี่ต้องซาบซึ้งใจแน่ๆ! จริงไหมเสี่ยวหรู"
ดวงตาของอวี๋ซินหนิงเป็นประกาย เธอหันไปถามเสี่ยวหรูที่กำลังทำหน้าเหวอสุดขีด
"...อืม ใช่..."
"ฮึฮึ ฉันนี่ฉลาดจริงๆ เล้ย!"
...
...
"ใกล้จะทุ่มยี่สิบเก้าแล้ว..."
ที่ศูนย์บัญชาการของสำนักงานปราบปรามสิ่งลี้ลับ ทุกคนกำลังจ้องมองหน้าจอขนาดใหญ่อย่างใจจดใจจ่อ
บนหน้าจอขนาดใหญ่ฉายภาพสถานการณ์ปัจจุบันของเมืองซีเฉิง
ซึ่งสถานการณ์ในตอนนี้ก็คือ... ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
"เป็นไปได้ไหมว่าหลินมู่เกอจะคาดเดาผิดไป ตอนนี้ถึงจะเป็นเมืองชายฝั่งอื่นๆ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีพายุไต้ฝุ่นก่อตัวเลยนะ"
ผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งที่ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อนขมวดคิ้วถามไม่ยู่หราน
หลินมู่เกอบอกว่าตอนทุ่มยี่สิบเก้าจะมีพายุไต้ฝุ่นระดับเจ็ดพัดถล่ม แต่ตอนนี้สภาพอากาศที่เมืองซีเฉิงกลับสงบเงียบ ลมสงบคลื่นนิ่ง ไม่มีวี่แววของพายุไต้ฝุ่นเลยสักนิด
ยิ่งไปกว่านั้นเมืองซีเฉิงยังเป็นเมืองที่ไม่ได้อยู่ติดทะเล แล้วจู่ๆ จะมีพายุไต้ฝุ่นโผล่มาได้ยังไง
"ไม่ใช่พายุไต้ฝุ่น แต่เป็นลมหยินต่างหาก"
ไม่ยู่หรานจ้องมองหน้าจอขนาดใหญ่อย่างตั้งใจ
"ทุ่มยี่สิบเก้าแล้ว"
นาฬิกาดิจิทัลบนหน้าจอใหญ่ขยับเปลี่ยนตัวเลข
เวลา 19:29 น. ทุกคนต่างกลั้นหายใจ
แต่ภาพเมืองซีเฉิงบนจอก็ยังคงไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น
"หลินมู่เกออาจจะคาดเดาผิดจริงๆ ก็ได้ เขาไม่ใช่เทพเจ้านี่นา จะมีผิดพลาดบ้างก็เป็นเรื่องปกติ"
"ไม่ เขาบอกว่าเวลาทุ่มยี่สิบเก้านาทีสี่สิบสามวินาทีต่างหาก"
ไม่ยู่หรานมองตัวเลขวินาทีที่กำลังเดินอยู่ด้านหลัง
สี่สิบ...
สี่สิบเอ็ด...
สี่สิบสอง...
"ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด!"
วินาทีที่ตัวเลขเปลี่ยนเป็นสี่สิบสาม สัญญาณเตือนภัยจากอุปกรณ์เฝ้าระวังสิงลี้ลับของสำนักงานปราบปรามสิ่งลี้ลับก็ดังลั่นแสบแก้วหู
ภาพเมืองซีเฉิงบนหน้าจอขนาดใหญ่ที่เมื่อหนึ่งเฟรมก่อนยังดูสงบสุขและปกติสุขดี เฟรมต่อมาก็เกิดลมกรรโชกแรงพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งในทันที
ไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีลางบอกเหตุใดๆ ทั้งสิ้น
อุณหภูมิในตัวเมืองดิ่งฮวบลงอย่างรวดเร็ว
จากเดิมที่อุณหภูมิยี่สิบหกองศาเซลเซียส ก็ลดฮวบลงเหลือเพียงสิบสององศาภายในเวลาไม่กี่วินาที
"เปิดระบบกล้องวงจรปิดลี้ลับเดี๋ยวนี้"
ไม่ยู่หรานสั่งการด้วยความเยือกเย็น
"รับทราบ"
สำนักงานปราบปรามสิ่งลี้ลับสาขาเมืองซีเฉิงเปิดระบบกล้องวงจรปิดลี้ลับขึ้นมาทันที
กล้องวงจรปิดลี้ลับที่ว่านี้ก็คือการนำใยของแมงมุมบินยักษ์มาติดตั้งบนกล้องวงจรปิดทั่วไป ทำให้สามารถมองเห็นการมีอยู่ของสิ่งลี้ลับได้
ภาพบนหน้าจอกะพริบวาบหนึ่งครั้ง จากนั้นภาพลมพายุโหมกระหน่ำก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นภาพของสิ่งลี้ลับจำนวนนับไม่ถ้วนที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านไป...
"พระเจ้าช่วย..."
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า แววตาของผู้บริหารระดับสูงที่ปั้นหน้าขรึมมาตลอดก็ปรากฏแววตื่นตะลึงขึ้นมาทันที
สิ่งลี้ลับเหล่านั้นล้วนผอมโซเหลือแต่กระดูก หน้าตาดุร้ายน่าสะพรึงกลัวสุดๆ
ปกติแล้วสิ่งลี้ลับที่มองเห็นผ่านใยของแมงมุมบินยักษ์จะเรืองแสงสีฟ้าอมเขียวคล้ายกับลูกไฟผี แต่สิ่งลี้ลับที่มาพร้อมกับลมหยินในครั้งนี้กลับเป็นสีดำสนิทราวกับน้ำหมึกทุกตัว...
"พวกมันมาจากเมืองซีเฉิงนี่เอง..."
ท่ามกลางความตกตะลึง ไม่ยู่หรานก็ค้นพบว่าสิ่งลี้ลับหน้าตาสยดสยองเหล่านี้ไม่ได้โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ แต่มันผุดขึ้นมาจากใต้ดิน
เมืองซีเฉิงในฐานะเมืองหลวงเก่าแก่ถึงสิบสามราชวงศ์ แน่นอนว่าต้องมีประชากรหนาแน่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ
แต่เมื่อมีประชากรหนาแน่น ก็ย่อมหมายความว่ามีสิ่งลี้ลับชุกชุมด้วยเช่นกัน...
สิ่งลี้ลับที่แฝงตัวมากับลมหยินเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งลี้ลับจากยุคโบราณ
พวกมันผุดขึ้นมาจากพื้นดินทีละตัวๆ พัวพันและหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นระลอกคลื่นลมหยินที่มีเพียงใบหน้าอันน่าสะพรึงกลัวของพวกมันปรากฏให้เห็น พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเทือกเขาฉินหลิ่ง
"สี่นาที"
ไม่ยู่หรานเหลือบมองเวลา
นับตั้งแต่ลมหยินนี้ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันจนกระทั่งมันค่อยๆ จางหายไป และอุณหภูมิโดยรอบก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ กินเวลาไปเพียงแค่สี่นาทีเท่านั้น
แม้จะไม่ได้สร้างความเสียหายรุนแรง แต่ความตื่นตาตื่นใจและความน่าสะพรึงกลัวที่ปรากฏให้เห็นผ่านกล้องวงจรปิดลี้ลับนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้...
"หลินมู่เกอเขารู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงกัน..."
เมื่อเทียบกับลมหยินพัดถล่มเมืองซีเฉิงเมื่อครู่นี้ การที่หลินมู่เกอสามารถคาดการณ์เวลาเกิดเหตุได้อย่างแม่นยำระดับวินาทีดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่ากลัวกว่าเสียอีก...
[จบแล้ว]