- หน้าแรก
- โต้วหลัว ส่งลูกกบไปปล้นโชคจากบุตรแห่งโชคชะตา
- ตอนที่ 111: ข้ามองปราดเดียวก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คน!
ตอนที่ 111: ข้ามองปราดเดียวก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คน!
ตอนที่ 111: ข้ามองปราดเดียวก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คน!
ตอนที่ 111: ข้ามองปราดเดียวก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คน!
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เสียวอู่ได้ยอมรับสถานะใหม่ของเธออย่างเต็มตัว โดยวางมาดเป็นพี่ใหญ่เหมือนสมัยที่อยู่โรงเรียนนั่วติงไม่มีผิด
คำพูดของเธอแฝงไปด้วยกลิ่นอายนักเลงแห่งยุทธจักรที่ไม่เหมือนใคร
"จูจู๋ชิง: พี่เสียวอู่!"
"หนิงหรงหรง: พี่เสียวอู่!"
จูจู๋ชิงและหนิงหรงหรงย่อมไม่อยากขัดใจศิษย์พี่รองของพวกเธอ
อีกอย่าง เสียวอู่ก็อายุมากกว่าและแข็งแกร่งกว่าพวกเธอ การเรียกพี่เสียวอู่จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร คำเรียกขานง่ายๆ นี้กลับช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสามสาวให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
ทั้งสามคนดูเหมือนจะเปิดกล่องช่างเถียง กลายเป็นสนิทสนมกันในชั่วพริบตาและแชทกันอย่างออกรสในกลุ่ม
แน่นอนว่าจูจู๋ชิงและหนิงหรงหรงไม่ลืมที่จะกินอาหารเช้า เนื่องจากแชทกลุ่มใช้เพียงความคิดในการสื่อสาร มันจึงไม่รบกวนการกินของพวกเธอเลย
ขณะที่คุยเล่นหัวเราะกัน หนิงหรงหรงก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับที่มาของแปดหอกมฤตยู
เสียวอู่ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ซูโม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและตัดสินใจที่จะไม่ปิดบัง
เขาเล่าให้สองสาวฟังคร่าวๆ ว่าเขาไปเก็บแปดหอกมฤตยูมาได้จากป่าใหญ่ซิงโต่ว โดยแต่งเติมรายละเอียดเพิ่มไปว่าได้ส่งมอบกระดูกวิญญาณส่วนนอกที่ไม่สมบูรณ์นั้นให้อาจารย์จักรพรรดิสีเขียวเป็นคนจัดการ ทำให้จูจู๋ชิงและหนิงหรงหรงยิ่งรู้สึกว่าจักรพรรดิสีเขียวช่างลึกลับและทรงพลังเหลือเกิน
ในขณะเดียวกัน เขาก็แอบร่ายภาพลวงตาใส่ทั้งสองคน
มันเปรียบเสมือนการใส่กุญแจล็อคไว้ในใจของพวกเธอ
หากพวกเธอพยายามจะเปิดเผยข้อมูลใดๆ ภาพลวงตาจะทำงานทันที ทำให้ผู้รับสารหลงลืมเนื้อหาในแชทกลุ่มนี้ไปชั่วคราว
ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานของภาพลวงตาจะส่งสัญญาณกลับมาหาเขาในทันที ทำให้เขาปรับเปลี่ยนแผนได้ทันท่วงที
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจพวกเธอ
การติดต่อกับพวกเธอในฐานะจักรพรรดิสีเขียวก่อนหน้านี้ถือเป็นการทดสอบ และการที่พวกเธอไม่ได้เปิดเผยอะไรออกมาเลยก็หมายความว่าพวกเธอพอจะเชื่อใจได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อใจไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เหลือแผนสำรองไว้
มันเป็นคนละเรื่องกัน
"หนิงหรงหรง: ศิษย์พี่คะ ผู้ที่ครอบครองแปดหอกมฤตยูจะสามารถใช้ทักษะการหลอมรวมแบบแปดคนได้จริงๆ เหรอคะ?"
"ซูโม่: ในทางทฤษฎีแล้วเป็นเช่นนั้น ในเมื่อเป็นการอนุมานของท่านอาจารย์ ย่อมไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน ไม่ใช่แค่ทักษะการหลอมรวมแปดคนหรอกนะ แต่ยังสามารถหลอมรวมแบบสองคน สามคน สี่คน หรือห้าคนก็ได้ ปัจจุบันวิธีที่ยืนยันแล้วว่าทำได้จริงคือการหลอมรวมแบบสองคน ซึ่งสามารถรวมความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายและเพิ่มระดับพลังวิญญาณได้อย่างมหาศาล ข้าเคยลองกับเสียวอู่มาแล้วครั้งหนึ่ง ความแข็งแกร่งของเราเทียบเท่ากับระดับมหาปราชญ์วิญญาณเลยทีเดียว ถ้าพวกเราทั้งสี่คนหลอมรวมกัน บางทีการไปถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้"
สามสาว รวมถึงเสียวอู่: "!!!"
แปดหอกมฤตยูมันทรงพลังขนาดนี้เลยรึเนี่ย?!
ซูโม่คิดในใจว่า ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ แปดหอกมฤตยูวิวัฒนาการไปเป็นปีกเทพสมุทรแปดปีก ซึ่งเทียบเท่ากับอุปกรณ์เทพ ด้วยศักยภาพการเติบโตระดับนี้ ต่อให้มันถูกแบ่งออกไป มันก็ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
เมื่อเห็นว่าซูโม่ดูเหมือนจะรู้เรื่องราวมากมาย จูจู๋ชิงจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามสิ่งที่ค้างคาใจออกไป
"จูจู๋ชิง: ศิษย์พี่คะ ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์บอกให้ข้าเข้าเรียนที่สื่อไหลเค่อ โดยบอกว่ามีการวางหมากไว้ที่นี่และต้องการให้ข้าช่วยเหลือ... ศิษย์พี่พอจะรู้ไหมคะว่าท่านอาจารย์วางแผนอะไรไว้? และต้องการให้ข้าทำอะไร?"
ซูโม่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะให้คำตอบ
"ซูโม่: ท่านอาจารย์สายตากว้างไกล ข้าเองก็ไม่ทราบรายละเอียดของแผนการทั้งหมดหรอกนะ อย่างไรก็ตาม การที่ท่านให้พวกเจ้าเข้าเรียนที่สื่อไหลเค่อน่าจะมีจุดประสงค์สองอย่าง อย่างแรกคือเพื่อให้พวกเราที่เป็นลูกศิษย์ได้มาพบกัน และอย่างที่สองคือการยืมมือการฝึกสอนของสื่อไหลเค่อเพื่อทำให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ตอนนี้ท่านอาจารย์ยุ่งมากจนปลีกตัวมาไม่ได้ จึงทำได้เพียงบ่มเพาะพวกเราด้วยการ 'ยืมแม่ไก่มาออกไข่' เท่านั้น พวกเจ้าก็รักษาฐานะนักเรียนของสื่อไหลเค่อต่อไปเถอะ"
ในเนื้อเรื่องต้นฉบับ สื่อไหลเค่อก็อยากจะเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยเทียนโต่วเพื่อ 'ยืมแม่ไก่มาออกไข่' เหมือนกัน
เขาย่อมสามารถใช้วิธีเดียวกันนี้ปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนที่พวกเขาทำกับคนอื่นได้
เมื่อได้ยินดังนั้น จูจู๋ชิงก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
หมอกในใจสลายไปเกือบหมด ส่วนเรื่องที่ทักษะการหลอมรวมวิญญาณยุทธ์ของเธอกับไต้หมู่ไป๋กลายไปเป็นทักษะการหลอมรวมของถังซานกับไต้หมู่ไป๋นั้น เธอไม่ได้พูดถึง เพราะมันเกี่ยวพันกับหลายเรื่องเกินไป
บางทีนั่นอาจจะเป็นความลับของท่านอาจารย์ ในเมื่อท่านอาจารย์ไม่พูดถึง เธอแกล้งทำเป็นไม่รู้จะดีที่สุด
เสียวอู่ซึ่งอยู่ข้างๆ ฟังคำพูดกึ่งจริงกึ่งเท็จของซูโม่แล้วก็รู้ว่าเขาต้องการซ่อนความแข็งแกร่งที่แท้จริง ในฐานะสัตว์วิญญาณจำแลงที่แฝงตัวเข้ามาในโลกมนุษย์ เธอเข้าใจวิธีคิดของเขาเป็นอย่างดี
เธอแอบจดจำเรื่องที่ซูโม่กุขึ้นไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอหลุดปาก
"หนิงหรงหรง: อ้อ จริงด้วย พวกพี่เห็นลูกกบบ้างไหมคะ?"
องค์หญิงน้อยที่กินจนอิ่มแล้ว จู่ๆ ก็นึกถึงลูกกบขึ้นมาได้และรีบถามในกลุ่มทันที
"จูจู๋ชิง: เจ้ากำลังถามถึงกบสีเขียวที่เกี่ยวข้องกับท่านอาจารย์น่ะเหรอ?"
"หนิงหรงหรง: อื้อ!"
"จูจู๋ชิง: ข้าเคยเห็นนะ เจ้านั่นช่วยข้าไว้ตอนที่โดนไล่ล่าน่ะ"
"หนิงหรงหรง: แล้วตอนนี้ลูกกบอยู่ที่ไหนล่ะ?"
"จูจู๋ชิง: ข้าไม่รู้เหมือนกัน..."
"เสียวอู่: ลูกกบไปออกเดินทางท่องเที่ยวแล้วล่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าไปที่ไหน"
แม้ปกติเสียวอู่จะดูบ๊องๆ ไปบ้าง แต่บางครั้งเธอก็ฉลาดเป็นกรด รู้จักที่จะแบ่งปันข้อมูลบางอย่างและซ่อนข้อมูลสำคัญอื่นๆ ไว้
ซูโม่รู้สึกปลื้มใจไม่น้อย
เมื่อรู้ว่าลูกกบไปเที่ยวแล้ว หนิงหรงหรงก็รู้สึกเสียดายมาก
เก๊ง เก๊ง เก๊ง...
เสียงระฆังเข้าเรียนดังขึ้น
วันนี้ระฆังดังช้ากว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
เสียงระฆังไม่ได้ถูกกำหนดเวลาไว้ตายตัว เป็นไปได้ว่าอาจารย์ในโรงเรียนรู้ว่าพวกเขาทะยอยตื่นกันแล้วและอยากให้กินมื้อเช้าให้เสร็จก่อนค่อยสั่นระฆัง
ในเวลานี้ จูจู๋ชิงก็เพิ่งจะกินเสร็จพอดี
กลุ่มนักเรียนรีบมุ่งหน้าไปที่ลานฝึกซ้อม
ระหว่างทาง ไต้หมู่ไป๋นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างจูจู๋ชิงและซูโม่ที่ดูจะสนิทสนมกันมากขึ้นในโรงอาหาร สีหน้าของเขาก็ดูไม่ค่อยดีนัก
การแสดงออกทางใบหน้าของเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเฉยเมย
ในเมื่อทักษะการหลอมรวมวิญญาณยุทธ์หายไปแล้ว ทำไมเขาต้องมานั่งอาลัยอาวรณ์ดอกไม้เพียงดอกเดียวด้วยล่ะ?
ในฐานะองค์ชายแห่งจักรวรรดิซิงหลัว มันออกจะทำใจยากไปหน่อยที่จะต้องทิ้งป่าทั้งป่าเพื่อต้นไม้เพียงต้นเดียว
ส่วนเรื่องจะไปแค้นซูโม่ที่มาแย่งคนรักน่ะเหรอ?
ไร้สาระ!
เขา ไต้หมู่ไป๋ คือคนที่รู้จักกาลเทศะ!
ด้วยความแข็งแกร่งที่ซูโม่แสดงออกมา เขาจะมีอะไรไปสู้กับหมอนั่นได้?
ไต้หมู่ไป๋ยอมรับความจริงได้แล้ว แต่ออสการ์ยังคงมีความหวังอยู่บ้าง ท้ายที่สุดแล้ว เขาเคยได้ยินไต้หมู่ไป๋บอกว่าหนิงหรงหรงน่าจะมองหาชายที่ยอมแต่งเข้าตระกูลของเธอ แม้ตอนนี้เธอจะสนิทกับซูโม่ แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่คนระดับซูโม่จะยอมแต่งเข้าตระกูลฝ่ายหญิง
ดังนั้น โอกาสของเขาก็ยังถือว่าสูงอยู่
เมื่อทั้งแปดคนมาถึงลานฝึกซ้อม ก็พบว่ามีคนสองคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว
คนหนึ่งคือจ้าวอู๋จี๋
อีกคนคืออวี้เสี่ยวกัง ซึ่งหน้าตาดูเหมือนสัตว์ประหลาดมากกว่าแปดประหลาดแห่งสื่อไหลเค่อเสียอีก
ทุกครั้งที่กลุ่มนักเรียนนึกถึงวีรกรรมสุดบ๊องของปรมาจารย์ พวกเขามักจะเกิดความรู้สึกต่อต้านและขยะแขยงโดยไม่รู้ตัว ภาพลักษณ์ของหมอนี่ในใจพวกเขาถูกแช่แข็งไปเรียบร้อยแล้ว
ในเวลานี้ อวี้เสี่ยวกังกวาดสายตามองนักเรียนตามความเคยชินและพยักหน้า
"ผลงานของพวกเจ้าเมื่อวานนี้ดีมาก หลักสูตรต่อจากนี้จะเป็นไปตามรูปแบบเดิม: ฝึกพิเศษการต่อสู้ในตอนเช้า และฝึกร่างกายในตอนบ่าย สำหรับการซ้อมรบวันนี้ ซูโม่จะสร้างหุ่นไม้เจ็ดตัวขึ้นมาเพื่อสู้กับอีกเจ็ดคนที่เหลือ ตลอดกระบวนการ ซูโม่ห้ามใช้ทักษะวิญญาณหรือทักษะกระดูกวิญญาณอื่นใด หม่าหงจวิ้นห้ามใช้เพลิงนิรันดร์ และเสี่ยวซานห้ามใช้แส้เหินเวหา"
ซูโม่ประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ปรมาจารย์เปลี่ยนไปงั้นรึ? วันนี้เขาไม่ได้เพิ่มความโหดให้ฉันแฮะ?
สื่อไหลเค่อคนอื่นๆ ก็รับได้กับเรื่องนี้
ตราบใดที่ไม่ได้ปะทะกับซูโม่โดยตรง การสู้กับหุ่นไม้เจ็ดตัวก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
อวี้เสี่ยวกังเสริมว่า: "เสี่ยวซาน พวกเจ้าทั้งเจ็ดคนลองหาทางอ้อมผ่านหุ่นไม้เข้าไปโจมตีซูโม่ให้ได้ ส่วนซูโม่ เจ้าต้องใช้หุ่นไม้ขัดขวางการโจมตีของคนอื่นเพื่อปกป้องตัวเอง"
ซูโม่: "..."
ให้ตายเถอะ ฉันก็นึกว่าแกเปลี่ยนนิสัยแล้วนะกังจื่อ ที่แท้ก็มารออยู่ตรงนี้เอง นี่มันก็แค่การต่อสู้ป้องกันตัวแบบจำแลงไม่ใช่รึไง?
อย่างไรก็ตาม มันก็น่าสนุกดีแฮะ
ถังซาน ไต้หมู่ไป๋ และคนอื่นๆ ต่างก็กระตือรือร้นที่จะลอง
การจัดแจงเช่นนี้ถือว่าค่อนข้างสมดุลและมีการแข่งขันสูง ซึ่งประสบความสำเร็จในการกระตุ้นจิตวิญญาณการต่อสู้ของนักเรียนทั้งแปดคนได้เป็นอย่างดี
"นอกจากนี้..."
อวี้เสี่ยวกังยังพูดไม่จบ: "อาจารย์จ้าวจะเปิดใช้งานการเพิ่มแรงโน้มถ่วงตลอดกระบวนการ พวกเจ้าต้องต่อสู้ภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วง"
ทุกคนอึ้งไปตามๆ กันเมื่อได้ยินเช่นนั้น
บ้าเอ๊ย ต้องโหดขนาดนี้เลยเหรอ?
เพิ่มความเข้มข้นขึ้นไปอีกแล้ว?
จ้าวอู๋จี๋ก้าวออกมาเองและฉีกยิ้มกว้าง "ขอคำชี้แนะด้วยนะจ๊ะ"
ขณะที่พูด เขายังยักคิ้วให้ซูโม่ด้วย
ฮี่ๆ เจ้าหนู คราวนี้เจ้าตกอยู่ในมือข้าแล้ว คอยดูเถอะว่าข้าจะทำให้เจ้าลำบากแค่ไหน!
ถังซานมีพรหมยุทธ์ฮ่าวเทียนคุ้มกะลาหัว
ฮี่ๆ แล้วเจ้าล่ะมีไหม?
ซูโม่ย่อมสังเกตเห็นแววตาแห่งชัยชนะของจ้าวอู๋จี๋ แต่เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ร่างกายของเขาเหนือกว่าคนอื่นๆ ในสื่อไหลเค่อไปหนึ่งถึงสามระดับอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงมีความได้เปรียบในสภาพแรงโน้มถ่วง ต่อให้จ้าวอู๋จี๋เพิ่มแรงโน้มถ่วงให้เขาเป็นสองเท่า มันก็ส่งผลกระทบไม่มากนักหรอก
เพียงแค่ว่า ในสภาวะแรงโน้มถ่วงมันทำให้คนตัวเตี้ยลงได้ง่ายขึ้นน่ะสิ
เขาไม่อยากเดินตามรอยเท้าของถังซาน
อย่างไรก็ตาม เขาสามารถโยกย้ายผลเสียเหล่านั้นไปให้ถังซานได้ เหมือนตอนวิ่งแบกน้ำหนักนั่นแหละ
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็ยิ่งตั้งตารอมากขึ้นไปอีก
ถังซานจะมีสภาพเป็นอย่างไรนะหลังจากจบการฝึกพิเศษนี้?
ในวันต่อๆ มา แปดประหลาดแห่งสื่อไหลเค่อจะต้องต่อสู้กันทุกเช้า
โดยพื้นฐานแล้วคือซูโม่สู้กับอีกเจ็ดคน โดยมีการสลับเป็นการสู้แบบตัวต่อตัว คู่สู้คู่ หรือกลุ่มสู้กลุ่มบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนข้อจำกัดก็หลากหลายไปเรื่อยๆ เช่น การต่อสู้บนฟ้า การสู้กับหุ่นไม้ การยิงถล่มระยะไกล การต่อสู้ระยะประชิด การห้ามใช้ทักษะวิญญาณ และอื่นๆ อีกมากมาย...
ส่วนตอนบ่ายจะเป็นการฝึกแบกน้ำหนัก
ส่วนใหญ่อาจะเป็นการวิ่งแบกน้ำหนัก บางครั้งก็เป็นการปีนเขาแบกน้ำหนัก กระโดดกบแบกน้ำหนัก วิดพื้นแบกน้ำหนัก ดึงข้อแบกน้ำหนัก ฯลฯ แถมยังมีบางครั้งที่ต้องฝึกแบกน้ำหนักในสภาพแรงโน้มถ่วงอีกด้วย การฝึกนี้มันช่างโหดร้ายยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก!
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีอาหารและการอาบน้ำสมุนไพรเพียงพอ จึงไม่มีอาการแทรกซ้อนจากการฝึกที่หนักหน่วงหลงเหลืออยู่
จะมีก็แต่ถังซานที่นับวันจะยิ่งตัวเตี้ยลงเรื่อยๆ
จากความสูงเดิมที่เกิน 1.7 เมตรมานิดหน่อย ตอนนี้ลดฮวบลงมาเหลือไม่ถึง 1.6 เมตรแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากการฝึกที่หนักหน่วง เขาจึงมีแต่กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นแต่ความสูงไม่เพิ่ม แถมยังเตี้ยลงอีก ทำให้กล้ามเนื้อทั้งหมดไปสะสมกันอยู่ในแนวขวาง
เขากลายเป็นคนเตี้ยล่ำที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อทั้งตัว
ดูเหมือนจ้าวอู๋จี๋ในเวอร์ชั่นที่ย่อส่วนลงมาไม่มีผิด
เรื่องนี้ทำให้ซูโม่และเทียนเมิ่งมีความสุขมาก เพื่อการนี้ ซูโม่ต้องใช้ค่าความชื่นชอบของถังซานไปไม่น้อย และเมื่อมันไม่พอ เขาก็ถึงกับมอบเหรียญทองจำนวนมหาศาลให้อีกฝ่าย
เขาเรียกมันว่าการสนับสนุนให้ถังซานสร้างอาวุธลับ
ท้ายที่สุดแล้ว บันทึกล้ำค่าเสวียนเทียนของถังซานได้ย้ายไปอยู่ที่อวี้เสี่ยวกังแล้ว แม้ความจำของร่างกายจะยังอยู่ แต่ประสบการณ์ในสมองของเขาถูกล้างจนเกลี้ยง เขาจึงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจมันใหม่ตั้งแต่ต้น
วิชาเดียวที่ยังเหลือติดตัวอยู่คือวิถีค้อนสะบั้นปั่นป่วน
ความเปลี่ยนแปลงของถังซานในช่วงนี้ทำให้อวี้เสี่ยวกังกังวลใจจนแทบคลั่ง เขาสงสัยว่าการฝึกพิเศษของเขามีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า
แต่ถ้ามันมีปัญหาจริงๆ มันก็ควรจะมีปัญหากับทุกคนพร้อมๆ กันสิ
ทำไมถึงเกิดขึ้นแค่กับถังซานคนเดียวล่ะ?
ถ้าไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าคนรอบข้างที่ลูกศิษย์ของเขาเพิ่งจะสัมผัสตัวไม่มีใครจู่ๆ ก็ตัวสูงขึ้นมาล่ะก็ เขาคงสงสัยไปแล้วว่ามีการโยกย้ายผลข้างเคียงเกิดขึ้นอีกครั้ง
ถังฮ่าวเองก็มีใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศก
เขาเห็นลูกชายตัวเตี้ยลงทุกวันในการฝึกที่ปรมาจารย์จัดให้ แต่กลับหาสาเหตุไม่ได้ เขามักจะแอบไปหาอวี้เสี่ยวกังตอนกลางคืนเพื่อปรึกษาเรื่องชีวิต ซึ่งทำให้กังจื่อต้องมาสอนนักเรียนพร้อมกับขอบตาดำคล้ำในวันรุ่งขึ้น
ช่างเป็นชีวิตที่ยากลำบากสำหรับเขาจริงๆ
น่าเสียดายที่แนวโน้มที่ถังซานจะเตี้ยลงยังคงหยุดไม่ได้ ทำให้อาจารย์และพ่อคู่นี้กระวนกระวายจนผมหงอกขาวไปค่อนหัวแล้ว
หลังจากผ่านการฝึกนรกไปสามเดือน ประสบการณ์การต่อสู้และสมรรถภาพทางร่างกายของทุกคนก็พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุดภายนอกคือถังซานและหม่าหงจวิ้น; คนหนึ่งนับวันจะยิ่งเตี้ยลง ส่วนอีกคนนับวันจะยิ่งผอมลงเรื่อยๆ
ในช่วงเวลานี้ ปรมาจารย์ได้จัดอันดับทั้งแปดคนใหม่
ความแข็งแกร่งของซูโม่นั้นอยู่ในระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ เขาจึงครองอันดับหนึ่งไปโดยปริยาย
เสียวอู่ อาศัยความคล่องตัวจากการเคลื่อนย้ายพริบตา วิชาโกน และเดินชมจันทร์ พลังป้องกันจากกายทองคำไร้พ่าย และพลังโจมตีระยะไกลจากเทมเพสต์คิก ทำให้เธอครองอันดับสองได้อย่างเด็ดขาด
แม้เธอจะเอาชนะไต้หมู่ไป๋ไม่ได้ แต่ไต้หมู่ไป๋ก็จัดการเธอไม่ได้เหมือนกัน
ทั้งคู่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำอะไรกันไม่ได้
อย่างไรก็ตาม คนที่ครองอันดับสามกลับไม่ใช่ไต้หมู่ไป๋ แต่เป็นถังซาน
นั่นเป็นเพราะถังซานที่ไม่มีบันทึกล้ำค่าเสวียนเทียน ไม่สามารถเอาชนะเสียวอู่ที่ใช้การเคลื่อนย้ายพริบตาและกายทองคำไร้พ่ายพุ่งเข้าใส่พร้อมใช้เทมเพสต์คิกได้ ต่อให้เขามีความเร็วในการบินของแส้เหินเวหาหญ้าเงินคราม เขาก็หลบไม่พ้นอยู่ดี
ในทางกลับกัน แส้เหินเวหาหญ้าเงินครามก็ไม่มีผลกับเสียวอู่ที่เชี่ยวชาญวิชาเดินชมจันทร์แล้ว
ใครเก่งกว่าใครมองปราดเดียวก็รู้
อย่างไรก็ตาม ถังซานสามารถใช้แส้เหินเวหาหญ้าเงินครามควบคุมไต้หมู่ไป๋ได้อย่างเด็ดขาด เขาจึงได้รับอันดับที่เหนือกว่าไต้หมู่ไป๋ ถือซะว่าเป็นการแพ้ทางกันไป
ส่วนอันดับสี่ก็คือไต้หมู่ไป๋อย่างไม่ต้องสงสัย
ปรมาจารย์วิญญาณสี่วงแหวนที่มาถึงระดับนี้ได้ถือว่าไม่ธรรมดาจริงๆ
เขามักจะถูกออสการ์และหม่าหงจวิ้นล้อเลียนอยู่บ่อยครั้ง
จูจู๋ชิงอยู่อันดับห้า หม่าหงจวิ้นอันดับหก ออสการ์อันดับเจ็ด และหนิงหรงหรงอันดับแปด สี่อันดับสุดท้ายไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกนรกสามเดือน อวี้เสี่ยวกังดูเหมือนจะใจดีขึ้นมาบ้างและอนุญาตให้ทุกคนหยุดพักผ่อนเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์
แปดประหลาดแห่งสื่อไหลเค่อตกลงกันว่าจะไปที่โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองสั่วทัวเพื่อกินมื้อใหญ่กันให้หนำใจ
เมื่อพวกเขามาถึงประตูด้านทิศใต้ของเมืองและกำลังจะเดินเข้าไป ก็เจอกับรถม้าคันหนึ่งที่กำลังจะขับออกจากประตูเมือง ทั้งแปดคนจึงหลบไปด้านข้าง
"หืม?"
ซูโม่ร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ เมื่อวิชาตรวจจับทางจิตเปิดเผยว่าคนที่อยู่บนรถม้านั้นไม่ธรรมดาเลย
ภายในรถม้า ชายวัยกลางคนคนหนึ่งมีใบหน้างามดุจหยก ท่าทางสุภาพอ่อนโยนและสง่างาม มีผมสีดำสลวย สวมชุดคลุมยาวสีขาวสะอาดสะอ้าน และมีสายตาที่สงบนิ่งและภูมิฐาน
มองปราดเดียวเขาก็ดูเหมือนขุนนางธรรมดาๆ
อย่างไรก็ตาม ในการรับรู้ของวิชาตรวจจับทางจิต พลังวิญญาณของอีกฝ่ายไม่ต่ำกว่าฝูหลันเต๋ออย่างแน่นอน
ข้างๆ ชายวัยกลางคนมีชายชราผมขาวหนวดขาวแต่ใบหน้าดูเด็กเหมือนทารก ร่างกายของเขาแผ่ออร่าที่เฉียบคมออกมาจางๆ ซึ่งถ้าไม่มีวิชาตรวจจับทางจิตก็คงจะสัมผัสไม่ได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น พลังวิญญาณของเขาหนาแน่นอย่างยิ่ง อยู่ในระดับราชทินนามพรหมยุทธ์เป็นอย่างน้อย
และคนที่นั่งตรงข้ามคนทั้งสองคือชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดปี หน้าตาดูดี สวมชุดคลุมสีเขียวเข้มเรียบๆ มีผมสีดำยาวสลวยมัดไว้ด้านหลังศีรษะ มองปราดเดียวเขาดูเข้าถึงง่าย แต่กลับแผ่อำนาจบารมีของผู้สูงศักดิ์ออกมาอย่างมองไม่เห็น
นอกจากนี้ คนที่นั่งอยู่หน้ารถม้าคือคนขับรถและยามในชุดเกราะสีทอง ซึ่งพลังวิญญาณของเขาก็มาถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์เช่นกัน
"ซี้ดดด! นี่มันคนใหญ่คนโตขนาดไหนกันนะ? ถึงขั้นมีราชทินนามพรหมยุทธ์ติดตามมาด้วยถึงสามคนเลยเรอะ?"
ซูโม่ตกตะลึงในใจ
แต่ในตอนนั้นเอง ม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้น และชายชราผมขาวก็ยื่นหน้าออกมามองมาทางกลุ่มสื่อไหลเค่อ ใบหน้าที่เหมือนทารกของเขาเผยรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริง
"หรงหรง?"
"คุณปู่กระบี่?"
หนิงหรงหรงก็ประหลาดใจมากเช่นกัน
ตู้ม!
อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นเอง ออร่าของชายชราที่หนิงหรงหรงเรียกว่าคุณปู่กระบี่ก็พุ่งสูงขึ้นกะทันหัน และแรงกดดันของเขาก็เข้าปกคลุมถังซานไว้
"เฮ้! ข้ามองปราดเดียวก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่คน!"