เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 - ถูกจับได้แล้ว

บทที่ 12 - ถูกจับได้แล้ว

บทที่ 12 - ถูกจับได้แล้ว


บทที่ 12 - ถูกจับได้แล้ว

ณ ยอดเขากระบี่เทวะ ภายในถ้ำพำนักอันเรียบง่าย นอกจากโต๊ะเก้าอี้และม้านั่งธรรมดาๆ แล้ว พื้นที่ที่เหลือก็เต็มไปด้วยไหสุราวางเรียงรายแน่นขนัด พร้อมกับเบาะรองนั่งอีกหนึ่งใบ

ในเวลานี้ ชายชราสวมชุดผ้าหยาบสีเทาผู้หนึ่ง มีท่าทางเมามายไร้สติ กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะอย่างไม่แคร์ภาพพจน์ใดๆ

และตรงหน้าของเขาก็คือ ลู่โยวโยวกับหลิ่วซวงที่เพิ่งกลับมา

ชายชราผู้นี้คือประมุขแห่งยอดเขากระบี่เทวะ หนึ่งในสามสิบหกยอดเขาของสำนักเต้าอี ฉายา 'จิ่วเจี้ยนหงจุน' ยอดฝีมือที่ก้าวข้ามขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด

"เอิ๊ก... พวกเจ้าสองคนวิ่งไปไหนมาตั้งแต่เช้าฮึ?"

หงจุนเรอออกมาคำโตพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ เมื่อได้ยินดังนั้น หลิ่วซวงเพิ่งจะอ้าปากเตรียมตอบ แต่ลู่โยวโยวกลับชิงตัดหน้าพูดขึ้นก่อน

"ท่านอาจารย์ ข้ากับศิษย์พี่หญิงลงไปเดินเล่นที่เมืองเชิงเขามาเจ้าค่ะ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิ่วซวงก็ปรายตามองศิษย์น้องเล็กอย่างเคลือบแคลง ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโกหกท่านอาจารย์ด้วย บอกไปตรงๆ ว่าไปโรงครัวที่เชิงเขาก็สิ้นเรื่อง

แต่นางก็ไม่ได้พูดเปิดโปงออกไป ส่วนหงจุนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงคนเมาต่อไปว่า

"ไม่มีธุระก็อย่าวิ่งพล่านไปทั่ว โดยเฉพาะเจ้านะ โยวโยว"

"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านอาจารย์" ลู่โยวโยวพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

หลังจากนั้นหงจุนก็ชี้แนะการบำเพ็ญเพียรให้ทั้งสองคนต่อ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม จึงอนุญาตให้พวกนางกลับไปได้

"ศิษย์น้อง ทำไมเจ้าถึงต้องหลอกท่านอาจารย์ด้วย?"

"ชู่ว... ศิษย์พี่หญิงเบาเสียงหน่อย"

เพิ่งจะก้าวพ้นปากถ้ำพำนัก หลิ่วซวงก็เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ ลู่โยวโยวรีบยกนิ้วแตะริมฝีปากเป็นเชิงห้าม เหลียวหลังกลับไปมองถ้ำพำนักแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบดึงแขนหลิ่วซวงให้เดินจากไป

เมื่อออกห่างจากถ้ำพำนักของท่านอาจารย์แล้ว ลู่โยวโยวจึงเริ่มอธิบายให้หลิ่วซวงฟัง

"ศิษย์พี่หญิง ข้าขอถามท่านหน่อย อาหารที่ศิษย์น้องฉางชิงทำอร่อยหรือไม่?"

หลิ่วซวงไม่รู้ว่าลู่โยวโยวต้องการจะสื่ออะไร แต่ก็ยังคงพยักหน้ารับ

"แล้วศิษย์พี่หญิงอยากให้มีคนมาแย่งของกินของท่านหรือไม่ล่ะ?"

ส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ

"นั่นแหละ ฝีมือทำอาหารของศิษย์น้องฉางชิงยอดเยี่ยมขนาดนั้น ใครได้กินก็ต้องติดใจทั้งนั้น ยิ่งมีคนรู้มาก คู่แข่งก็ยิ่งเยอะ ในทางกลับกัน หากมีคนรู้น้อยลงหนึ่งคน พวกเราก็มีคู่แข่งน้อยลงหนึ่งคน แล้วก็จะได้กินเยอะขึ้นไงล่ะ"

ลู่โยวโยวทำสีหน้าอธิบายราวกับว่าตัวเองฉลาดหลักแหลมเสียเต็มประดา เมื่อหลิ่วซวงได้ฟังก็เผยสีหน้ากระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที

จริงด้วยสิ ศิษย์น้องฉางชิงคือสมบัติล้ำค่า สมบัติแบบนี้ก็ต้องเก็บซ่อนไว้ให้ดีสิ

ไม่มีใครอยากมีคู่แข่งโผล่มาเพิ่มโดยเปล่าประโยชน์หรอกนะ

"ศิษย์น้องพูดมีเหตุผล"

"ใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นศิษย์พี่หญิง เรื่องของศิษย์น้องฉางชิง พวกเราจะปริปากบอกใครไม่ได้เด็ดขาด"

"ข้าเข้าใจแล้ว"

สองสาวทำสีหน้าท่าทางราวกับว่าตัวเองฉลาดล้ำ โดยหารู้ไม่ว่าภายในถ้ำพำนัก หลังจากที่พวกนางเดินจากไป หงจุนก็กระตุกยิ้มมุมปาก

"ยัยหนูสองคนนี้ ริอ่านจะมาหลอกข้าผู้เป็นอาจารย์งั้นหรือ ข้าอาบน้ำร้อนมาก่อนพวกเจ้านะ คราบน้ำมันที่มุมปากยังเช็ดไม่เกลี้ยงเลยด้วยซ้ำ"

พริบตาเดียวก็ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นอีกแล้ว ตามจุดต่างๆ บนยอดเขากระบี่เทวะ บรรดาศิษย์รับใช้ต่างเร่งรีบสะสางงานของตนให้เสร็จ ในใจคิดแต่จะรีบวิ่งไปต่อแถวที่โรงครัว กลิ่นหมูผัดชามนั้นมันช่างเย้ายวนใจเสียเหลือเกิน เดี๋ยวจะต้องจัดข้าวสักสองชามให้ได้

"ศิษย์พี่ หากไม่มีธุระอื่นใดแล้ว พวกข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ"

"ศิษย์น้องอย่าเพิ่งรีบร้อน วันนี้ศิษย์พี่เพิ่งได้กระต่ายหิมะมาตัวหนึ่ง อยู่กินด้วยกันก่อนแล้วค่อยไปเถิด"

ณ เขตพำนักของศิษย์สายใน ศิษย์รับใช้สาวสองคนเพิ่งทำงานเสร็จและกำลังจะขอตัวกลับ แต่ศิษย์สายในผู้นี้กลับเอ่ยปากชวน

การที่ศิษย์สายในหรือศิษย์สายนอกจะชวนศิษย์รับใช้กินข้าว ถือเป็นเรื่องปกติในสำนักเต้าอี ซึ่งปกติแล้วศิษย์รับใช้ที่ได้รับคำเชิญก็มักจะดีใจจนเนื้อเต้นและไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน

ยิ่งกระต่ายหิมะเป็นสัตว์อสูรแท้ๆ หากได้กินก็จะส่งผลดีต่อการบำเพ็ญเพียรด้วย

ทว่าในเวลานี้ ในหัวของหญิงสาวทั้งสองมีเพียงความคิดเดียวคือ ต้องไปสวาปามข้าวที่โรงครัวให้ได้ พวกนางจึงปฏิเสธไปโดยไม่หยุดคิดเลยสักนิด

"ขอบพระคุณสำหรับความหวังดีของศิษย์พี่ แต่พวกข้ายังมีธุระต้องไปจัดการ หวังว่าศิษย์พี่คงไม่ถือสา"

"อย่างนั้นหรือ งั้นข้าก็ไม่บังคับ เชิญศิษย์น้องทั้งสองตามสบาย"

"ขอบพระคุณศิษย์พี่เจ้าค่ะ"

หลังจากปฏิเสธศิษย์พี่สายในไป ทั้งสองก็ไม่รอช้า สับเท้าวิ่งสุดกำลังมุ่งหน้าตรงไปยังเชิงเขาทันที เมื่อมองดูแผ่นหลังของพวกนางที่ค่อยๆ ลับสายตาไป ศิษย์สายในผู้นั้นก็ถอนหายใจออกมา

"ดูท่าทางจะมีธุระด่วนจริงๆ ถึงขนาดระเบิดพลังวิ่งด้วยความเร็วระดับขอบเขตหลอมกายาเลยทีเดียว"

หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ใครจะมาบ้าจี้วิ่งหน้าตั้งไม่คิดชีวิตแบบนี้ล่ะ

ต้องรู้ก่อนนะว่า ร่างกายของขอบเขตหลอมกายานั้นยังไม่มีพลังปราณ การวิ่งเต็มสปีดจะผลาญพละกำลังไปอย่างมหาศาล

แต่ทว่า ศิษย์รับใช้สาวทั้งสองกลับไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย พวกนางเอาแต่วิ่งหน้าตั้งสุดชีวิต

น่าเสียดายที่ศิษย์พี่สายในผู้นี้ไม่รู้ความจริงว่า ที่พวกนางทำไปทั้งหมด ก็เพียงเพื่อไปจองที่นั่งทำเลทองในโรงครัวเท่านั้น หากรู้เข้า ไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร

จากทุกทิศทุกทาง มีศิษย์รับใช้กำลังวิ่งสับตีนแตกกันถ้วนหน้า ศิษย์คนอื่นๆ ที่พบเห็นเหตุการณ์ตามรายทางต่างก็พากันเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง

"ศิษย์รับใช้พวกนี้เป็นอะไรกันไปหมด?"

"ไม่รู้สิ หรือว่าที่บ้านเกิดเรื่อง?"

"ตดเถอะ บ้านใครบ้านมันเกิดเรื่องก็พอเข้าใจ แต่นี่มันเกิดเรื่องพร้อมกันทุกบ้านเลยหรือไง? ตลอดทางนี้ข้าเห็นศิษย์รับใช้ทำแบบนี้มาสิบกว่าคนแล้วนะ"

ไม่มีใครเข้าใจสถานการณ์เลยสักคน แถมพวกศิษย์รับใช้พวกนี้ ระหว่างที่วิ่งก็ยังตะโกนโหวกเหวกกันไปตลอดทาง

"เจ้าบ้า วิ่งช้าๆ หน่อยสิ ข้าตามไม่ทันแล้ว"

"ตามไม่ทันก็พักซะ วางใจเถอะ ส่วนของเจ้าเดี๋ยวข้าจะช่วยกินให้เอง"

"บ้าเอ๊ย แกคิดจะกินข้าวส่วนของข้างั้นเหรอ"

พูดจบ คนที่ตามหลังก็ฮึดสู้ราวกับโดนฉีดสารกระตุ้น วิ่งหน้าตั้งตามไปติดๆ

ครึ่งชั่วยามก่อนเวลาอาหาร บริเวณหน้าโรงครัวก็มีแถวยาวเหยียดเกิดขึ้นแล้ว โดยมีลู่โยวโยวและหลิ่วซวงรวมอยู่ในนั้นด้วย ทว่ารอบนี้พวกนางมาสายไปนิด จึงไม่ได้คิวแรก แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในอันดับต้นๆ

แถวต่อยาวเหยียดออกไปนอกลานบ้าน ทุกคนต่างชะเง้อคอมองเข้าไปในโรงครัวอย่างใจจดใจจ่อ รอคอยคำว่า 'ได้เวลาอาหาร'

"พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่น่ะ?"

ทันใดนั้น ที่ท้ายแถวก็มีชายชราคนหนึ่งเอ่ยถามศิษย์รับใช้ที่อยู่ด้านหน้า

เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์รับใช้ผู้นั้นก็หันไปมอง แต่จำไม่ได้ว่าชายชราผู้นี้คือ จิ่วเจี้ยนหงจุน ประมุขแห่งยอดเขากระบี่เทวะ

ก็แน่ล่ะ ขนาดศิษย์สืบทอดพวกเขายังแทบไม่เคยได้พบหน้าประสาอะไรกับประมุขยอดเขา ลำพังแค่ได้พูดคุยกับผู้ดูแลสายนอกก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว

แม้จะไม่รู้ว่าชายชราผู้นี้เป็นใคร แต่ศิษย์รับใช้ผู้นั้นก็ยังคงตอบกลับอย่างกระตือรือร้น

"ที่นี่คือโรงครัวของยอดเขากระบี่เทวะ พวกเรามารอกินข้าวน่ะขอรับ แล้วผู้อาวุโสมาทำอะไรที่นี่หรือ?"

"ข้า? ข้าก็มากินข้าวเหมือนกัน"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หงจุนก็ไม่คิดเลยว่า ลู่โยวโยวกับหลิ่วซวงสองลูกศิษย์ของเขา จะรีบร้อนวิ่งหน้าตั้งมาที่นี่ก็เพื่อมากินข้าว แถมที่นี่ยังเป็นแค่โรงครัวของยอดเขากระบี่เทวะอีกด้วย

เขาชักจะแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าโรงครัวเล็กๆ แห่งนี้มันมีอะไรดี ถึงดึงดูดใจลูกศิษย์ทั้งสองคนได้ขนาดนี้

พอได้ยินว่าหงจุนก็มากินข้าว ศิษย์รับใช้ผู้นั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแค่กล่าวเตือนว่า

"กินข้าวก็กินได้ขอรับ แต่กฎของโรงครัวคือทุกคนต้องต่อแถว"

"ต่อแถวหรือ? ข้าก็ต้องต่อด้วยงั้นรึ?"

เมื่อได้ยินแบบนี้ หงจุนก็อึ้งไปเลย ข้าเป็นถึงประมุขยอดเขา มากินข้าวที่โรงครัวยังต้องต่อแถวอีกหรือ?

ทว่าท่ามกลางความสับสนของเขา ศิษย์รับใช้ผู้นั้นกลับไม่ได้แสดงความหวั่นเกรงใดๆ ซ้ำยังชี้ไปข้างหน้า ตรงมุมกำแพงลานบ้าน ซึ่งก็คือตำแหน่งของลู่โยวโยวและหลิ่วซวงนั่นเอง

"เห็นศิษย์พี่หญิงสองท่านนั้นหรือไม่ขอรับ? พวกนางเป็นถึงศิษย์สืบทอด แต่ก็ยังต้องทำตามกฎของโรงครัว ดังนั้นผู้อาวุโสเองก็ต้อง..."

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 12 - ถูกจับได้แล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว