- หน้าแรก
- ซูเปอร์สตาร์ปากแจ๋ว แหกกฎวงการมายา
- บทที่ 120 - เจ๊คีม: ฉันมันก็แค่ตัวตลกสินะ
บทที่ 120 - เจ๊คีม: ฉันมันก็แค่ตัวตลกสินะ
บทที่ 120 - เจ๊คีม: ฉันมันก็แค่ตัวตลกสินะ
บทที่ 120 - เจ๊คีม: ฉันมันก็แค่ตัวตลกสินะ
มหากาพย์ถั่วฝักยาวอาบยาพิษเวอร์ชันสองแห่งรายการ 'บ้านเห็ด' ทำเอาวุ่นวายกันไปทั้งคืน
ทุกคนแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว
แต่พอถึงตอนเช้า ก็ยังต้องฝืนสังขารตื่นขึ้นมาวิ่งจ๊อกกิงยามเช้าเป็นเพื่อนครูหวงอยู่ดี
ซางโย่วซูเป็นคนเสนอตัวขอมาวิ่งเองเลย—ก็เพราะเมื่อคืนเล่นหลอกตัวเองซะเนียนสนิท พอตื่นเช้ามา เธอก็ต้องพบกับความจริงอันน่าเศร้าสลดว่า น้ำหนักพุ่งขึ้นมาอีกหนึ่งชั่งแล้วเนี่ยสิ!
เพราะงั้น ยังไงก็ต้องวิ่ง
เธออยู่ในชุดกีฬาสีขาว สวมหมวกแก๊ปสีดำกดปีกหมวกต่ำลงมา ปิดบังใบหน้าจนมิดชิด เผยให้เห็นแค่ปลายคางสวยได้รูปและสันจมูกโด่งเป็นสันคมชัด เธอวิ่งไปบ่นไปตลอดทาง
"แค่ออกซิเจนที่หายใจเข้าไปในปอด มันก็เปลี่ยนเป็นไขมันให้ฉันได้เองอัตโนมัติแล้ว!"
"ไม่ยุติธรรมเลย โลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย!"
ฉือเหย่วิ่งแซงหน้าเธอไปอย่างชิลๆ เขาหันกลับมามองด้วยความประหลาดใจ
"ร่างกายคุณนี่มันยังไงกันเนี่ย? เมื่อคืนเห็นเกือบจะขิตอยู่แล้ว ทำไมเช้านี้ถึงกลับมาคึกคักได้ขนาดนี้ล่ะ?"
เจ๊ซางที่สวมหูฟังบลูทูธไร้สายอยู่ มองเห็นแค่ปากของฉือเหย่ขยับมุบมิบ จังหวะการหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะ ไหปลาร้าขาวเนียนปรากฏให้เห็นวับๆ แวมๆ ตามจังหวะการหายใจหอบเหนื่อย บนผิวหนังมีหยาดเหงื่อผุดพราย แผ่ไอร้อนระอุออกมาบางๆ
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง รีบล้วงเอาน้ำอุ่นขวดหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ฉือเหย่
"อะ เอาไป คืนให้คุณแล้วนะ ส่วนเรื่องเมื่อคืนน่ะ เป็นฝีมือของซางกัวกัว ลูกพี่ลูกน้องฉันทำต่างหาก ไม่เกี่ยวกับซางโย่วซูคนนี้เลยสักนิด!"
พูดจบ เธอก็สับเท้าวิ่งแซงหน้าฉือเหย่ไป ทิ้งให้ครูฉือยืนทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกอยู่ข้างหลัง
ฉือเหย่หน้าเหวอ
"?"
เขาเขย่าขวดน้ำอุ่นในมือด้วยความแปลกใจ
"เมื่อคืนโดนยาพิษเข้าไปด้วยเหรอเนี่ย? ถึงได้เพี้ยนไปขนาดนี้?"
อีกด้านหนึ่ง
ซางโย่วซูหัวใจเต้นระรัว เธอมั่นใจว่าเป็นเพราะจังหวะการวิ่งรวนแน่ๆ เลยตั้งใจว่า พอกลับไปจะเข้าไปโพสต์ 'ราชโองการตำหนิตนเอง' ในซูเปอร์ท็อปปิกคู่จิ้น #ฉือริมฝั่งเซี่ยกลางสายฝน สักหน่อย
เรื่องเมื่อคืนมันก็แค่อุบัติเหตุเท่านั้น ออกไปห่างๆ ฉันเลย ไปไกลๆ ฉันเลยนะ!!
ครูฉือ อย่าเข้ามาใกล้ขุมนรกของฉันอีกเลยนะจ๊ะ!
ฉือเหย่ไม่ได้รับรู้ถึงโลกภายในอันเกรี้ยวกราดและเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันพลุ่งพล่านของเจ๊ซางเลยแม้แต่น้อย เขาแค่รู้สึกจากใจจริงว่า ระบบความคิดของเจ๊ซางมันไม่ค่อยจะปกติเท่าไหร่
แต่ถึงจะไม่ปกติยังไง เธอก็คงจะอยู่ที่นี่ได้อีกไม่นานแล้วล่ะ
หลังจากการวิ่งจ๊อกกิงยามเช้าจบลง ทีมนักแสดงจากซีรีส์ 'ลิขิตรักเมิ่งซี' ก็กินข้าวเช้ามื้อแรกเสร็จ พอพวกแม่เวินกับเจียงเฉิงกลับมาถึงได้ไม่นาน พวกเขาก็ต้องเก็บกระเป๋าเตรียมตัวออกเดินทางไปสู่ 'เป้าหมาย' ถัดไป
เพราะตารางงานสองวันที่นี่สิ้นสุดลงแล้ว พวกเขาต้องไปเดินสายโปรโมตซีรีส์ที่อื่นต่อ
ก่อนจะแยกย้ายกัน แม่เวินจับมือซางโย่วซูเอาไว้ด้วยความอาลัยอาวรณ์
"เธอดูสิ เมื่อคืนป้าเพิ่งจะไปล้างท้องมาหมาดๆ... นี่พวกเธอเพิ่งจะมาถึง... ก็ต้องรีบกลับกันซะแล้ว"
"อยู่ต่ออีกสักสองสามวันไม่ได้เหรอ?"
"อยู่ต่อไม่ได้แล้วค่ะแม่เวิน ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาส ฉันจะแวะมาเล่นด้วยใหม่นะคะ"
เจ๊ซางสวมกอดแม่เวินด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย ก่อนจะถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
"จริงสิคะแม่เวิน ป้าอาการดีขึ้นหรือยังคะ? ไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม?"
"โธ่เอ๊ย" แม่เวินยิ้มบางๆ "เธอไม่รู้อะไรซะแล้ว เมื่อคืนตอนที่ล้างท้องน่ะ ป้าเป็นคนเดียวเลยนะที่ไม่ได้ส่งเสียงร้องโวยวายออกมาเลยน่ะ พูดไปเดี๋ยวจะหาว่าคุย คราวที่แล้วป้าก็ล้างท้องไปแปดรอบ คราวนี้ล้างอีกแปดรอบ แค่นี้จิ๊บๆ จ้า"
"วันนี้บ้านเห็ดไม่ได้มีเมนูผ้าขี้ริ้ววัวสักหน่อย ป้าจะล้างท้องให้สะอาดเอี่ยมอ่องไปทำไมกันล่ะครับ?"
ฉือเหย่เดินเข้ามาแทรก
"อย่าให้มันเวอร์นักเลยครับแม่เวิน"
"แหม เด็กคนนี้นี่ ช่างพูดช่างจาซะจริงเชียว"
แม่เวินยิ้มบางๆ หันไปมองทั้งสองคนสลับกันไปมา แล้วขยิบตาให้
"งั้นพวกเธอก็ร่ำลากันซะสิ?"
"ไม่เอาหรอกค่ะ ฉันกับครูฉือแค่ส่งกระแสจิตถึงกันก็พอแล้ว... สายแล้ว ฉันต้องไปแล้วนะคะ"
เจ๊ซางปรายตามองฉือเหย่แวบหนึ่ง ทำท่าทางเหมือนฉือเหย่เป็นยักษ์เป็นมารที่จะจับเธอจับกิน หมุนตัววิ่งแจ้นออกไปข้างนอกทันที
ฉือเหย่หน้าเหวอ
"?"
"เธอเป็นบ้าหรือเปล่าเนี่ย?"
"หนุ่มฉือ ทำไมนายถึงไปว่าเสี่ยวซางแบบนั้นล่ะ"
"ก็แล้วทำไมวันนี้เธอถึงทำตัวแปลกๆ ล่ะครับ?"
"เธอเป็นบ้าน่ะสิ"
ฉือเหย่อึ้งไปเลย
"หา?"
"ผู้หญิงก็มีช่วงเวลาอ่อนไหวกันบ้างนั่นแหละ อารมณ์แปรปรวนเป็นเรื่องปกติ นายไม่เข้าใจก็ไม่แปลกหรอก"
ฉือเหย่หันไปมองหน้าแม่เวิน
"แล้วแม่เวินเข้าใจเหรอครับ?"
"ที่นายพูดมามันหมายความว่ายังไงยะ" แม่เวินชักจะของขึ้น "ตั้งแต่สมัยสาวๆ จนถึงตอนนี้ ป้าก็..."
"แม่เวินเลิกพูดเถอะครับ ผมไม่อยากฟังแล้ว"
ฉือเหย่เอามืออุดหู หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไปดื้อๆ
วันนี้เขาจะต้องอยู่ที่นี่อีกหนึ่งวันเต็มๆ พรุ่งนี้เช้าถึงจะได้เดินทางกลับ
แม่เวินยืนจ้องมองแผ่นหลังของเขาด้วยความหงุดหงิด กางแขนออกทั้งสองข้างแล้วพึมพำกับตัวเอง
"สิ่งที่ป้าอยากจะบอกก็คือ ตั้งแต่สมัยสาวๆ จนถึงตอนนี้ ป้าเห็นเรื่องพรรค์นี้มาตั้งเท่าไหร่แล้วต่างหากล่ะ?"
เธอยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย นึกถึงความหลังแล้วก็ถอนหายใจออกมา
"เป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ เลยน้า"
...
เป็นวัยรุ่นมันไม่ได้ดีเสมอไปหรอก
สือจิ่นเวยเกลียดอายุของตัวเองในตอนนี้เข้าไส้ ถ้าตอนนี้เธอเป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ระดับปรมาจารย์ในวงการ บางทีอาจจะไม่ต้องมารับงานรัดตัวแบบนี้ ชีวิตคงจะอิสระเสรีมากกว่านี้ไหมนะ?
แต่เส้นทางนี้เป็นสิ่งที่เธอเลือกเอง หากวันหนึ่งชีวิตต้องขาดงานที่ยุ่งเหยิงไป เธอคงรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
ตอนยังเด็กและอ่อนประสบการณ์ เธอเคยพลาดพลั้งไปเซ็นสัญญากับบริษัทเล็กๆ โดนเอาเปรียบ สัญญาที่ไม่เป็นธรรมสารพัด
ผู้บริหารบริษัทเห็นว่าเธอหน้าตาดี รูปร่างเป๊ะปัง แถมยังมีสายเลือดลูกครึ่ง ก็พยายามจะล่วงละเมิดเธอหลายต่อหลายครั้ง แต่เธอก็สวนกลับไปอย่างดุเดือดทุกครั้ง
จนโดนดองงาน
กว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคจนโผล่พ้นน้ำมาได้ เธอต้องใช้เวลาหลายปี อดทนฝึกฝนทักษะการร้องการเต้นอย่างหนักหน่วง จนกระทั่งสามารถเดบิวต์ผ่านรายการเซอร์ไววัลได้สำเร็จ ดูเหมือนว่าฤดูใบไม้ผลิของชีวิตเธอจะมาถึงแล้วสินะ
—แต่คนภายนอกกลับเอาแต่บอกว่า เธอหน้าเหมือนเซิ่งหนิง เธอคือเซิ่งหนิงน้อย
สือจิ่นเวยไม่ยอมรับ เธอคือตัวของเธอเอง ยัยป้าเซิ่งหนิงนั่นมีตรงไหนที่เทียบเธอได้บ้าง?
เธอทุ่มเททำงานหนักยิ่งกว่าเดิม ในขณะที่คนอื่นพอเริ่มมีชื่อเสียงก็มักจะปล่อยปละละเลย หลงระเริงไปกับความสุขสบาย แต่เธอไม่เคยทำแบบนั้น
ตารางงานของเธออัดแน่นที่สุดในบรรดาสี่นางเอกหน้าใหม่ ไม่แพ้ช่วงที่เซิ่งหนิงกำลังพีคๆ เลยด้วยซ้ำ
เพราะบทเรียนจากอดีต ทำให้เธอหวงแหนทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า และพยายามไขว่คว้ามันมาให้ได้มากที่สุด
แต่หุ่นยนต์ยังต้องมีวันซ่อมบำรุง คีมหนีบก็ต้องมีวันหยอดน้ำมันหล่อลื่นเหมือนกัน
การร่วมงานกับฉู่หานโจวในซีรีส์ 'ทะเลลึก' ครั้งนี้ ทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน
"จะให้ฉันใส่รองเท้าส้นแบนเหรอ? แล้วทำไมตัวเขาเองถึงไม่ใส่รองเท้าส้นแบนบ้างล่ะ? ฝันไปเถอะ!"
นอกรัศมีกล้องของรายการ 'บ้านเห็ด'
ระหว่างทางไปสถานที่ถ่ายทำรายการ หลังจากได้ยินคำพูดของผู้จัดการส่วนตัว สือจิ่นเวยก็ปรี๊ดแตกทันที
"ตัวเองฮาร์ดแวร์ไม่ถึงก็ไปจัดกระดูกทำศัลยกรรมสิ กี่รอบแล้วเนี่ย? เอะอะอะไรก็มาบีบให้ฉันยอม ต้องยอมดรอปเมกอัป ยอมลดส่วนสูง ยอมหั่นแอร์ไทม์ ยอมถอยอันดับเครดิตให้ ถ้าฉันสั่งให้เขากินขี้ เขาจะยอมกินไหมล่ะ?"
"เรื่องกินขี้มันเป็นงานอดิเรกของหลินจิ้งอี๋นะคะ... เขาไม่น่าจะชอบกินหรอกค่ะ"
เมื่อผู้จัดการสาวสัมผัสได้ถึงความเกรี้ยวกราดของเจ๊สือ เธอก็รีบหันไปเจรจากับผู้จัดการของฉู่หานโจวที่ยืนอยู่ไม่ไกลทันที
"ให้ฉู่หานโจวไปหัดใส่ไม้ต่อขาแบบเผิงเฉินก็แล้วกันนะคะ"
ผู้จัดการของฉู่หานโจวปรายตามองมาทางนี้อย่างเย็นชา ก่อนจะเดินถอยหลังกลับไป
ใช่แล้ว ตอนนี้ทั้งคู่เดินทางมาถึงหน้าสถานที่ถ่ายทำรายการ 'บ้านเห็ด' แล้ว แต่เพราะมีเรื่องขัดแย้งบางอย่างเกิดขึ้น ก็เลยต้องหยุดชะงักกันอยู่ตรงนี้
"หล่อนไม่ยอมเหรอ? บัดซบ ขืนหล่อนใส่ส้นสูง ความสูงก็ปาเข้าไปเกือบร้อยแปดสิบแล้วนะ กะจะข่มฉันให้จมดินเลยใช่ไหมล่ะ?!"
หลังจากได้รับคำตอบ ฉู่หานโจวก็โกรธจัด
"ผู้หญิงคนนี้มันปากร้ายไร้สมอง ชอบรังแกคนอื่นเกินไปแล้วนะ!"
"แล้วเราจะเอายังไงดีครับ?"
ผู้จัดการส่วนตัวมีท่าทีลังเล
"หรือว่า... ผมจะลองไปคุยกับทางรายการดู ให้พวกเขาเลี่ยงไม่ถ่ายชอตที่คุณสองคนยืนอยู่ด้วยกันดีไหมครับ?"
ฉู่หานโจวหน้าเหวอ
"?"
"ถ้าทำแบบนั้นแล้วฉันจะมาออกรายการนี้เพื่ออะไรล่ะ? มากินข้าวโชว์หรือไง? ฉันมีกี่ชีวิตกันวะ?"
ผู้จัดการส่วนตัวพูดไม่ออก
"..."
เขาลดเสียงลงกระซิบ
"เดี๋ยวพอกลับไป ผมจะบอกให้ทีมงานรายการช่วยตัดต่อภาพให้คุณดูสูงขึ้นสักสิบเซนติเมตรก็แล้วกันครับ!"
ฉู่หานโจวมองด้วยความหวาดระแวง แต่พอคิดดูแล้ว ถึงจะใช้คอมพิวเตอร์ตัดต่อช่วยได้ แต่ตอนถ่ายทอดสดมันก็ต้องเห็นของจริงอยู่ดี เขาก็เลยยิ่งหงุดหงิดใจเข้าไปใหญ่
ความจริงส่วนสูงของเขาก็ไม่ได้เตี้ยหรอกนะ อย่างน้อยก็สูงกว่าพวกมะขามข้อเดียวอย่างเผิงเฉินกับเมิ่งอี้สวินก็แล้วกัน แต่... มันก็ไม่ได้สูงมากนัก
—ปัญหาหลักๆ มันอยู่ที่ยัยสือจิ่นเวยนี่มันโง่เง่าเต่าตุ่นต่างหาก เพราะเชื้อสายลูกครึ่ง ทำให้เจ๊คีมมีรูปร่างที่โดดเด่นเหนือใครในหมู่ดาราหญิง พอใส่ส้นสูงทีไร ก็ทำเอานักแสดงชายที่ยืนข้างๆ หมองไปเลย
ฉู่หานโจวจะทนรับเรื่องแบบนี้ได้ยังไง?
เขาเป็นถึงหนึ่งในสี่พระเอกดาวรุ่งเชียวนะ สือจิ่นเวยยังไม่แน่ว่าจะดังเท่าเขาเลยด้วยซ้ำ!
"เอาอีรองเท้าคู่นั้นมาให้ฉัน วันนี้ฉันจะต้องสูงกว่ายัยนั่นให้ได้!"
ฉู่หานโจวคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสั่งการต่อ
"เอาแฮร์พีซเสริมผมหนาออกมาด้วย ฉันต้องมีผมหนากว่ายัยนั่นให้ได้!"
"เอ่อ เรื่องนี้... พวกเราเพิ่งจะไปปลูกผมมาไม่นาน ไม่ค่อยดีมั้งครับ..."
"...งั้นช่างมัน แต่รองเท้าต้องใส่เด็ดขาด!"
พูดจบ ทีมงานก็หยิบเอารองเท้า 'คู่กาย' ประจำตัวของดาราชายร่างเล็กหลายๆ คนในวงการออกมา ซึ่งเป็นรองเท้าสูตรสำเร็จที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสูงโดยเฉพาะ เป็นรองเท้าเสริมส้นนอกสิบเซนติเมตร และเสริมส้นในอีกแปดเซนติเมตร เหมือนกับที่เผิงเฉินใส่เป๊ะ
พอใส่ปุ๊บ ความสูงบวกเพิ่มอีก 18 เซนติเมตรทันที ความมั่นใจพุ่งปรี๊ด!
ฉู่หานโจวเดินโขยกเขยกสวมรองเท้าเพิ่มความสูงเสร็จ ก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที สาวเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า
แต่พอเดินไปเห็นสภาพของสือจิ่นเวยที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาก็ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย
ตอนนี้เจ๊คีมกำลังใส่รองเท้าส้นเข็มปรี๊ดปร๊าดรุ่นอัปเกรดความสูง 15 เซนติเมตร ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ เธอมัดผมหางม้าทรงสูงลิ่ว ทำให้ดูเผินๆ เหมือนความสูงของเธอทะลุร้อยแปดสิบไปแล้วจริงๆ
เธอหันกลับมามองเขาด้วยสายตาเย้ยหยัน
ไอ้กระจอกเอ๊ย
ฉู่หานโจวหน้าเหวอ
"?!"
โคตรแม่มึงสิ เล่นแบบนี้เลยใช่ไหม?!
เขากัดฟันกรอด สายตาเลื่อนไปหยุดที่เส้นผมดำขลับหนานุ่มของสือจิ่นเวย
ตั้งใจจะแขวะ
"ยัยนั่นต้องไปปลูกผมมาแน่ๆ ต้องใส่แฮร์พีซเสริมผมหนาแหงๆ!"
"...พี่ฉู่ครับ ผมของสือจิ่นเวยดกดำตามธรรมชาติเลยนะครับ..."
"ตามธรรมชาติบ้าอะไร? บนหัวยัยนั่นมีต้นไม้ใบหญ้างอกออกมาหรือไง?"
ผู้จัดการส่วนตัวพูดไม่ออก
"...พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะครับ?"
พวกเขามองเห็นทีมงานของรายการบ้านเห็ด และกลุ่มของครูหวงที่เดินออกมารับแล้ว
ฉู่หานโจวด่าสือจิ่นเวยในใจว่าหน้าด้านไร้ยางอาย เป็นผู้หญิงแท้ๆ จะอยากสูงปรี๊ดไปเพื่ออะไรกัน?
มายืนข้างๆ ฉันแบบนี้ ทำเอาฉันดูเหมือนโมเดลฟิกเกอร์ตัวเล็กๆ ไปเลย บัดซบเอ๊ย!
แต่ในเมื่อออกมาเจอหน้ากล้องแล้ว จะมาฉีกหน้ากันโต้งๆ ก็คงไม่ได้ การทะเลาะเบาะแว้งทุกอย่างต้องถูกเก็บกวาดให้เรียบร้อยก่อนจะเข้าฉาก ฉู่หานโจวปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้ม เดินเข้าไปหาดาราคู่จิ้นของเขา แล้วทั้งสองคนก็เดินเคียงคู่กันไปหาทีมงานรายการ 'บ้านเห็ด'
แต่ทว่า ด้วยความที่คนหนึ่งใส่ส้นสูง 18 เซนติเมตร อีกคนใส่ 15 เซนติเมตร แถมยังต้องเดินบนถนนดินลูกรังบนเขา การเดินเหินของทั้งคู่จึงดูเก้ๆ กังๆ และอันตรายสุดๆ ท่าทางโขยกเขยกของพวกเขาทำเอาฉือเหย่ที่เพิ่งจะเดินออกมาถึงกับอึ้งไปเลย
ยักษ์ใหญ่สองตัวเลยเว้ย?!
"นี่มันคณะละครสัตว์จากไหนเนี่ย? ทำไมถึงได้ต่อขาไม้มาออกรายการกันหมดเลยล่ะ?"
ทุกคนพูดไม่ออก
"..."
ฉู่หานโจวที่ปกติทักษะการทรงตัวก็สู้สือจิ่นเวยไม่ได้อยู่แล้ว แถมศูนย์ถ่วงยังไม่นิ่งอีก พอได้ยินเสียงทักทาย เขาก็ก้าวพลาดไปสะดุดก้อนหิน โชคดีที่มีกระเป๋าเดินทางอยู่ข้างๆ ให้เกาะไว้ ไม่งั้นมีหวังได้ล้มหน้าคะมำกินดินแน่ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น ข้อเท้าขวาของเขาก็ยังพลิกอย่างแรงจนต้องร้องเสียงหลง
"อ๊าก... เชี่ย... ซี้ด...!"
"เฮ้ย"
ทีมงานบ้านเห็ดที่ตอนแรกกะจะเดินมาต้อนรับชิลๆ ตกใจสุดขีด รีบสับเท้าวิ่งเข้าไปหาทันที
ฉือเหย่ที่เดินตามหลังมาติดๆ พูดขึ้นมาลอยๆ
"จอหงวนบุ๋นก็สู้จอหงวนบู๊ไม่ได้จริงๆ ด้วยแฮะ ขนาดยังไม่ทันเข้าบ้านก็เจ็บตัวซะแล้ว"
หร่านเฉียวดึงแขนเขาเบาๆ
"พี่ฉือ ระวังปากหน่อยสิคะ"
ฉือเหย่หันไปมองเธอ
"สูบฉงฮวาไหมล่ะ?"
อีกด้านหนึ่ง ครูเหอกับครูหวงก็รีบเข้าไปพยุงฉู่หานโจวด้วยความเป็นห่วง
"โจวโจว ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"
"โธ่เอ๊ย ทำไมไม่ระวังเลยล่ะเนี่ย"
"ต้องไปโรงพยาบาลไหม?"
"รีบพาไปโรงพยาบาลเถอะ ปล่อยไว้นานเดี๋ยวแผลมันจะหายเอาซะก่อน"
ฉือเหย่ชะโงกหน้าเข้าไปดูส้นรองเท้าของอีกฝ่าย
"เท้าไม่น่าจะเป็นอะไรหรอกครับ แต่ส้นรองเท้าเบี้ยวไปแล้ว"
"เอ๊ะ เดี๋ยวนะ รองเท้าคู่นี้มันดูคุ้นๆ อยู่นะ นี่มัน..."
"อะแฮ่ม"
ฉู่หานโจวรีบกระแอมไอขัดจังหวะทันที
"เอ่อ ไม่เป็นไรหรอกครับ... พวกเราเข้าไปข้างในกันก่อนดีกว่าไหมครับ? เดี๋ยวผมขอไปเปลี่ยนรองเท้าก่อน"
เขาหลบมุมกล้อง แอบส่งสายตาอาฆาตแค้นไปให้ฉือเหย่
ฉือเหย่หน้าเหวอ
"?"
หยุดคิดไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดออกไปตรงๆ
"นายใส่อวัยวะเทียมเสริมภายนอกรุ่นเดียวกับเผิงเฉินมานี่เอง"
ทุกคนพูดไม่ออก
"..."
"เข้าไปข้างในกันเถอะ เข้าไปข้างในกันก่อน"
ครูเหอพยายามเป็นกาวใจคลี่คลายสถานการณ์ สือจิ่นเวยที่ยืนกอดอกอยู่ไม่ไกลยืนดูเรื่องสนุกๆ ด้วยสีหน้าเย้ยหยัน
"เจ๊คีม"
ทุกคนเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกัน ฉือเหย่ก็เอ่ยปากทักทาย
"หืม?"
สือจิ่นเวยชะงักไป ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ เชิดคอระหงขึ้นสูงโดยไม่พูดอะไรสักคำ
หลักๆ ก็คือแสดงท่าทีเย่อหยิ่งจองหองให้เห็นกันจะๆ
ระดับนายมันแค่ไหนกันเชียว? คิดว่าตัวเองคู่ควรที่จะมาคุยกับฉันงั้นเหรอ?
เธอรออยู่พักหนึ่ง ปรากฏว่าฉือเหย่กลับไม่ได้ 'ปากหมา' ใส่เธออย่างที่เคยเป็น เธอรู้สึกไม่ชินเอาซะเลย พอหันกลับไปมองก็พบว่าฉือเหย่หายตัวไปแล้ว ตอนนี้เขากำลังยืนคุยอยู่กับหร่านเฉียวที่เดินอยู่ข้างหน้า
เจ๊คีมหน้าเหวอ
"?"
เธอเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย คิดอยู่ในใจว่าอยากจะเดินเข้าไปถามเรื่องที่สงสัยให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่ก็คิดว่ามันดูเสียฟอร์มเกินไป ก็เลยยืนนิ่งอยู่กับที่ชั่วขณะ
คราวที่แล้วในรายการ 'เสียงสวรรค์' เธอเอาแต่เยาะเย้ยฉือเหย่ว่าโชคดีแค่ไหนที่ไม่โดนเสิ่นชิงอวี้เล่นงาน
แต่พอเอาเรื่องนี้ไปประติดประต่อกับข่าวที่เพิ่งได้รับรู้มา...
ไม่ได้การล่ะ ต้องถามให้รู้เรื่อง!
"ไปกันเถอะเวยเวย เป็นอะไรไปเหรอ?"
"หยางหยางเพิ่งเคยมาบ้านเห็ดเป็นครั้งแรกใช่ไหม?"
ครูเหอกับครูหวงต้อนรับขับสู้เจ๊คีมอย่างอบอุ่น ครูเหอถึงขั้นเรียกชื่อเล่นของเธอด้วยความสนิทสนม
"อ้อ... ไปค่ะ ไปกันเถอะ"
สือจิ่นเวยดึงสติกลับมา ดวงตาสีแซฟไฟร์เหลือบมองฉือเหย่ ในใจลึกๆ แอบรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอเดินกระทืบส้นเข็มปรี๊ดปร๊าดเข้าไปในตัวบ้านพัก
"พี่ฉือ เมื่อกี้ครูสือเหมือนอยากจะคุยกับพี่เลยนะคะ..."
หลังจากหร่านเฉียวคุยเรื่องเดินสายโปรโมตงานต่อไปเสร็จ เธอก็ถามด้วยความสงสัย
"พวกพี่เคยไปออกรายการ 'เสียงสวรรค์' ด้วยกันไม่ใช่เหรอคะ? ทำไมถึงไม่ค่อยคุยกันล่ะ?"
"เธอหมายถึงคีมหนีบน่ะเหรอ?"
ฉือเหย่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ
"สมองยัยนั่นไม่ค่อยปกติน่ะ คนแบบนี้ตามใจมากไม่ได้หรอก ไม่เป็นไรหรอกน่า"
"อ้อ..."
หร่านเฉียวฟังแล้วก็ตกใจ
สือจิ่นเวยเป็นถึงนางเอกตัวท็อปเชียวนะ... ทำไมครูฉือถึงกล้าเรียกเธอแบบ... ไม่ไว้หน้าขนาดนี้ล่ะ
แต่พอเธอนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างฉือเหย่กับซางโย่วซู เธอก็เข้าใจแจ่มแจ้งทันที
ก็จริงนะ เวลาพี่ฉืออยู่กับเจ๊ซาง เขาก็ดูเป็นกันเองแบบนี้แหละ
อืม... นี่แหละที่เขาเรียกว่า ถึงคนจะแป้กแต่บารมีไม่แป้กตาม! จิตใจที่แข็งแกร่งของพี่ฉือนี่มันเหมาะกับการสร้างกระแสจริงๆ!
"ไปกันเถอะ พวกเราก็เข้าไปข้างในกันดีกว่า วันนี้ต้องพยายามอู้งานให้ได้มากที่สุด!"
หร่านเฉียวพูดไม่ออก
"..."
ทั้งสองคนเดินเข้าไปเป็นคู่สุดท้าย ก็พบว่าคนอื่นๆ กำลังจับกลุ่มทักทายปราศรัยกันอยู่
การปฏิบัติต่อดาราระดับซูเปอร์สตาร์ของรายการ 'บ้านเห็ด' นั้นแตกต่างออกไปจริงๆ อย่างน้อยๆ ก็เห็นได้ชัดจากรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าของครูหวงและคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด
"ได้ข่าวว่าเมื่อคืน... เกิดเรื่องนิดหน่อยเหรอครับ?"
ฉู่หานโจวแกล้งถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ความจริงแล้วแอบห่วงสวัสดิภาพของตัวเองต่างหาก
"โธ่เอ๊ย ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่กินเนื้อแกะที่มีพิษเข้าไปนิดหน่อย ตอนนี้หายดีแล้วล่ะ"
แม่เวินโบกมือปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม
"ไม่มีใครต้องไปโรงพยาบาลเลยสักคน"
ฉือเหย่พยักหน้าสมทบ
"ใช่ ไม่ได้ไปโรงพยาบาลหรอก แต่เกือบจะได้ไปห้องดับจิตแทน"
ฉู่หานโจวและสือจิ่นเวยหน้าเหวอ
"?!"
"พวกนายคุยกันไปก่อนนะ ฉันขอตัวไปเตรียมอาหารเที่ยงก่อน แหะๆ"
ครูหวงลุกขึ้นยืน หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อคืน แกก็รู้สึกว่าชื่อเสียง 'พ่อครัวกระทะเหล็ก' ของแกน่าจะยังพอกู้คืนมาได้บ้าง
แกเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีเข้าไปในครัวเพื่อเริ่มเตรียมอาหาร
ภายในห้องนั่งเล่น
หลังจากทักทายกันเสร็จสรรพ ฉือเหย่ก็ช่วยเก็บกวาดโต๊ะให้เรียบร้อย พอเห็นสือจิ่นเวยยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อน
"หลีกทางหน่อย จะเช็ดโต๊ะ"
"โอ๊ะ? นายว่าไงนะ?"
ฉือเหย่ชะงัก
"หลีกทางหน่อย"
"หลีก... ให้นายปล่อยให้เสิ่นชิงอวี้เล่นงานเยว่น่าเหรอ?"
ฉือเหย่หน้าเหวอ
"?"
เขาเหลือบมองกล้องแวบหนึ่ง พอเห็นว่าไม่ได้ถ่ายมาทางนี้ ก็อดแปลกใจไม่ได้
"นี่เธอประสาทแดกหรือเปล่าเนี่ย?"
สือจิ่นเวยตีหน้าขรึม
"นายเป็นฝ่ายทักฉันก่อนทำไม? อยากจะเข้าใกล้ฉันเหรอ?"
ฉือเหย่หน้าเหวอ
"???"
"ในเมื่อนายอยากพูด งั้นฉันก็จะฟัง เรื่องคราวที่แล้วน่ะ เป็นฝีมือนายใช่ไหม?"
ฉือเหย่หรี่ตามอง
"ฝีมืออะไร? ทำอะไรคีมหนีบ?"
สือจิ่นเวยรู้สึกฉุนกึกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ดวงตาสีแซฟไฟร์จ้องมองฉือเหย่เขม็ง
"ในสายตานาย มองว่าฉันเป็นพวกปัญญาอ่อนมาตลอดเลยใช่ไหม?!"
ฉือเหย่หยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ
"ใช่"
หน้าอกของสือจิ่นเวยกระเพื่อมขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัด เธอจ้องฉือเหย่เขม็ง
"ไม่ใช่นายหรอก นายไม่มีปัญญาทำเรื่องแบบนั้นได้หรอก!"
"ถูกต้อง"
ฉือเหย่ทำท่าดีใจ
"เธอพูดถูกเผงเลย คนข้างนอกน่ะใส่ร้ายฉันทั้งนั้นแหละ!"
สือจิ่นเวยพูดไม่ออก
"..."
ฉันมันก็แค่ตัวตลกสินะ?!
[จบแล้ว]