เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3130 - หรือว่าจะเป็นมุกเดิมๆ มีราชันมารถูกผนึกอยู่อีกงั้นหรือ?

บทที่ 3130 - หรือว่าจะเป็นมุกเดิมๆ มีราชันมารถูกผนึกอยู่อีกงั้นหรือ?

บทที่ 3130 - หรือว่าจะเป็นมุกเดิมๆ มีราชันมารถูกผนึกอยู่อีกงั้นหรือ?


บทที่ 3130 - หรือว่าจะเป็นมุกเดิมๆ มีราชันมารถูกผนึกอยู่อีกงั้นหรือ?

อีกาทองคำทั้งสิบตัวนี้ แม้จะไม่ใช่เพลิงสุริยันทองคำของจริงก็ตาม

แต่มันก็น่าจะเป็นจิตวิญญาณหยางบริสุทธิ์ที่ถือกำเนิดมาจากเพลิงสุริยันทองคำ

มองดูผิวเผินแล้ว พวกมันน่าจะทำหน้าที่คุ้มครองวิหารโบราณหลังนี้ เพื่อไม่ให้ถูกคนภายนอกเข้ามารบกวน

เมื่อจวินเซียวเหยียนเห็นภาพนี้ เขาก็ลอบครุ่นคิดอยู่ในใจ

จิตวิญญาณหยางบริสุทธิ์เหล่านี้ คอยคุ้มครองวิหารโบราณเพื่อไม่ให้ถูกคนภายนอกรบกวน

หรือว่าคอยเฝ้าวิหารโบราณ เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดหลุดรอดออกมากันแน่?

หรือว่า...

ดวงตาของจวินเซียวเหยียนมีประกายวูบไหว

หรือว่าจะเป็นพล็อตเดิมๆ เหมือนกับตอนปฐมบรรพชนกุนเผิงงั้นหรือ?

ท้ายที่สุดแล้วในอดีต มหาจักรพรรดิไท่หยางเซิ่งและปฐมบรรพชนกุนเผิงก็ล้วนเคยผ่านภัยพิบัติแดนอนธการมาเหมือนกัน

อีกทั้งก่อนหน้านี้เขาก็เคยได้ยินหยางเต๋อเทียนและคนอื่นๆ ในเผ่าหยางเล่าให้ฟังแล้วว่า

ในท้ายที่สุด มหาจักรพรรดิไท่หยางเซิ่งก็สิ้นชีพลงเพราะการต่อต้านราชันมารแดนอนธการ

เช่นนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่า มหาจักรพรรดิไท่หยางเซิ่งก็เคยผนึกราชันมารแดนอนธการเอาไว้เช่นกัน?

และใช้วิธีการเดียวกับปฐมบรรพชนกุนเผิงที่อาศัยน้ำแข็งเสวียนหมิงแดนปรโลก

มหาจักรพรรดิไท่หยางเซิ่ง ก็อาศัยพลังของเพลิงสุริยันทองคำเพื่อผนึกและสะกดข่มราชันมารงั้นหรือ?

หากเป็นเช่นนั้นจริง นอกจากเพลิงสุริยันทองคำแล้ว จวินเซียวเหยียนก็จะได้เก็บเกี่ยวราชันมารไปอีกหนึ่งตนเลยไม่ใช่หรือ?

ในตอนนี้ ราชันมารแดนอนธการที่ถูกสะกดข่มและถูกผนึกเอาไว้เหล่านั้น

ในสายตาของจวินเซียวเหยียน พวกมันก็ไม่ต่างอะไรกับต้นหอมอย่างเยี่ยอวี่เลย

ยิ่งไปกว่านั้น ราชันมารเหล่านั้น เขายังสามารถเก็บเกี่ยวได้หมดในคราวเดียว ไม่ต้องคอยรอเก็บเกี่ยวทีละรอบเหมือนกับเยี่ยอวี่อีกด้วย

ช่างเป็นอะไรที่สะใจเสียจริง

อย่างไรก็ตามในเวลานี้ จวินเซียวเหยียนก็ทำได้เพียงแค่คาดเดาเท่านั้น เขายังไม่สามารถยืนยันอะไรได้

ในขณะนั้นเอง จิตวิญญาณหยางบริสุทธิ์ทั้งสิบดวงที่จำแลงร่างเป็นอีกาทองคำก็พุ่งเข้าใส่ฝูงชนแล้ว

ที่แห่งนี้มีคลื่นพลังกฎเกณฑ์ต่างๆ แผ่กระจายออกไป

มีอีกาทองคำตัวหนึ่งพุ่งเป้ามาที่จวินเซียวเหยียนเช่นกัน

ในขณะที่จวินเซียวเหยียนกำลังจะกระตุ้นพลังของน้ำแข็งเสวียนหมิงแดนปรโลก

จู่ๆ หยางซวี่ก็ก้าวออกมาขวางหน้าจวินเซียวเหยียนเอาไว้

ทันทีที่จิตวิญญาณหยางบริสุทธิ์ตัวนั้นเห็นหยางซวี่ ภายในดวงตาของมันก็มีแววตาครุ่นคิดแบบมนุษย์พาดผ่าน การโจมตีของมันหยุดชะงักลงในทันที

เมื่อจวินเซียวเหยียนเห็นภาพนี้ เขาก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง

ในอดีต มหาจักรพรรดิไท่หยางเซิ่งคือผู้ครอบครองกายาศักดิ์สิทธิ์สุริยัน และเขาก็เป็นผู้ครอบครองเพลิงสุริยันทองคำ

ส่วนจิตวิญญาณหยางบริสุทธิ์เหล่านี้ ก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากพลังของเพลิงสุริยันทองคำ

เมื่อพวกมันต้องมาเผชิญหน้ากับหยางซวี่ซึ่งเป็นผู้ครอบครองกายาศักดิ์สิทธิ์สุริยันเช่นเดียวกัน พวกมันย่อมไม่แสดงความก้าวร้าวใดๆ ออกมาอย่างแน่นอน

ดูเหมือนว่าการพาหยางซวี่มาด้วยจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องสินะ

"ตามข้ามา"

จวินเซียวเหยียนหันไปบอกกับตระกูลเย่ว์หวง

มู่หานเยียนและคนอื่นๆ พยักหน้ารับและเข้ามาสมทบกับจวินเซียวเหยียน

เมื่อมีหยางซวี่ผู้เป็นกายาศักดิ์สิทธิ์สุริยันอยู่ด้วย จิตวิญญาณหยางบริสุทธิ์เหล่านั้นจึงไม่ได้โจมตีขบวนเดินทางของพวกเขาเลย

"แบบนี้ก็ได้งั้นหรือ?"

อีกด้านหนึ่ง ลู่หยวนชิงและคนอื่นๆ จากเผ่าโบราณจินอูต่างก็มีสีหน้าย่ำแย่

เผ่าโบราณจินอูของพวกเขาถึงกับมีคนตกตายไปบ้างแล้ว

จิตวิญญาณหยางบริสุทธิ์เหล่านี้ แม้ว่าจะมีรูปลักษณ์เป็นอีกาทองคำ แต่มันก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเผ่าโบราณจินอูเลย ดังนั้นพวกมันย่อมไม่มีการออมมือให้อย่างแน่นอน

ทว่าเผ่าโบราณจินอูก็ยังมีผู้อาวุโสอย่างหลู่คุนและหลู่จิ่งอยู่ด้วย

แถมยังมีผู้อาวุโสระดับยักษ์ใหญ่อย่างลู่หนานอีก

ดังนั้นการฝ่าวงล้อมเข้าไปก็เป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น

ส่วนขุมกำลังอื่นๆ กลับไม่โชคดีเช่นนั้น ส่วนใหญ่ล้วนถูกสกัดกั้นเอาไว้ด้านนอก

มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ฝ่าวงล้อมเข้ามาได้

พวกจวินเซียวเหยียนเข้าใกล้ประตูด้านหน้าของวิหารโบราณ

แต่พวกเขากลับพบว่าบนประตูวิหารโบราณนั้น มีอักขระสีทองที่สลับซับซ้อนไหลเวียนอยู่มากมาย

มันคือข้อห้ามที่แข็งแกร่งชนิดหนึ่ง

เห็นได้ชัดว่าหากคิดจะใช้กำลังทำลายมัน ย่อมต้องเสียเวลาและเปลืองแรงไปไม่น้อย

จวินเซียวเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปกล่าวกับหยางซวี่ "หยางซวี่ หยดเลือดของเจ้าลงไปบนนั้นสักหยดสิ"

"ขอรับ"

หยางซวี่พยักหน้ารับและหยดเลือดของตนเองลงไปบนประตูด้านหน้า

ในชั่วพริบตา ข้อห้ามอันแข็งแกร่งนั้นก็พังทลายลงราวกับหิมะในฤดูใบไม้ผลิที่หลอมละลาย

"เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ"

จวินเซียวเหยียนถอนหายใจออกมา

วิหารโบราณหลังนี้ มีเพียงสายเลือดสายตรงของมหาจักรพรรดิไท่หยางเซิ่งแห่งเผ่าหยางเท่านั้นที่จะสามารถเปิดออกได้โดยตรง

หากคนอื่นต้องการจะเข้าไป ย่อมต้องสิ้นเปลืองความพยายามอย่างมหาศาล

ส่วนเหตุผลนั้น...

ก็น่าจะเป็นเพราะมหาจักรพรรดิไท่หยางเซิ่งเชื่อว่า ในอนาคตเผ่าหยางอาจจะมีวีรบุรุษผู้เก่งกาจถือกำเนิดขึ้นมา

เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาก็จะสามารถเข้ามาในวิหารโบราณเพื่อช่วยจัดการกับวาสนาหรือภัยอันตรายที่อาจจะซ่อนอยู่ภายในได้

ทว่ามหาจักรพรรดิไท่หยางเซิ่งคงนึกไม่ถึงเลยว่า ในภายภาคหน้าเผ่าหยางจะถูกกดขี่จนตกต่ำถึงเพียงนี้

หากมหาจักรพรรดิไท่หยางเซิ่งรับรู้เรื่องนี้บนสวรรค์ เขาคงจะต้องทอดถอนใจออกมาอย่างแน่นอน

ในเวลานั้นเอง มู่หานเยียนที่ยืนอยู่ด้านข้าง จู่ๆ นางก็ปรายตามองมาที่จวินเซียวเหยียน

"อ๋องเซียวเหยียน ท่านช่างรอบรู้เสียจริง"

แม้แต่นางเองก็ยังคิดวิธีเปิดข้อห้ามไม่ออกในทันทีเลย

"ข้าก็แค่ลองดูสุ่มสี่สุ่มห้าเท่านั้น นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้ผลจริงๆ" จวินเซียวเหยียนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ

มู่หานเยียนยังคงจับจ้องไปที่จวินเซียวเหยียน

แม้ว่าในครั้งแรกที่ได้พบกัน นางจะรู้สึกประทับใจไปแล้วก็ตาม

แต่ต้องยอมรับเลยว่า อ๋องเซียวเหยียนผู้นี้ ช่างหล่อเหลาเอาการเสียจริง

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ นิสัย หรือความลึกล้ำ ล้วนดูไม่สอดคล้องกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเยาว์วัยของเขาเลย

เมื่อคิดเช่นนี้ หัวใจที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนของมู่หานเยียนก็เกิดความหวั่นไหวขึ้นมา ราวกับต้นไม้เหล็กที่ออกดอก

ในฐานะผู้นำตระกูลเย่ว์หวง เพื่อการพัฒนาของตระกูล

จนถึงปัจจุบันนี้นางก็ยังไม่เคยแต่งงาน และไม่เคยมีเวลาว่างไปสนใจเรื่องความรักเลย

ดังนั้นนางจึงครองตัวเป็นโสดมาโดยตลอด

เมื่อได้เห็นมู่ฉางซีได้พบเจอกับชายในอุดมคติ มู่หานเยียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาลึกๆ

ฤดูใบไม้ผลิของนางจะมาเยือนเมื่อไหร่กันนะ?

รูปร่างหน้าตาของนางก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ทั้งงดงาม สง่าผ่าเผย ผิวขาวเนียนราวกับหิมะ และมีสัดส่วนเว้าโค้งที่เย้ายวนใจ ไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็กสาววัยแรกรุ่นเลยแม้แต่น้อย

กาลเวลาและขวบปีไม่ได้ลดทอนความงามของนางลงเลย แต่มันกลับทำให้นางมีเสน่ห์ดึงดูดใจแบบผู้หญิงที่โตเต็มวัยมากยิ่งขึ้น

หากความงามของมู่ฉางซีเปรียบเสมือนดอกไม้แรกแย้ม ความงามของนางก็เปรียบเสมือนผลไม้ที่สุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยว

และอ๋องเซียวเหยียนผู้นี้ ไม่ว่าจะพิจารณาจากฐานะ เบื้องหลัง หรือความสามารถ ล้วนไร้ที่ติอย่างสิ้นเชิง

ยกเว้นช่องว่างระหว่างวัยที่อาจจะห่างกันไปสัก(ร้อยล้าน)หน่อย

แต่ความรักต่างวัย แล้วมันมีปัญหาตรงไหนล่ะ?

ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับผู้ฝึกตนที่มีอายุขัยยืนยาว เรื่องอายุก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลยสักนิด

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นัยน์ตาอันงดงามของมู่หานเยียนก็อดไม่ได้ที่จะปรายตามองจวินเซียวเหยียนอีกครั้ง

แต่ในฐานะที่เป็นถึงผู้นำตระกูล นางจึงไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติออกมามากนัก

และที่ด้านหลัง เมื่อมู่ฉางซีเห็นเหตุการณ์นี้ ใบหน้าของนางก็แข็งค้างไป

ลูกผู้หญิงด้วยกันย่อมเข้าใจกันดีที่สุด

นางย่อมมองออกว่าสายตาของผู้นำตระกูลหมายความว่าอย่างไร

แต่ว่า...

มู่หานเยียนไม่รู้นี่นาว่า จวินเซียวเหยียนก็คือเยี่ยจวินหลิน!

นั่นก็หมายความว่า ผู้นำตระกูลมู่หานเยียน กำลังส่งสายตาแบบนั้นให้กับสามีของนางอยู่น่ะสิ

"เอ่อ ท่านผู้นำตระกูล พวกเราสมควรจะเข้าไปในวิหารได้แล้วหรือไม่?" มู่ฉางซีเปิดปากเตือน

"อ้อ จริงด้วย" มู่หานเยียนได้สติและพยักหน้าเบาๆ

อีกด้านหนึ่ง จวินเซียวเหยียนในชุดขาว ภายในแววตาของเขาก็มีแววประหลาดใจพาดผ่านเช่นกัน

ผู้นำตระกูลเย่ว์หวงผู้นี้ เหตุใดสายตาของนางที่มองมาถึงได้เปลี่ยนไปอย่างประหลาดเช่นนี้ล่ะ?

ให้ความรู้สึกเหมือนแม่หมาป่าที่กำลังจ้องมองชิ้นเนื้อสดๆ ไม่มีผิด

แม้จะมีคำกล่าวที่ว่า ภรรยาแก่กว่าสามปีเหมือนได้กอดทองคำก้อนโต ก็ตามที

แต่นี่มันแก่กว่าสามหมื่นปียังไม่พอเลยมั้ง?

นี่มันไม่ใช่กอดทองคำก้อนโตแล้ว แต่มันคือการขุดเหมืองทองคำชัดๆ!

จวินเซียวเหยียนไม่ใช่พวกหลงรักคุณป้าหรอกนะ

แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะมักจะไปเกาะแกะพวกยอดหญิงผู้ทรงอำนาจ หรือไม่ก็เกาะขาคุณป้าที่อายุมากกว่าก็ตาม

แต่ตอนนี้ เขาคงจะไม่ยอมไปทานอาหารอ่อน(เกาะผู้หญิงกิน)แบบส่งเดชอีกแล้ว ยกเว้นแต่ว่าจะไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ

"อะแฮ่ม... เอาล่ะ พวกเราเข้าไปกันเถอะ"

จวินเซียวเหยียนกระแอมเบาๆ เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้อีก และผลักประตูเข้าไป

วิหารโบราณทั้งหลังดูยิ่งใหญ่อลังการมาก บานประตูก็สูงใหญ่ราวกับเป็นประตูของยักษ์

เมื่อผลักประตูวิหารโบราณให้เปิดออก กลิ่นอายระลอกหนึ่งก็พัดโชยมาปะทะใบหน้า

เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายนี้ จวินเซียวเหยียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ!

กลิ่นอายระลอกนี้ นอกจากจะมีความร้อนแรงแฝงอยู่แล้ว

มันยังมีกลิ่นอายของสสารอมตะปะปนอยู่ด้วย!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 3130 - หรือว่าจะเป็นมุกเดิมๆ มีราชันมารถูกผนึกอยู่อีกงั้นหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว