- หน้าแรก
- ระบบดูดซับพรสวรรค์สุดโกง สู่หน่วยพิฆาตอสูร
- บทที่ 40 - สัตว์อสูรหินชิงสือสุดพิเศษ
บทที่ 40 - สัตว์อสูรหินชิงสือสุดพิเศษ
บทที่ 40 - สัตว์อสูรหินชิงสือสุดพิเศษ
บทที่ 40 - สัตว์อสูรหินชิงสือสุดพิเศษ
"ซูเย่ ระดับการฝึกฝนของเธอตอนนี้ก็เป็นถึงขุนพลยุทธ์แล้ว อีกไม่นานก็คงจะทะลวงถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ได้แน่ๆ"
"งั้นฉันจะอธิบายให้เธอฟังเองว่าพละกำลังช้างสารมันคืออะไร"
เฉินคั่วไห่ไม่ได้ปิดบังอะไร
เรื่องพวกนี้ต่อให้เขาไม่บอก พอซูเย่ทะลวงถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์แล้วไปค้นหาข้อมูลเอาก็รู้เองอยู่ดี
ทั้งสองคนนั่งลงในห้องและเริ่มสนทนากันอย่างจริงจัง
"ซูเย่ เธอคงรู้อยู่แล้วว่าไม่ว่าจะเป็นศิษย์ฝึกยุทธ์หรือนักสู้ พวกเขาก็จะใช้หน่วยจินในการวัดพละกำลังกันทั้งนั้น"
"อย่างเช่น ศิษย์ฝึกยุทธ์ระดับต้นจะมีพละกำลังพื้นฐานประมาณสองร้อยจิน ศิษย์ฝึกยุทธ์ระดับกลางก็ประมาณสี่ร้อยจิน ไล่เรียงกันไปเรื่อยๆ"
เฉินคั่วไห่จิบน้ำชาและอธิบายไปเรื่อยๆ
"แต่เมื่อทะลวงถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ พละกำลังพื้นฐานของคนเราจะก้าวกระโดดไปอีกระดับหนึ่งเลย"
"ต่อให้เป็นคนที่เพิ่งทะลวงเป็นปรมาจารย์ยุทธ์หมาดๆ พละกำลังพื้นฐานก็จะพุ่งไปถึงหนึ่งล้านจินเลยทีเดียว"
จากนั้นเฉินคั่วไห่ก็เล่าถึงสิ่งมีชีวิตโบราณชนิดหนึ่งให้ซูเย่ฟัง
ช้างมังกร
มันคือช้างยักษ์ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร
ในตัวของพวกมันมีสายเลือดมังกรไหลเวียนอยู่ จึงมีพละกำลังที่มหาศาลมาก
สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ พอโตเต็มวัยก็จะมีพละกำลังถึงหนึ่งล้านจินแล้ว
ในยุคแรกเริ่มของการฝึกยุทธ์ มียอดฝีมือคนหนึ่งเสนอให้ใช้พละกำลังของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้มาเป็นหน่วยวัดพละกำลังแทนจิน
นั่นก็คือ พละกำลังหนึ่งช้างสาร เท่ากับ พละกำลังหนึ่งล้านจิน
ต่อมา นักสู้หลายคนก็เริ่มเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และหันมาใช้คำว่าพละกำลังช้างสารแทนการเรียกเป็นจินในที่สุด
"อ๋อ เข้าใจแล้วครับ"
พอได้ฟังคำอธิบายของเฉินคั่วไห่ ซูเย่ก็ถึงบางอ้อ
ในที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายของพละกำลังสองช้างสารสักที
"พละกำลังของฉันตอนนี้ เมื่อรวมกับพรสวรรค์พละกำลังระดับสูงที่เพิ่มพลังให้อีกสิบเท่า ก็จะเท่ากับพละกำลัง 1.4 ช้างสารสินะ"
ซูเย่ลองคำนวณในใจคร่าวๆ
พละกำลังระดับนี้ถือว่าหาได้ยากมากในหมู่นักสู้ระดับขุนพลยุทธ์
ถ้าไม่มีพรสวรรค์พิเศษ ร่างกายพิเศษ หรือฝึกฝนเคล็ดวิชาที่ทรงพลัง ก็ไม่มีทางเอื้อมถึงระดับนี้ได้เลย
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็คุยกันต่ออีกพักใหญ่
จนกระทั่งตกเย็น
ซูเย่ก็ขอตัวกลับ
"ซูเย่มีความลับซ่อนอยู่เยอะเลยแฮะ"
หลังจากที่ซูเย่กลับไปแล้ว เฉินคั่วไห่ก็นั่งขัดสมาธิอยู่ที่ระเบียงคนเดียว
เขามองแผ่นหลังของซูเย่ที่ค่อยๆ ลับสายตาไปพลางคิดทบทวนอยู่ในใจ
เขารู้ดีว่าซูเย่ต้องมีความลับซ่อนอยู่มากมาย
และซูเย่ก็ต้องมีวาสนาที่ยิ่งใหญ่หนุนหลังอยู่แน่นอน
แต่เฉินคั่วไห่ก็ไม่ได้เค้นถามซูเย่ แถมยังปฏิบัติกับเขาอย่างให้เกียรติสุดๆ
นั่นก็เพราะเขารู้ดีว่า การที่ซูเย่กล้ามาเหยียบถ้ำเสืออย่างไม่สะทกสะท้านแบบนี้
ก็แปลว่าซูเย่ต้องมีความมั่นใจในตัวเองมาก
เผลอๆ ตัวเขาเองก็อาจจะไม่ใช่คู่มือของซูเย่ด้วยซ้ำ
แต่เรื่องนี้เขาก็พอจะรับได้แหละ
ก็เขาเคยอยู่ในเมืองฐานทัพขนาดใหญ่อย่างเมืองฐานทัพจันทร์กระจ่างมาก่อน เลยเคยเห็นอัจฉริยะตัวจริงมาบ้างแล้ว
พวกอัจฉริยะจอมปลอมอย่างหลินอวี่ที่ถูกคนอวยกันจนเกินเบอร์ ในสายตาเขามันช่างดูไร้สาระสิ้นดี
คนพวกนี้ถ้าถูกส่งไปอยู่เมืองฐานทัพขนาดใหญ่ ก็คงเป็นได้แค่เศษฝุ่นที่ไม่มีใครสนใจหรอก
"หมอนี่แหละคืออัจฉริยะที่แท้จริง"
เฉินคั่วไห่มองซูเย่ที่เดินออกจากหน่วยพิฆาตอสูรไปแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ
จริงๆ แล้วเขาก็อยากจะมอบทรัพยากรให้ซูเย่เพื่อเป็นการลงทุนและสร้างสัมพันธ์ที่ดีไว้เหมือนกัน
แต่คิดไปคิดมา เขาก็เลิกล้มความคิดนั้นไป
เหตุผลแรกคือ ก่อนหน้านี้เขากับซูเย่แทบจะไม่เคยข้องเกี่ยวกันเลย ความสัมพันธ์ก็เลยจืดชืด
ขืนอยู่ดีๆ ก็เอาของไปประเคนให้ ซูเย่อาจจะระแวงและคิดว่าเขามีแผนร้ายแอบแฝง ซึ่งมันจะยิ่งทำให้ผลออกมาแย่กว่าเดิม
เหตุผลที่สองคือ ความแข็งแกร่งของซูเย่ในตอนนี้แทบจะเหนือกว่าเขาไปแล้ว
ถ้าซูเย่อยากได้ทรัพยากร แค่กระดิกนิ้วนิดเดียวก็ได้ของดีๆ มาเป็นกองแล้ว จะมาง้อเขาไปทำไม
แถมเขายังสืบดูประวัติของซูเย่แล้วก็พบว่า นอกจากซูเย่จะพัฒนาความแข็งแกร่งได้เร็วปานจรวดแล้ว หมอนี่ยังชอบฉายเดี่ยวไม่ยุ่งกับใครด้วย จึงไม่แน่ว่าซูเย่จะยอมรับของจากเขา
คิดไปคิดมา เขาเลยตัดสินใจไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่า
เขาผ่านโลกมาเยอะ คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานาน ย่อมรู้กฎเกณฑ์การเข้าสังคมดี
เวลาคบค้าสมาคมกับคนอื่น นอกจากจะต้องรู้จักให้ผลประโยชน์แล้ว
ก็ต้องรู้จักประเมินสถานการณ์ด้วยว่าตอนไหนควรเดินหน้า ตอนไหนควรดึงจังหวะ
...
หลังจากกลับมาจากห้องของท่านประธานเฉินคั่วไห่แล้ว ซูเย่ก็ตรงกลับห้องพักของตัวเองทันที
เขานั่งลงบนเก้าอี้และเริ่มขบคิดเรื่องต่างๆ
"ขนาดเฉินคั่วไห่ที่เป็นถึงปรมาจารย์ยุทธ์แถมมีพรสวรรค์การป้องกันระดับกลาง ก็ยังสู้มังกรโลหะเดือดตัวนั้นไม่ได้ โดนอัดจนเจ็บหนักกลับมา"
"ระดับของฉันตอนนี้ยังต่ำกว่าเขาซะอีก ถึงฉันจะเร่งอัปเกรดความแข็งแกร่งจนถึงขุนพลยุทธ์ขั้นปลายได้ในระยะเวลาสั้นๆ โดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ก็เถอะ"
"แต่ถ้าจะทะลวงไปถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ล่ะก็ มันยากเอาการเลยนะ"
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ซูเย่ก็รู้สึกหนักใจและเริ่มร้อนรนขึ้นมา
ถึงมังกรโลหะเดือดตัวนั้นจะโดนอาวุธเลเซอร์เล่นงานจนบาดเจ็บไปแล้ว แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะวิวัฒนาการเสร็จเมื่อไหร่ แล้วพลังจะพุ่งปรี๊ดไปถึงไหน
ซูเย่อยากจะเร่งอัปเกรดความแข็งแกร่งใจจะขาด เพราะอยากจะมีพลังพอที่จะรับมือกับมังกรโลหะเดือดตัวนั้นให้ได้เร็วที่สุด
และตอนที่คุยกับปรมาจารย์ยุทธ์เฉินคั่วไห่เมื่อกี้ เขาก็แอบถามข้อมูลเกี่ยวกับระดับปรมาจารย์ยุทธ์มาด้วย
ซึ่งเฉินคั่วไห่ก็ไม่ได้ปิดบังอะไร เล่าให้ฟังหมดเปลือก
ทำให้ซูเย่กระจ่างขึ้นเยอะ
ยอดฝีมือระดับขุนพลยุทธ์ ถ้าดันระดับการฝึกฝนจนถึงขีดสุดแล้ว ก็ต้องทลายขีดจำกัดพลังเลือดลมของตัวเองให้ได้
ถึงจะทะลวงขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้
และการจะทลายขีดจำกัดเลือดลมให้ได้ไวๆ ก็มีทางลัดอยู่ นั่นคือการใช้ของวิเศษหายากมาขัดเกลาพลังเลือดลมในร่างกายอย่างต่อเนื่อง
จนถึงจุดหนึ่ง ก็จะสามารถทะลุขีดจำกัดร่างกายและก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แต่ของวิเศษพวกนั้นไม่ใช่สิ่งที่ซูเย่จะหามาได้ง่ายๆ ในตอนนี้หรอก
ความจริงก็คือ ขนาดเฉินคั่วไห่เองก็ยังไม่รู้เลยว่าต้องใช้ของวิเศษอะไรบ้างถึงจะช่วยให้นักสู้ทลายขีดจำกัดเลือดลมได้
ที่เขาทะลวงเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้ ก็เพราะอาศัยเวลาสะสมพลังมานานปีดีดักนั่นแหละ
ไม่อย่างนั้นป่านนี้เขาก็คงตันอยู่แค่ขุนพลยุทธ์ขั้นปลายไปตลอดชีวิตแล้ว
"ระดับการฝึกฝนของฉันตอนนี้มาถึงทางตันแล้วแฮะ"
"ถ้าอยากจะเก่งขึ้นไวๆ ก็ต้องไปเน้นเรื่องพรสวรรค์แทนแล้วล่ะ"
ซูเย่พึมพำกับตัวเองและเริ่มวางแผนการฝึกฝนขั้นต่อไป
เขาตั้งใจจะไปล่าสัตว์อสูรที่มีพรสวรรค์สายป้องกัน ดูดซับสเตตัสของมันมาเพื่อเอาพรสวรรค์ป้องกันมาอัปเกรดความอึดให้ตัวเอง
พลังโจมตีของเขาตอนนี้ทะลุหลอดไปแล้ว ถึงอยากจะอัปเพิ่มก็ทำได้ยาก
แต่พรสวรรค์สายป้องกันนี่สิ ตอนนี้เขายังไม่มีเลยสักอัน ถือว่าเป็นจุดอ่อนของเขาเลยแหละ
คิดได้ดังนั้น ซูเย่ก็รีบหาข้อมูลสัตว์อสูรที่มีพรสวรรค์สายป้องกันทันที
ไม่นานเขาก็เจอสัตว์อสูรชนิดหนึ่งที่น่าสนใจเข้า
"สัตว์อสูรหินชิงสือ"
"ไม่คิดเลยว่าจะมีสัตว์อสูรแบบนี้อยู่ด้วย"
ซูเย่อ่านข้อมูลของสัตว์อสูรหินชิงสือแล้วก็ประหลาดใจ
สัตว์อสูรหินชิงสือ หน้าตามันจะคล้ายๆ มนุษย์หิน
เป็นสัตว์อสูรประเภทหินที่รูปร่างใหญ่โตมโหฬาร และส่วนใหญ่ก็จะมีพรสวรรค์สายป้องกันด้วย
"เอาตัวนี้แหละ"
พอล็อกเป้าหมายได้ ซูเย่ก็รีบมุ่งหน้าไปเขตรกร้างทันที
เดือนหน้าโควตาดูดซับของเขาก็จะรีเซตแล้ว
เขาเลยกะจะไปดูลาดเลาก่อน เผื่อจะเจอเป้าหมายที่ถูกใจ
เวลาผ่านไปสักพัก เขาก็มาถึงถิ่นของสัตว์อสูรหินชิงสือ
แต่น่าเสียดาย พอลองกวาดตามองดู
เขาก็พบว่าพรสวรรค์ของสัตว์อสูรหินชิงสือพวกนี้เป็นแค่พรสวรรค์การป้องกันระดับต้นเท่านั้น ซึ่งมันไม่ใช่เป้าหมายที่เขาต้องการ
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่
"หืม ทำไมสัตว์อสูรหินชิงสือตัวนี้ถึงเป็นสีทองล่ะ"
ซูเย่เร้นกายอยู่ในมิติ
และบังเอิญไปเจอสัตว์อสูรหินชิงสือสีทองรูปร่างประหลาดเข้าตัวหนึ่ง
[จบแล้ว]