- หน้าแรก
- ไม่ได้อยากจะโชว์เทพ แค่ตัวฉันอีกโลกมันส่งพลังมาให้เอง
- บทที่ 390 - ยูคิฮิระ โซมะ: ร้านของเซย์ยะตอนนี้มันเทพขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
บทที่ 390 - ยูคิฮิระ โซมะ: ร้านของเซย์ยะตอนนี้มันเทพขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
บทที่ 390 - ยูคิฮิระ โซมะ: ร้านของเซย์ยะตอนนี้มันเทพขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
บทที่ 390 - ยูคิฮิระ โซมะ: ร้านของเซย์ยะตอนนี้มันเทพขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
"เด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนอย่างนาย ไม่มีทางก้าวข้ามนักเรียนที่ผ่านการเคี่ยวกรำในโทสึกิมาตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นสามปีได้หรอก"
เมื่อได้ยินคำพูดของเอรินะ ยูคิฮิระ โซมะก็เผยรอยยิ้มอย่างมั่นใจแล้วตอบกลับไปว่า "ถึงฉันจะไม่รู้หรอกนะว่าการเรียนมัธยมต้นของพวกเธอที่โทสึกิมันจะโหดร้ายแค่ไหน แต่อย่ามาดูถูกกันให้มันมากนักนะ ยัยผู้หญิงหลงตัวเอง!"
"การเคี่ยวกรำในช่วงมัธยมต้นสามปีงั้นเหรอ เธออย่าเข้าใจผิดไปหน่อยเลย เด็กที่โตมาในร้านอาหารอย่างฉันกับเซย์ยะน่ะ พวกเราจับมีดทำครัวกันมาตั้งแต่สามขวบแล้ว"
"เริ่มตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การใช้มีด การสะบัดกระทะ การคุมไฟ และพื้นฐานการทำอาหารอื่นๆ ไปจนถึงการลงมือปรุงอาหารจริงๆ พวกเราต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาเป็นสิบๆ ปี!"
"เธอเคยลองยืนหลังขดหลังแข็งอยู่ในครัววันละสิบชั่วโมงขึ้นไปไหม เคยลองอดหลับอดนอนหลายวันติดเพื่อคิดค้นเมนูอาหารใหม่ๆ หรือเปล่า"
"พวกเราไม่เหมือนคุณหนูคุณชายในโทสึกิที่เก่งแต่ทฤษฎีหรอกนะ ประสบการณ์ลงสนามจริงของพวกเรามีมากกว่าสิบปี การเคี่ยวกรำแค่สามปีในโรงเรียนที่เธอเอามาอวดอ้าง สำหรับพวกเราแล้วมันก็แค่เรื่องเด็กๆ เท่านั้นแหละ"
เมื่อได้ยินยูคิฮิระ โซมะพูดจาดูถูกโรงเรียนโทสึกิที่เธอภาคภูมิใจ แน่นอนว่าเอรินะต้องโกรธมาก เธออยากจะเถียงกลับใจจะขาด แต่เธอกลับหาจุดอ่อนเพื่อโต้แย้งคำพูดของเขาไม่ได้เลย
ตอนนี้สิ่งที่เธอสงสัยเพียงอย่างเดียวก็คือ ยูคิฮิระ โซมะกับพวกนั้นเริ่มจับมีดทำครัวตั้งแต่สามขวบ และต้องผ่านการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กอย่างที่เขาพูดมาจริงๆ หรือเปล่า
สำหรับการโต้เถียงกันระหว่างยูคิฮิระ โซมะและเอรินะ นาคิริ เซนซาเอมอนที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่ได้พูดขัดจังหวะแต่อย่างใด
ในฐานะผู้อาวุโสระดับตำนานแห่งวงการอาหาร เพียงแค่เขามองเห็นมือของยูคิฮิระ โซมะ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดโกหกเลย
เด็กหนุ่มคนนี้เพิ่งจะอายุแค่สิบห้าปี แต่รอยด้านหนาๆ บนมือของเขา มันไม่ใช่สิ่งที่คนที่เพิ่งเรียนทำอาหารมาแค่ไม่กี่ปีจะมีได้อย่างแน่นอน ทั้งหมดนั้นคือหลักฐานของความพยายามและหยาดเหงื่อแรงกายของพวกเขา
นาคิริ เซนซาเอมอนไม่รู้ว่าไซบะ โจอิจิโร่สอนอะไรลูกชายตัวเองไปบ้าง แต่ถ้าพูดถึงแค่เรื่องทักษะพื้นฐานแล้วล่ะก็ ในบรรดานักเรียนของโรงเรียนโทสึกิทั้งหมดตอนนี้ คงไม่มีใครเทียบยูคิฮิระ โซมะได้อย่างแน่นอน
"ฝีมือการทำอาหารของพ่อนาย ปู่รู้ดีที่สุด ต่อให้เป็นบรรดาอาจารย์ของโทสึกิในตอนนี้ ถ้าให้เอาไปเทียบกับพ่อของนายก็ยังห่างชั้นกันอีกเยอะ"
"แล้วการที่หลานที่ได้รับการฝึกฝนจากเขามาตั้งแต่เด็ก กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มที่ชื่อเหวินเหริน เซย์ยะ ปู่จะคิดได้ไหมว่า เหวินเหริน ชิงอิ่งที่เป็นแม่ของเขา มีฝีมือการทำอาหารที่เหนือกว่าพ่อนาย หรือไม่ก็เด็กคนนั้นต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงยิ่งกว่าหลานงั้นเหรอ"
เมื่อได้ยินนาคิริ เซนซาเอมอนพูดว่าเขาด้อยกว่าเซย์ยะ ยูคิฮิระ โซมะก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที เขารีบเถียงกลับไปว่า "ผมไม่ได้ด้อยกว่าเจ้าเซย์ยะสักหน่อย ตอนนี้หมอนั่นก็แค่ก้าวล้ำหน้าผมไปก้าวหนึ่งเท่านั้นแหละ!"
"คุณน้าเหวินเหรินฝึกเซย์ยะมายังไง เรื่องนี้ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมมั่นใจเลยว่าเมื่อก่อนเจ้าเซย์ยะต้องแอบซุ่มฝึกซ้อมหนักกว่าผมลับหลังแน่ๆ"
"ส่วนเรื่องที่คุณปู่ถามว่าคุณน้าเหวินเหรินกับพ่อของผมใครเก่งกว่ากัน เรื่องนี้ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกันครับ เพราะเวลาที่พวกเขาทำอาหารขายในร้าน มันก็เป็นแค่อาหารที่พวกเขาทำออกมาตามใจชอบเท่านั้นแหละ"
"สรุปก็คือในสายตาของผมกับเซย์ยะ พวกเขาสองคนคือเป้าหมายที่พวกเราในตอนนี้ยังไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ก็แล้วกันครับ"
ในขณะที่นาคิริ เซนซาเอมอนและพวกเขากำลังคุยกันเพลินๆ รถยนต์ก็แล่นเข้ามาถึงถนนที่ร้านอาหารของเซย์ยะตั้งอยู่ แต่จู่ๆ คนขับรถก็หันมาบอกกับเซนซาเอมอนว่า "ท่านผู้อำนวยการครับ รถแล่นเข้าไปข้างในไม่ได้แล้วครับ คนเยอะมากจริงๆ"
เมื่อได้ยินคนขับรถพูดแบบนั้น เซนซาเอมอนก็มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความประหลาดใจ "ดูเหมือนว่าร้านอาหารของเพื่อนหลานจะขายดีเอามากๆ เลยนะเนี่ย"
เมื่อเห็นสถานการณ์แบบนั้น ยูคิฮิระ โซมะก็ตอบกลับไปด้วยท่าทีที่เคยชินว่า "ไม่แปลกหรอกครับ ปกติร้านอาหารของบ้านเซย์ยะก็ขายดีอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ร้านของบ้านผมปิดชั่วคราว ลูกค้าก็เลยแห่กันไปกินที่ร้านหมอนั่นหมดไงล่ะครับ"
เนื่องจากมีคนจำนวนมากขวางทางอยู่ รถยนต์จึงไม่สามารถขับเข้าไปได้ นาคิริ เซนซาเอมอนและพวกพ้องจึงต้องลงจากรถแล้วเดินเท้าเข้าไปแทน
และเมื่อลงมาจากรถ พอเอรินะและอาราโตะ ฮิซาโกะเห็นผู้คนต่อคิวยาวเหยียดอยู่เบื้องหน้า สีหน้าของพวกเธอก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง
ด้วยพรสวรรค์ของลิ้นพระเจ้า เอรินะมักจะได้รับเชิญไปเป็นนักวิจารณ์อาหารตามร้านดังๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่เธอก็แทบจะไม่เคยเห็นร้านอาหารร้านไหนที่ขายดีเทน้ำเทท่าได้ขนาดนี้มาก่อนเลย
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องระดับความหรูหราของร้าน ในยุคสมัยที่ทุกอย่างเร่งรีบและเวลาเป็นเงินเป็นทองแบบนี้ การที่มีคนจำนวนมากยอมสละเวลามายืนรอคิว แถมทุกคนที่เดินออกจากร้านต่างก็มีใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจ แค่นี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้แล้วว่าอาหารของร้านนี้จะต้องมีความพิเศษที่ไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน
"เดี๋ยวผมพาพวกคุณเดินเข้าทางลัดดีกว่าครับ ขืนไปต่อคิวกับคนพวกนั้น มีหวังกว่าจะถึงคิวเรา เซย์ยะหมอนั่นคงชิงปิดร้านหนีไปก่อนแน่ๆ"
เมื่อก่อนร้านอาหารเหวินเหรินก็ขายดีอยู่หรอก แต่ลูกค้าที่มาต่อคิวก็ไม่ได้เยอะมหาศาลขนาดนี้ ดังนั้นเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ยูคิฮิระ โซมะก็อดประหลาดใจไม่ได้เหมือนกัน
"ตอนนี้ปู่ชักจะเริ่มตั้งตารออาหารฝีมือเพื่อนของหลานแล้วสิ"
ด้วยฐานะผู้อำนวยการใหญ่ของโทสึกิ บวกกับลิ้นพระเจ้าของเอรินะ ถ้าพวกเขาอยากจะไปกินอาหารร้านไหน อย่าว่าแต่ต้องต่อคิวเลย ต่อให้อีกฝ่ายต้องส่งรถมารับส่งแบบวีไอพีแล้วปิดร้านเลี้ยงต้อนรับ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
แต่คราวนี้พวกเขามาโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นเมื่อเห็นคิวยาวเหยียดตรงหน้า พวกเขาจึงต้องยอมหน้าด้านเดินเข้าทางลัดไปพร้อมกับยูคิฮิระ โซมะ
และในจังหวะที่ยูคิฮิระ โซมะพาเอรินะและคนอื่นๆ เดินลัดเลาะผ่านร้านยูคิฮิระของตัวเอง แล้วตั้งใจจะทะลุผ่านตรอกที่เชื่อมระหว่างสองร้านเพื่อเข้าไปในร้านอาหารเหวินเหริน จู่ๆ พวกเขาก็ถูกพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งขวางทางเอาไว้
"ต้องขออภัยด้วยนะคะ หากต้องการจะเข้ามาทานอาหารในร้านของเรา กรุณาแสดงบัตรคิวก่อนเข้ามาด้วยค่ะ"
"บัตรคิว?" ยูคิฮิระ โซมะมองดูพนักงานเสิร์ฟที่ขวางทางเขาด้วยสีหน้างุนงง เขาไม่เห็นจะจำได้เลยว่าการมากินข้าวที่ร้านของเซย์ยะต้องใช้ของแบบนี้ด้วย...
แล้วไอ้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่มันใครกันเนี่ย พนักงานที่เซย์ยะจ้างมา ไม่ใช่ยัยผู้หญิงน่ารำคาญคนก่อนหน้านี้หรอกเหรอ
นี่เพิ่งจะผ่านไปไม่เท่าไหร่เอง ยัยผู้หญิงคนนั้นโดนเซย์ยะไล่ออกไปแล้วงั้นเหรอ
"ขออภัยด้วยจริงๆ ค่ะ ถ้าไม่มีบัตรคิว ทางเราไม่สามารถให้พวกคุณเข้าไปได้ค่ะ เพราะตอนนี้ยังมีลูกค้าอีกหลายท่านที่กำลังรอทานอาหารอยู่เลยค่ะ"
"พวกคุณสามารถรับบัตรคิวตรงนี้ไว้ก่อนได้นะคะ แล้วพอถึงคิวของพวกคุณ ทางเราจะเรียกให้ทราบอีกทีค่ะ"
เมื่อเห็นอีกฝ่ายกล่าวขอโทษด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เขียนหมายเลข "666" มาให้ ยูคิฮิระ โซมะก็ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย
"เอ่อ... คือว่าผมเป็นเพื่อนของเถ้าแก่ร้านพวกคุณน่ะครับ รบกวนไปบอกเขาทีสิครับ แล้วเขาจะให้พวกเราเข้าไปเอง"
ถึงจะไม่รู้ว่าหมายเลข "666" ในมือมันหมายถึงจำนวนคนหรือจำนวนโต๊ะ แต่ที่แน่ๆ ถ้ารอให้ถึงคิวนี้ล่ะก็ มีหวังรอจนรากงอกแน่ โซมะจึงตัดสินใจใช้สิทธิพิเศษความเป็นเพื่อนซี้วีไอพีเพื่อลัดคิวเข้าไป
"คุณลูกค้าคะ กรุณาอย่าทำให้พวกเราต้องลำบากใจเลยค่ะ เพราะคุณเป็นคนที่สิบเอ็ดของวันนี้แล้วนะคะที่อ้างว่าเป็นเพื่อนกับเถ้าแก่ร้านเรา"
ยูคิฮิระ โซมะ: "( ̄◇ ̄;) อะไรนะ นี่คิดว่าฉันต้องมาหลอกเธอหรือไง"
"ฉันชื่อยูคิฮิระ โซมะ ร้านยูคิฮิระที่อยู่ข้างๆ นี่ก็ร้านบ้านฉันเอง ฉันกับเซย์ยะหมอนั่นโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังแก้ผ้าวิ่งเล่นด้วยกันเลยนะเว้ย!"