- หน้าแรก
- ปฏิวัติวงการมายา ด้วยระบบสวมวิญญาณนักแสดง
- บทที่ 250 - หนังเรื่องใหม่??
บทที่ 250 - หนังเรื่องใหม่??
บทที่ 250 - หนังเรื่องใหม่??
บทที่ 250 - หนังเรื่องใหม่??
หลังจากมื้อค่ำสิ้นสุดลงเพราะเรื่องที่หลินเฟิงพูดทิ้งท้ายไว้ทำให้ทุกคนยังไม่ได้เดินทางออกจากเมืองเซี่ยงไฮ้
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังไปรวมตัวกันที่ห้องพักของหนิงห้าวอีกด้วย
สวีเจิงกวาดสายตามองทุกคนในห้องแล้วเริ่มทำลายความเงียบขึ้นมาว่า "ทุกคนคิดว่าหลินเฟิงอยากจะถ่ายอะไรออกมาโดยใช้เวลาแค่สามถึงห้าวันแบบนี้ครับ"
ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ทันที
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งสวีเจิงก็ลองเสนอความเห็นขึ้นมาว่า "เมื่อครู่นี้หลินเฟิงเพิ่งจะเห็นหัวข้อร้อนแรงนั่นแล้วถึงได้มีความคิดที่อยากให้พวกเราอยู่ต่อกะทันหันครับ"
"เมื่อดูจากสถานการณ์แล้ว การที่หลินเฟิงอยากให้เราอยู่ถ่ายหนังเรื่องยาวด้วยกัน ก็น่าจะเป็นการทำเพื่อโต้ตอบข่าวในอินเทอร์เน็ตครับ"
"ส่วนวิธีที่เขาจะใช้ตอบโต้จะเป็นอย่างไรนั้น?"
"สิ่งที่ผมพอจะนึกออกก็คือหลินเฟิงอาจจะถ่ายทำในรูปแบบของสารคดีที่บันทึกมุมมองของพวกเราที่มีต่อภาพยนตร์ครับ"
"มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่หลินเฟิงจะสามารถถ่ายทำหนังเรื่องยาวให้จบได้ภายในเวลาเพียงสามถึงห้าวันครับ"
สวีเจิงเป็นคนที่มีไหวพริบดีจริงๆ
ข้อสันนิษฐานของเขานั้นดูสอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริงมากที่สุด
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
ทันทีที่สวีเจิงพูดจบเสียงแจ้งเตือนมือถือของทุกคนก็ดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน
ทุกคนต่างรีบเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาดูทันที
เป็นอีเมลที่หลินเฟิงส่งมาให้พวกเขานั่นเอง
เมื่อพบเช่นนั้นทุกคนจึงหันไปสบตากันอย่างมีความหมาย
เนื้อหาในอีเมลนี้คงจะเป็นสิ่งที่จะใช้ถ่ายทำกันในเร็วๆ นี้ใช่ไหมนะ
เมื่อคิดได้ดังนั้นทุกคนจึงรีบกดเปิดไฟล์ขึ้นมาดูทันที
พวกเขาได้พบกับเอกสารไฟล์หนึ่ง
หรือจะพูดให้ถูกก็คือพวกเขาได้พบกับ "บทภาพยนตร์" เรื่องหนึ่งเข้าเสียแล้ว!
มันเป็นบทที่มีเนื้อหามากพอที่จะใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ความยาวเก้านาทีได้เลยทีเดียว
ทุกคนถึงกับอึ้งไปอีกรอบ
หลินเฟิงต้องการถ่ายหนังจริงๆ อย่างนั้นเหรอ
แต่ทำไมเขาถึงบอกว่าต้องการเวลาจากพวกเราแค่สามถึงห้าวันก็เพียงพอแล้วล่ะ
ไม่มีใครเข้าใจเหตุผลนี้ได้เลย
ดังนั้นความสนใจของทุกคนจึงพุ่งเป้าไปที่เนื้อหาในบทภาพยนตร์แทน
ทันทีที่เปิดอ่านพวกเขาก็พบว่าบทภาพยนตร์เกือบทั้งเรื่องนั้นมีแต่บทสนทนาโต้ตอบกันไปมา!
และที่ประหลาดไปกว่านั้นก็คือเมื่ออ่านไปได้ครึ่งทางแล้ว ตัวละครทุกตัวในเรื่องยังคงนั่งอยู่ที่เดิมในฉากเดียวกันไม่ไปไหนเลย!
นี่มันคือละครเวทีหรือเปล่าเนี่ย
แต่ดูแล้วมันก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงทุกคนที่อยู่ที่นั่นต่างก็อ่านบทภาพยนตร์จนจบ
พวกเขามองหน้ากันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและงุนงงอย่างถึงที่สุด
ทว่าในตอนนั้นพวกเขากลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดคุยกันอย่างไรดี
ครู่ต่อมาหนิงห้าวเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาเป็นคนแรก
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า "ตอนที่ผมกับสวีเจิงไปศึกษาดูงานที่ฮอลลีวูด ผมมักจะได้รับยินคนทำหนังที่นั่นพูดกันบ่อยๆ ครับ"
"พวกเขาบอกว่าหลินเฟิงคืออัจฉริยะ ทั้งในฐานะผู้กำกับ นักแสดง และคนเขียนบทครับ"
"พวกเขายังบอกอีกว่าควอนตินที่เป็นอัจฉริยะด้านการเขียนบทนั้นยกย่องหลินเฟิงมากที่สุดครับ"
"มาตอนนี้ผมได้ประจักษ์ถึงความสามารถในการเขียนบทของหลินเฟิงด้วยตาตัวเองแล้วจริงๆ ครับ"
"ลำพังแค่หลินเฟิงเป็นคนเขียนบทเพียงอย่างเดียว เขาก็สามารถสร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกได้แล้วครับ!"
หนิงห้าวและสวีเจิงได้เข้าร่วมโปรเจกต์แรกของจงอิ่งในการส่งตัวคนทำหนังไปเรียนรู้ที่ฮอลลีวูด
อันที่จริงพวกเขายังเรียนไม่จบหลักสูตรด้วยซ้ำ
แต่เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงพักผ่อนพวกเขาจึงได้เดินทางกลับประเทศจีนมา
ดังนั้นหนิงห้าวและสวีเจิงจึงมีความเข้าใจถึงอิทธิพลของหลินเฟิงในฮอลลีวูดได้ดีกว่าคนจีนคนอื่นๆ มาก
และนั่นเอง!
หลังจากฟังคำพูดของหนิงห้าวจบสวีเจิงก็พยักหน้าเห็นด้วยแล้วพูดว่า "ผมกล้าพูดเลยว่าถ้าหลินเฟิงเอาบทนี้ไปขายที่ฮอลลีวูด เขาจะสามารถขายได้ราคาหลายสิบล้านเหรียญแน่นอนครับ!"
เมื่อพูดถึงตรงนี้สวีเจิงก็หันไปมองเติ้งเฉา หนีนี หยางมี่ และหลิวซือซือ
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า "ผมไม่รู้แผนการที่แน่นอนของหลินเฟิงหรอกนะครับ"
"แต่ผมสัมผัสได้ว่านี่คือโอกาสทองของพวกเราทุกคนครับ"
"ผมกล้าพูดเลยว่าต่อให้หลินเฟิงจะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ออกมาด้วยวิธีที่หยาบและเรียบง่ายที่สุดก็ตาม"
"มันจะสร้างผลประโยชน์มหาศาลที่พวกเราคาดไม่ถึงให้แกทุกคนแน่นอนครับ"
"เรายังไม่ต้องพูดถึงว่าบทภาพยนตร์เรื่องนี้มีคุณภาพสูงส่งเพียงใดนะครับ"
"แต่ต้องจดจำไว้ให้ดีว่า นี่คือผลงานของหลินเฟิงครับ!"
ทุกคนต่างเข้าใจความหมายของสวีเจิงและพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเคร่งขรึม
คำว่า "ผลงานของหลินเฟิง" มีมูลค่ามหาศาลเพียงใด ย่อมเป็นที่รู้กันดีแม้แต่ในระดับโลก
สวีเจิงจึงต้องการย้ำเตือนให้ทุกคนตั้งใจและทุ่มเทกับการถ่ายทำในครั้งนี้อย่างเต็มที่ที่สุด
ความจริงแล้วสวีเจิงอาจจะกังวลใจมากเกินไปหน่อย
ในเมื่อเขายังมองออกแล้วคนอื่นๆ ในห้องนี้จะมีใครมองไม่ออกบ้างล่ะ
ในคืนนั้นทุกคนที่อยู่ที่นั่นไม่เว้นแม้แต่คนเดียว เมื่อกลับถึงห้องพักของตนเองต่างก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว
พวกเขาทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการอ่านบทภาพยนตร์อย่างบ้าคลั่ง!
พวกเขาไม่มีทางยอมปล่อยให้โอกาสที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้หลุดลอยไปได้เด็ดขาด!
หลินเฟิงย่อมไม่รู้ถึงความคิดของทุกคน
ในคืนนี้เขาเองก็ยุ่งมากเช่นกัน
เขากำลังตรวจสอบจุดบกพร่องในบทภาพยนตร์ซ้ำอีกรอบ
ใช่แล้ว!
บทภาพยนตร์เรื่องนี้คือสิ่งที่หลินเฟิงได้รับเป็นรางวัลจากการสุ่มในระบบก่อนหน้านี้
บทจากระบบย่อมมีความสมบูรณ์แบบในตัวเองอยู่แล้ว
ทว่าหลินเฟิงได้ทำการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนเล็กน้อย
เขาเปลี่ยนตัวละครในเรื่องให้กลายเป็นคนจีนทั้งหมด
เพราะนักแสดงที่จะมาร่วมแสดงในครั้งนี้ล้วนเป็นนักแสดงชาวจีนนั่นเอง
หลังจากยุ่งอยู่นานเกือบครึ่งคืนหลินเฟิงก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง
ก่อนที่จะหลับไปนั้นอันที่จริงหลินเฟิงมีความคาดหวังอยู่ลึกๆ
หยางมี่ หลิวซือซือ และหนีนี ต่างก็พักอยู่ในโรงแรมแห่งเดียวกันนี้!
ก่อนหน้านี้เมื่อต้องเผชิญกับเสน่ห์ของพวกเธอ หลินเฟิงไม่เคยเป็นฝ่ายรุกก่อนเลย
แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธพวกเธอหรอกนะ
ตอนนั้นเขาแค่รู้สึกว่ามันน่ารำคาญใจเกินไปเท่านั้นเอง
แต่มาตอนนี้ล่ะ?
หลินเฟิงมีทักษะ "เข้าฝัน" อยู่ในมือนี่นา
น่าเสียดายที่ในคืนนี้หลินเฟิงกลับไม่ได้เปิดใช้งานทักษะเข้าฝันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เรื่องนี้ทำให้หลินเฟิงรู้สึกสงสัยอยู่ไม่น้อย
หรือว่าหยางมี่ หลิวซือซือ และหนีนีจะเปลี่ยนไปแล้วอย่างนั้นเหรอ
จะเปลี่ยนไปหรือไม่นั้นย่อมไม่มีใครล่วงรู้ได้
สิ่งเดียวที่รู้ก็คือ เมื่อคืนพวกเธอไม่ได้นอนเลยแม้แต่นาทีเดียว เพราะมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านบทภาพยนตร์อยู่นั่นเอง
หลินเฟิงไม่รู้เรื่องเหล่านี้และไม่ได้คิดอะไรมาก
หลังจากตื่นนอนเขาจึงส่งข้อความไปหาทุกคนที่ร่วมทานมื้อค่ำเมื่อคืน
เขาให้ทุกคนทำความคุ้นเคยกับบทในช่วงเช้า และนัดแนะให้มารวมตัวกันเพื่อประชุมอ่านบทในช่วงบ่าย
ทันทีที่เสร็จสิ้นการประชุมอ่านบทในช่วงบ่าย หลินเฟิงจะเริ่มการถ่ายทำภาพยนตร์ในวันพรุ่งนี้ทันที!
เมื่อถึงเวลาประชุมอ่านบทในช่วงบ่าย หลินเฟิงสังเกตเห็นว่าทุกคนต่างก็มีรอยคล้ำใต้ตาที่ค่อนข้างชัดเจน และดูเหมือนจะมีอาการอ่อนเพลียอยู่บ้าง
เมื่อคืนดื่มหนักเกินไปอย่างนั้นเหรอ
หรือว่าตอนนี้ยังไม่สร่างเมากันนะ
โชคดีที่คนเหล่านี้ล้วนเป็นมืออาชีพ
พวกเขาทุกคนต่างรวบรวมสมาธิและตั้งใจทำงานทันทีที่การประชุมเริ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้การประชุมอ่านบทจึงสิ้นสุดลงอย่างราบรื่นและสมบูรณ์แบบ
อันที่จริงบทภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากนัก และตัวละครในเรื่องก็ค่อนข้างเข้าใจง่าย
สำหรับนักแสดงมืออาชีพที่อยู่ที่นี่จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเลย
ปัญหาเดียวที่มีก็คือทุกคนต้องจำบทพูดที่ค่อนข้างเยอะกว่าปกติเท่านั้นเอง
แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก
การจำบทพูดคือทักษะพื้นฐานของนักแสดงอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลงหลินเฟิงเห็นว่าทุกคนดูเหนื่อยล้ามากจึงยอมให้พวกเขากลับไปพักผ่อนได้
ในที่สุดคืนนี้ก็ผ่านพ้นไปอีกครั้ง
ที่น่ากล่าวถึงก็คือ ในคืนนี้หลินเฟิงก็ยังคงไม่ได้เปิดใช้งานทักษะเข้าฝันเช่นเดิม
เรื่องนี้ทำให้หลินเฟิงรู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อย
แต่เขาก็ไม่ได้เก็บมาเป็นกังวลให้มากความ
เพราะในวันนี้เองที่หลินเฟิงจะเริ่มต้นการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องใหม่เสียที!
ภาพยนตร์เรื่องยาวหรือหนังเรื่องใหม่ที่หลินเฟิงจะถ่ายทำในครั้งนี้มีชื่อว่า "The Man from Earth คนเหยียบโลก"!
[จบแล้ว]