- หน้าแรก
- ปฏิวัติวงการมายา ด้วยระบบสวมวิญญาณนักแสดง
- บทที่ 140 - การแสดงละครซ้อนละคร
บทที่ 140 - การแสดงละครซ้อนละคร
บทที่ 140 - การแสดงละครซ้อนละคร
บทที่ 140 - การแสดงละครซ้อนละคร
เวลาผ่านไปประมาณสามสิบนาทีเศษ หลินเฟิงถึงได้เดินออกจากห้องแต่งตัว
จากนั้นหลินเฟิงจึงเริ่มต้นการถ่ายทำของวันนี้อย่างเป็นทางการ
กล้องค่อยๆ เลื่อนลงมาจากที่สูงแล้วจับภาพไปที่หอพักแห่งหนึ่ง
นั่นคือหอพักที่ดูทรุดโทรมและเก่าแก่มาก
ทว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในหอพักแห่งนี้กลับยุ่งอยู่กับกิจกรรมของตัวเองอย่างขะมักเขม้น
แม้สภาพแวดล้อมจะดูวุ่นวายแต่กลับแฝงไปด้วยพลังงานและความสงบสุขอย่างน่าประหลาด
ในจังหวะนั้นเอง กล้องก็เลื่อนไปจับภาพที่เฮียหมู
เฮียหมูที่ทรงผมยุ่งเหยิงเหมือนรังนกสวมชุดนอนออกมาด้วยท่าทางเกียจคร้านและไร้ระเบียบ
เขาเพิ่งจะทานอาหารเช้าเสร็จแล้วหยิบเหล้าขวดหนึ่งมากลั้วปาก
ทว่าสุดท้ายเขากลับไม่ได้บ้วนน้ำเหล้านั้นทิ้งแต่กลับกลืนลงคอไปเสียอย่างนั้น
จากนั้นเฮียหมูจะทำท่าทางว่าจะจ่ายเงินค่าอาหาร
ทว่าเจ้าของร้านกลับบอกว่าไม่ต้อง
เฮียหมูพร่ำบอกว่า "ไม่ต้องเหรอ ไม่ต้องเหรอ" แต่ในขณะเดียวกันมือกลับหยิบอาหารเช้าห่อกลับบ้านไปด้วยหน้าตาเฉยโดยไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย!
หลังจากได้อาหารเช้าติดมือมาแล้ว เขาก็เดินไปที่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าแล้วตีก้นช่างเย็บผ้าหนึ่งทีอย่างหยอกล้อ
จากนั้นเฮียหมูก็แสดงท่าทีแทะโลมบ่อหยาเจินด้วยคำพูดที่รกรุงรัง
เมื่อถึงตรงนี้ ภาพลักษณ์ของเฮียหมูจึงถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างชัดเจน
เขาเป็นคนขี้เกียจ ชอบฉวยโอกาส มีนิสัยกะล่อน และปากว่าตาขยิบ
ภาพลักษณ์ของเฮียหมูในตอนนี้ความจริงแล้วควรจะเป็นที่น่ารังเกียจอยู่บ้าง
ทว่าเรื่องประหลาดก็คือเจ้าหน้าที่ทีมงานที่อยู่รายรอบกลับไม่ได้รู้สึกเกลียดชังเฮียหมูเลย แต่พวกเขากลับหัวเราะออกมาและรู้สึกว่าเฮียหมูดูตลกดี
ในจังหวะนั้นเอง บ่อหยาเจินที่ถูกเฮียหมูแทะโลมก็วิ่งออกจากร้านตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยความโกรธมาที่ลานกลางบ้าน
มุมกล้องจึงเปลี่ยนทิศทางมาจับภาพที่เจี้ยงเป้าทันที
เจี้ยงเป้ากำลังสระผม แปรงฟัน และอาบน้ำไปพร้อมๆ กัน
ทันใดนั้นเองน้ำจากก๊อกก็หยุดไหลกะทันหัน
เจี้ยงเป้าที่กางเกงหลุดจนเห็นบั้นท้ายแวบๆ แหงนหน้ามองขึ้นไปที่ตึกเบื้องหน้าแล้วตะโกนลั่น
"เจ๊สี่ ทำไมจู่ๆ น้ำถึงไม่ไหลล่ะครับ"
หน้าต่างห้องชั้นบนถูกเปิดออกอย่างรุนแรงและเจ๊สี่ก็ปรากฏตัวขึ้นในกล้อง
เจ๊สี่ที่ติดโรลม้วนผมไว้เต็มศีรษะสวมชุดนอนและคาบบุหรี่ไว้ในปากจ้องมองเจี้ยงเป้าด้วยสายตาดุดัน
จากนั้นเธอก็เดินลงมาข้างล่างพร้อมกับพ่นคำด่าทอใส่เจี้ยงเป้าไม่หยุด
"ค่าน้ำมันไม่ต้องใช้เงินหรือไง! ไอ้พวกสารเลว เดือนนี้ค่าเช่าก็ยังไม่ได้จ่ายแต่กลับเรื่องมากกันนักนะ"
เจี้ยงเป้าทำหน้าละห้อยแล้วตอบว่า "แต่ผมเพิ่งสระผมไปได้ครึ่งเดียวนะ เจ๊มาปิดวาล์วน้ำได้ยังไง"
เจ๊สี่ตอบกลับอย่างไร้ความปราณี "ไม่ใช่แค่ตอนนี้ที่จะปิดนะ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป วันจันทร์พุธศุกร์หยุดจ่ายน้ำ อังคารพฤหัสเสาร์จ่ายน้ำแบบจำกัดเวลา มีปัญหาอะไรไหม!"
ด่าเสร็จเจ๊สี่ก็ตั้งท่าจะเดินกลับไป
ระหว่างทางมีผู้เช่าห้องเข้ามาทักทายสวัสดีเจ๊สี่
เจ๊สี่สวนกลับทันควัน "สวัสดีแม่นายสิ! ถ้าวันนี้แกยังไม่จ่ายค่าเช่า ฉันจะเผาร้านแกทิ้งซะ!"
หลังจากด่าเสร็จ เจ๊สี่หันหลังกลับมาเจอช่างเย็บผ้าที่กำลังทำท่าจีบปากจีบคอส่งยิ้มประจบประแจงให้เธอ
เจ๊สี่ไม่ให้เกียรติแม้แต่น้อยและด่าออกมาว่า "ยิ้มอะไร! ยิ้มแล้วไม่ต้องจ่ายค่าเช่าหรือไง! ไอ้แก่ตูดรั่ว!"
ช่างเย็บผ้าถูกด่าจนต้องรีบหันหลังหนีไปทันที
เจ๊สี่หันหลังกลับมาเจอขุมกำลังแขนเหล็ก เธอจึงด่าต่อว่า "มีแรงเยอะนักนะ สมน้ำหน้าแล้วที่ต้องเป็นกุลีไปชั่วชีวิต!"
หลังจากด่าจนสาแก่ใจเจ๊สี่ก็เตรียมจะกลับห้อง แต่เธอกลับพบว่าเจี้ยงเป้ายังคงยืนอยู่ที่เดิม
เธอดินเข้าไปแล้วตบหน้าเจี้ยงเป้าจนคว่ำลงไปกับพื้นทันที
ต่อมาเจ๊สี่ก็ได้เจอกับเฮียหมูและพบว่าเฮียหมูกำลังแอบดูป้าหกอาบน้ำอยู่
เจ๊สี่จึงจัดการสั่งสอนเฮียหมูชุดใหญ่และสุดท้ายยังโยนเขาลงมาจากชั้นบนอีกด้วย
จนถึงตอนนี้ การถ่ายทำในส่วนนี้จึงจบลงอย่างสมบูรณ์
หลายคนที่ดูฉากนี้อาจจะจดจำได้เพียงประโยค "เจ๊สี่ ทำไมจู่ๆ น้ำถึงไม่ไหลล่ะครับ" ของเจี้ยงเป้าเท่านั้น
ทว่าความจริงแล้วในฉากนี้มีรายละเอียดมากมายที่ควรค่าแก่การพูดถึง
ในอนาคต เอ๋อดงเซิงเคยลองนำฉากนี้ไปถ่ายทำใหม่โดยใช้นักแสดงที่มีชื่อเสียงแต่กลับออกมาล้มเหลวไม่เป็นท่า!
จะตลกก็ไม่ตลก จะจริงจังก็ไม่ใช่ มันดูขัดเขินจนน่าอึดอัดไปหมด
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
อย่างแรกคือการแสดงของนักแสดง
ทันทีที่เฮียหมูปรากฏตัว แม้เขาจะดูหยาบคายแต่กลับไม่ทำให้คนดูรู้สึกรังเกียจมากนัก
นั่นเป็นเพราะเขามีจังหวะที่พอเหมาะพอเจาะ
และหากมองจากภาพลักษณ์แล้ว ผู้ชมจะรู้สึกได้ทันทีว่าความจริงแล้วเขาคือคนขี้ขลาด
ต่อมาคือเจี้ยงเป้า
เจี้ยงเป้าดูเหมือนคนสติไม่ดีแต่เขาไม่ได้บ้า เขาเพียงแค่เป็นคนซื่อ
ดังนั้นแววตาของเขาจึงดูใสซื่อและมีประกาย เหมือนเด็กหนุ่มที่ยังไม่เคยผ่านความโสมมของสังคมและเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์
ส่วนเจ๊สี่ล่ะ?
เจ๊สี่ดูดุร้ายเพราะเธอมีอำนาจ
ทว่าในความดุร้ายนั้นเธอกลับไม่ได้เพียงแต่จะด่าทอไปวันๆ แต่เธอยังแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดหวังในตัวคนเหล่านี้ที่ดูไม่เอาถ่านรวมอยู่ด้วย
และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือการควบคุมมุมกล้อง
ในส่วนนี้ กล้องเริ่มต้นจากเฮียหมูแล้วเลื่อนไปที่บ่อหยาเจินที่ถูกแทะโลม
จากนั้นบ่อหยาเจินที่วิ่งไปกลางลานบ้านก็นำพากล้องไปที่เจี้ยงเป้า
เจี้ยงเป้าที่ไม่มีน้ำอาบแหงนหน้ามองตึก
ในตอนนั้นเอง มุมกล้องจึงเลื่อนตามขึ้นไปที่เจ๊สี่
การเปลี่ยนผ่านของมุมกล้องนั้นไร้ซึ่งรอยต่อและดูไหลลื่นราวกับถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์!
หากเผิงคูจื่อมาเห็นภาพการถ่ายทำในฉากนี้ เขาคงจะให้คำนิยามออกมาด้วยคำเพียงสามคำ
"ระดับปรมาจารย์!"
การใช้มุมกล้องในกังฟูถือเป็นระดับปรมาจารย์อย่างแท้จริง
และมันเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องเลยทีเดียว!
นอกจากนี้สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือการสร้างภาพลักษณ์ของตัวละครในกังฟู
เพียงแค่ไม่กี่มุมกล้องเมื่อครู่กลับมีตัวละครสำคัญปรากฏตัวออกมาหลายตัว
และในมุมกล้องเหล่านั้น เอกลักษณ์ของตัวละครแต่ละตัวกลับถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด
ถึงขั้นที่ผู้ชมจะสามารถจดจำตัวละครเหล่านี้ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น!
ภาพยนตร์เรื่องอื่นอาจจะใช้เวลาทั้งเรื่องแต่กลับไม่สามารถสร้างตัวละครที่น่าจดจำได้เลยสักตัวเดียว!
และนั่นเอง เมื่อหยวนชิวและหยวนหัวได้เห็นภาพจากการถ่ายทำหลังจากจบฉากนี้ พวกเขาต่างก็รู้สึกเลื่อมใสในตัวหลินเฟิงจนหมดหัวใจ
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจความหมายของข้อเสนอแนะที่ดูประหลาดของหลินเฟิงในห้องแต่งตัวก่อนหน้านี้แล้ว
เป็นเพราะรายละเอียดของการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่หลินเฟิงสั่งมา ตัวละครเหล่านี้จึงดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้!
"นี่คงจะเป็นความแตกต่างระหว่างผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่และผู้กำกับทั่วไปสินะ?"
"แม้จะเป็นบทภาพยนตร์เดียวกันแต่ผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่กลับสามารถใช้รายละเอียดเล็กน้อยทำให้ตัวละครมีมิติขึ้นมาได้"
"ทำให้ภาพที่ออกมาดูน่าสนใจและมีชีวิตชีวา"
"หลินเฟิงดูไม่เหมือนคนที่เพิ่งจะกำกับหนังเป็นเรื่องที่สองเลยสักนิด!"
หยวนชิวและหยวนหัวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมหลินเฟิงลับหลังด้วยความยกย่อง
สิ่งนี้ทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นและตั้งใจกับการถ่ายทำมากขึ้นไปอีกระดับ
หลินเฟิงไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าเหล่านักแสดงนำต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เขาไปในทางที่ดีเช่นนี้
หลังจากถ่ายทำฉากนี้เสร็จ หลินเฟิงก็ต้องเตรียมตัวเข้าฉากในบทบาทของอาซิงทันที
เขานำสี่ตาคู่หูของเขามาที่หอพักและมาหยุดที่ร้านตัดผมของเจี้ยงเป้า
หลังจากสี่ตาตัดผมเสร็จ หลินเฟิงก็เริ่มต้นแผนการของเขา
เขาหาเรื่องเจี้ยงเป้าด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น โดยถามว่า "ทำไมถึงตัดออกมาดูดีขนาดนี้?"
"ใครสั่งให้แกตัดออกมาสวยแบบนี้วะ"
"หาเรื่องกันนี่หว่า?"
มันคือการพาลที่ไร้เหตุผลและแสดงออกชัดเจนว่าตั้งใจมาหาเรื่อง
ทว่าหลินเฟิงกลับไม่ได้สื่ออารมณ์ออกมาให้คนดูรู้สึกว่าเขาคือคนโหดเหี้ยมหรือวายร้ายเลย
แต่มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนเด็กน้อยที่กำลังเล่นขายของอยู่เสียมากกว่า
เรื่องนี้ทำเอานักแสดงนำที่อยู่รายรอบต่างพากันมึนงงไปหมด
พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมบรรยากาศถึงได้ดูแปลกประหลาดขนาดนี้
"ทั้งที่แววตาของหลินเฟิงดูมีความดุดันนะ"
"และสิ่งที่เขาทำก็คือนิสัยของคนชั่วชัดๆ"
"แต่เขากลับทำให้คนดูรู้สึกได้ว่าเขาไม่มีทางทำเรื่องชั่วร้ายเหล่านั้นได้จริงๆ หรอก"
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
เพราะมันดูตั้งใจเกินไป!
หลินเฟิงกำลังแสดงออกถึงความพยายามที่จะทำตัวให้ดูโหดเหี้ยมอย่างตั้งใจเกินเหตุ!
เขากำลังแสดงละครซ้อนละคร!
และที่สำคัญที่สุดคือ เขาสามารถสื่อสารความหมายในชั้นเชิงนี้ออกมาได้อย่างแม่นยำ จนทำให้ผู้ชมมองออกได้ในพริบตาว่าอาซิงกำลังแกล้งทำเป็นโหดอยู่!
[จบแล้ว]