เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 660 ตัดหางปล่อยวัด

บทที่ 660 ตัดหางปล่อยวัด

บทที่ 660 ตัดหางปล่อยวัด


บทที่ 660 ตัดหางปล่อยวัด

ในวินาทีนั้น ผู้บัญชาการใหญ่ก็รู้ตัวแล้วว่าทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว

ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แต่คนในเขตหลิงซวีอีกมากมายก็จะต้องตาย

ซูเฉินหันไปมองทหารทั้งสามคน เขาไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้พูดพร่ำทำเพลง ก็ลงมือสังหารพวกมันทิ้งทันที

เขตหลิงซวีแห่งนี้พัวพันกับผลประโยชน์ของใครหลายคน ดังนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ จึงมียอดฝีมือจำนวนไม่น้อยที่คอยจับตาดูเหตุการณ์อยู่อย่างเงียบๆ เมื่อพวกมันได้เห็นพลังฝีมืออันน่าสะพรึงกลัวที่ซูเฉินแสดงออกมา แต่ละคนก็ถึงกับหน้าถอดสีด้วยความหวาดผวา

นี่มัน... เป็นไปได้อย่างไร!

ถึงกับสามารถสังหารผู้บัญชาการใหญ่แห่งเขตหลิงซวีได้อย่างง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ ราชวงศ์ถึงกับยอมส่งยอดฝีมือระดับปรมาจารย์เซียนมาเพื่อกวาดล้างปัญหาในเขตหลิงซวีเชียวหรือ แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับปรมาจารย์เซียนในราชวงศ์ทุกคนล้วนเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันดี ทว่าซูเฉินผู้นี้กลับเป็นใบหน้าที่แปลกตาอย่างสิ้นเชิง

เมื่อหลายคนได้ประจักษ์ถึงความจริงข้อนี้ ต่างก็ใจสั่นสะท้าน รีบถอนตัวหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว และเริ่มตัดขาดความสัมพันธ์กับเขตหลิงซวีทันที

ซูเฉินไม่ได้เดินเอ้อระเหยลอยชายอีกต่อไป ร่างของเขาหายวับไปจากจุดนั้นในชั่วพริบตา ราวกับระเหยกลายเป็นไอไปดื้อๆ ไม่มีใครรู้เลยว่าซูเฉินหายตัวไปไหน

แม้แต่ยอดฝีมือระดับราชันเซียนที่ซุ่มดูอยู่ในเงามืด ก็ยังไม่รู้เลยว่าซูเฉินใช้วิธีไหนในการหายตัวไป

เมืองเหลียนเฟิง

ซูเฉินเดินทอดน่องไปตามท้องถนน เขาแหงนหน้ามองไปแต่ไกล ที่บริเวณชานเมืองเหลียนเฟิงมีกลิ่นคาวเลือดและไอสังหารคละคลุ้งลอยวนเวียนอยู่ เห็นได้ชัดว่าสถานที่แห่งนั้นก็คือเมืองที่เพิ่งถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั่นเอง

เมืองเหลียนเฟิงเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มากที่สุด

ขณะที่เดินไปตามท้องถนน ซูเฉินสังเกตเห็นว่าบนใบหน้าของผู้คนมากมายเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและโศกเศร้า เมืองทั้งสองอยู่ใกล้ชิดติดกันขนาดนี้ ย่อมต้องมีผู้คนเดินทางไปมาหาสู่กันเป็นประจำ

ในเมืองที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้น อาจจะมีครอบครัว เพื่อนฝูง หรือแม้แต่คนรักของพวกเขาอาศัยอยู่ก็ได้

ซูเฉินเดินตรงดิ่งไปยังจวนเจ้าเมืองเหลียนเฟิง การที่เขาบุกมาเพียงลำพัง ย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาเจรจาด้วยเหตุผล

"เจ้าเป็นใคร!"

ทหารยามหน้าจวนเจ้าเมืองก้าวเข้ามาขวางทางซูเฉิน แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เหตุการณ์พวกลัทธิมารฆ่าล้างเมืองเพิ่งจะเกิดขึ้น ซ้ำยังเกิดขึ้นใกล้ตัวขนาดนี้ ทำให้พวกเขาต่างอยู่ในสภาวะตึงเครียดตลอดเวลา

ซูเฉินควักป้ายหยกประจำตัวออกมาด้วยท่าทีสบายๆ "ข้าคืออ๋องเจิ้นเทียน ไปตามเจ้าเมืองของพวกเจ้าออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้"

อ๋องเจิ้นเทียนงั้นหรือ!?

ทหารยามทั้งสองมองซูเฉินด้วยความลังเลและสงสัย

หนึ่งในนั้นมีสีหน้าแปลกๆ แต่ก็ยังหันหลังวิ่งเข้าไปในจวนเจ้าเมือง ไม่นานนักเขาก็เดินกลับออกมาพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

"ขออภัยด้วยขอรับ ช่วงสองวันนี้ท่านเจ้าเมืองกำลังเก็บตัวทะลวงขั้นพลังเพื่อก้าวเข้าสู่ระดับเซียนทองฮุ่นหยวนขั้นปลาย เกรงว่าจะไม่สะดวกออกมาต้อนรับใต้เท้าได้ คงต้องรบกวนให้ใต้เท้าพักผ่อนอยู่ที่จวนเจ้าเมืองสักสองวันนะขอรับ"

ซูเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย อิทธิพลมืดในเขตหลิงซวีมันแผ่ขยายฝังรากลึกถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ

เขาคร้านที่จะเสวนาพาทีกับพวกตัวประกอบปลายแถว คลื่นมิติแผ่กระจายออกไป ทหารยามทั้งสองคนก็ถูกฟันขาดครึ่งท่อนในพริบตา

ซูเฉินยกมือขึ้นชี้ไปข้างหน้า ทันใดนั้น จวนเจ้าเมืองทั้งหลังก็ราวกับถูกมีดยักษ์ผ่ากลาง รอยแยกปรากฏขึ้นก่อนที่อาคารจะค่อยๆ พังทลายแยกออกเป็นสองซีก

"อ๊าก!"

เสียงร้องโหยหวนดังลั่นขึ้นทันที จากส่วนลึกของจวนเจ้าเมือง ชายคนหนึ่งกำลังกุมท่อนแขนขวาที่ถูกฟันขาดกระเด็น ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด อันที่จริงสำหรับยอดฝีมือระดับเซียนทองฮุ่นหยวนแล้ว อาการบาดเจ็บทางร่างกายแค่นี้ไม่น่าจะทำให้เขาเจ็บปวดเจียนตายได้ขนาดนี้

ทว่าการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่นี้ ราวกับแฝงไว้ด้วยพลังแห่งมรรคาวิถีบางอย่าง ทำให้เมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บ วิญญาณเซียนของเขาก็ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักตามไปด้วย หากการโจมตีนี้พุ่งเป้าไปที่จุดตายของเขา เขาจะไม่ได้สูญเสียแค่ร่างกายเท่านั้น แต่วิญญาณเซียนก็จะแหลกสลายดับสูญไปด้วย

"เจ้าเมืองเหลียนเฟิง จ้าวอู่"

"ใช่เจ้าหรือเปล่า"

เสียงเย็นชาและไร้ระลอกคลื่นดังแว่วมาให้ได้ยิน ซูเฉินเดินอ้อมมาจากด้านข้าง ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ชายเสื้อตัวกว้างพลิ้วไหวไปตามสายลมเบาๆ

จ้าวอู่ลอบกลืนน้ำลาย เขารู้ได้ในทันทีว่าชายตรงหน้าคือใคร

อ๋องเจิ้นเทียน!

บัดซบเอ๊ย

ไหนสายข่าวรายงานว่ามันเป็นแค่เสวียนเซียนขั้นปลายไง

แล้วทำไมมันถึงได้มีพลังฝีมือที่แข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ได้ล่ะ

จ้าวอู่รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน กัดฟันข่มความเจ็บปวดปางตายจากแขนที่ขาดสะบั้น แล้วประสานมือทำความเคารพซูเฉิน "จ้าวอู่คารวะอ๋องเจิ้นเทียนขอรับ"

น้ำเสียงของซูเฉินยังคงราบเรียบ "จงบอกข้ามา ใครเป็นคนลงมือที่เมืองหลิงเฟิง"

จ้าวอู่รู้สึกเหมือนถูกบีบรัดด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น เลือดในกายแทบจะหยุดไหลเวียน ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจจนถึงขีดสุด

"ใต้เท้า ข้าน้อยไม่ทราบจริงๆ ขอรับ"

"พวกลัทธิมารลงมือรวดเร็วมาก ยิ่งไปกว่านั้นข้าน้อยก็เป็นแค่เซียนทองฮุ่นหยวนกระจอกๆ ดังนั้นเหตุการณ์ในวันนั้น ข้าน้อยจึงไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อยขอรับ"

"ไม่ระแคะระคายเลยงั้นหรือ" ซูเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คมดาบมิติฟาดฟันลงมาอีกครั้ง แขนอีกข้างของจ้าวอู่ก็ร่วงหล่นลงพื้น เสียงร้องโหยหวนดังระงมขึ้นอีกครา "ผู้บัญชาการใหญ่แห่งเขตหลิงซวีของพวกเจ้าถูกข้าสังหารไปแล้ว ดูจากรูปการณ์แล้วเรื่องราวที่นี่คงจะซับซ้อนน่าดู ครั้งนี้คงต้องมีคนตายอีกเป็นเบือ เจ้า... อยากตายงั้นหรือ"

น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ซูเฉินเพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาในเขตหลิงซวี ก็โดนผู้บัญชาการใหญ่จัดฉากรับน้องเข้าให้แล้ว คนพวกนี้กำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ เขาจึงไม่ขัดข้องที่จะสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำเสียบ้าง

ผู้บัญชาการใหญ่ตายแล้วงั้นหรือ

รูม่านตาของจ้าวอู่หดเกร็งลงทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงลาน ต้องรู้ไว้ว่าผู้บัญชาการใหญ่เป็นถึงยอดฝีมือระดับราชันเซียน การที่คนผู้นี้สามารถสังหารเขาได้ ย่อมแสดงว่าความแข็งแกร่งของชายตรงหน้านั้นก้าวข้ามขีดจำกัดความรู้ความเข้าใจของเขาไปไกลแล้ว

ราชวงศ์เอาจริงถึงขั้นจะล้างบางเขตหลิงซวีให้สิ้นซากเลยงั้นหรือ!

ไม่สิ!

สีหน้าของจ้าวอู่กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

หากผู้บัญชาการใหญ่ตายไปแล้วจริงๆ พวกเขาไม่มีทางที่จะไม่ระแคะระคายเลย เขตหลิงซวีก็ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรนัก หากเกิดการต่อสู้ระดับราชันเซียนขึ้นมาจริงๆ ด้วยพลังฝีมือของเขา ย่อมต้องสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างแน่นอน

แต่ทว่าเขากลับไม่รู้สึกถึงอะไรเลยแม้แต่น้อย

สีหน้าของจ้าวอู่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กัดฟันปฏิเสธเสียงแข็ง "ข้าน้อยไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของพวกลัทธิมารกลุ่มนั้นจริงๆ ขอรับ ท่านเจ้าเมืองเคยบอกไว้ว่า ในกลุ่มลัทธิมารที่บุกโจมตีเมืองหลิงเฟิง มียอดฝีมือระดับราชันเซียนรวมอยู่ด้วยขอรับ"

ซูเฉินขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืดกับมันแล้ว เขายื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่หัวของจ้าวอู่ แล้วเริ่มกระบวนการค้นวิญญาณอย่างป่าเถื่อนทันที

จ้าวอู่ชักกระตุกอย่างรุนแรง เพียงไม่นานซูเฉินก็ได้ข้อมูลที่ต้องการมา ทว่าเนื่องจากตำแหน่งของจ้าวอู่ไม่ได้สูงส่งอะไรนัก ข้อมูลที่เขารู้จึงไม่ใช่ความลับดำมืดอะไรมากมาย

แต่ทว่าหลักฐานทุกอย่างล้วนชี้เป้าไปที่ท่านเจ้าเมือง

ซูเฉินคร้านที่จะมัวเสียเวลา เขาไม่ชอบใช้สมองขบคิดกับเรื่องพรรค์นี้ ในเมื่อสามารถใช้กำลังแก้ปัญหาได้ ก็ใช้กำลังนี่แหละง่ายดี

เนื่องจากการค้นวิญญาณอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน ทำให้ดวงวิญญาณของจ้าวอู่บิดเบี้ยวผิดรูป กลายเป็นคนเสียสติปัญญาอ่อนไปในที่สุด

ซูเฉินไม่ได้สนใจจ้าวอู่อีกต่อไป เขามุ่งหน้าตรงไปยังเมืองหลิงซวีทันที

ทว่าเมื่อซูเฉินเดินทางมาถึงเมืองหลิงซวี เขากลับพบว่ามีข่าวลือข่าวหนึ่งแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองอย่างรวดเร็ว

"เจ้าเมืองหลิงซวีเดินทางไปขอรับโทษที่เมืองหลวง และยอมรับสารภาพแล้วว่าตนเองสมรู้ร่วมคิดกับพวกลัทธิมาร"

ทั่วทั้งเมืองหลิงซวีเต็มไปด้วยเสียงก่นด่าสาปแช่งท่านเจ้าเมือง

ซูเฉินเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าพวกมันจะเล่นมุกตัดหางปล่อยวัดแบบนี้

คาดว่าผู้มีอิทธิพลที่หนุนหลังท่านเจ้าเมืองหลิงซวีคงจะออกคำสั่งบีบบังคับให้เขาต้องรับผิดชอบเรื่องทั้งหมดนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว อันที่จริงเรื่องราวมาถึงขั้นนี้ก็ถือว่าปิดฉากลงแล้วล่ะ

ในตอนนี้หลี่ชิงเยว่ยังไม่มีความคิดที่จะลงดาบกวาดล้างคนในราชวงศ์ การจะทำเรื่องสุ่มเสี่ยงเช่นนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรอให้นางขึ้นครองราชย์เป็นองค์จักรพรรดินี และรวบอำนาจเบ็ดเสร็จของจักรวรรดิเก้าดารามาไว้ในกำมือเสียก่อน

ซูเฉินเดินทอดน่องไปตามถนนด้วยความเบื่อหน่าย พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไร้จุดหมาย

น่าเบื่อชะมัด

ยอดฝีมือระดับกระจอกงอกง่อยพวกนี้ ไม่ครณามือเขาสักนิด อ่อนแอเกินไปจริงๆ

เดินทางมาถึงเขตหลิงซวีไม่ถึงวัน ปัญหาก็ถูกเคลียร์จบไปซะแล้ว ตอนแรกซูเฉินก็กะว่าจะเดินเล่นชมเมืองไปเรื่อยๆ ถือโอกาสศึกษาดูสภาพความเป็นอยู่ของคนที่นี่เสียหน่อย

แต่ตอนนี้เขาหมดอารมณ์จะเดินเล่นแล้ว จึงตัดสินใจเดินทางกลับไปยังเมืองหลวงของจักรวรรดิเก้าดาราทันที ชีวิตของเขาก็กลับคืนสู่วิถีเดิม ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการผลาญเงินในหอหลิวเซียง ดื่มด่ำกับชีวิตที่เต็มไปด้วยความหรูหราฟุ่มเฟือย

ทว่าในวันที่สองหลังจากที่ซูเฉินเดินทางกลับมาถึงจักรวรรดิเก้าดารา แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ซ่านมาจากนอกอาณาเขต เข้าครอบคลุมทั่วทั้งดินแดนอวิ๋นเซียวในชั่วพริบตา

ผู้คนนับไม่ถ้วนเห็นเพียงเงาร่างอันใหญ่โตมโหฬารค่อยๆ ทะยานลงมาจากฟากฟ้า แต่กลับไม่อาจมองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของมันได้

ผู้คนมากมายต่างแหงนหน้ามองท้องฟ้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง

"นี่มัน... ตัวอะไรกัน"

......

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 660 ตัดหางปล่อยวัด

คัดลอกลิงก์แล้ว