- หน้าแรก
- ยอดเซียนกระบี่ทะลวงสวรรค์
- บทที่ 265 - พวกเจ้าก็มีโรค
บทที่ 265 - พวกเจ้าก็มีโรค
บทที่ 265 - พวกเจ้าก็มีโรค
บรรยากาศแข็งค้างไปในฉับพลัน ลมหายใจของทุกคนสะดุดไปชั่วขณะ
ศึกทำลายโชคชะตางั้นหรือ นี่เท่ากับเป็นการช่วงชิงทุกสิ่งทุกอย่างที่หกสำนักใหญ่สั่งสมมานับพันปี
หากพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทรัพยากรของสำนักจะสูญสิ้นไปจนหมด ทว่าแม้แต่ป้ายชื่อสำนักที่สืบทอดมานับพันปีก็จะถูกผู้ปกครองดินแดนร้อยแคว้นปลดลงด้วยมือของเขาเอง นี่มันน่าสิ้นหวังยิ่งกว่าการถูกฆ่าล้างสำนักเสียอีก
ชั่วขณะหนึ่ง ผู้นำของสำนักวิทยายุทธ์ตงเยวี่ยและสำนักเยวี่ยเซียนต่างก็มีท่าทีลังเล
ประมุขหุบเขาร้อยบุปผาก้าวเข้าไปกระซิบข้างหูของมู่อู๋จี๋อย่างแผ่วเบา "เด็กคนนี้มั่นใจถึงเพียงนี้ เกรงว่า ... คงจะมีไม้ตายซ่อนอยู่อีก นายน้อยมู่ ข้าคิดว่า พวกเราควรหลีกเลี่ยงการปะทะไปก่อน วันข้างหน้าค่อยหาโอกาสลงมือใหม่"
"ข้าต้องหลบเลี่ยงเขางั้นหรือ" มู่อู๋จี๋โกรธจัดจนหลุดหัวเราะออกมา เขาชี้กระบี่ไปทางมู่หยวน "ข้าจะยื่นเรื่องขออนุญาตจากท่านประมุขเดี๋ยวนี้ เพื่อเดิมพันโชคชะตาของสำนักกับเจ้า มาดูกันว่าใครจะทำลายใคร!"
ผู้นำสำนักอีกหลายคนที่ได้ยินเช่นนั้นต่างก็มีสีหน้าลังเลใจ
"ทุกท่าน พวกท่านหวาดกลัวสิ่งใดกัน เขาเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมจิตตัวเล็กๆ เท่านั้น หากไม่กล้ารับคำท้าแล้วเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป มิใช่ว่าจะต้องถูกผู้คนทั่วหล้าหัวเราะเยาะหรอกหรือ ถึงตอนนั้นพวกท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในดินแดนร้อยแคว้น" ซิ่งเทียนเยี่ยนเช็ดเลือดที่มุมปาก แววตาทอประกายพร้อมกับพูดเสียงดัง
คำพูดนี้ไปกระตุ้นทุกคนเข้าอย่างจัง
"ข้ารับคำท้า!" ประมุขนิกายกระบี่อี้ตวาดลั่น
"ข้าก็รับคำท้า!" ประมุขสำนักวิทยายุทธ์ตงเยวี่ยก็เอ่ยปากเช่นกัน
"สำนักเยวี่ยเซียนรับคำท้า!"
"ยอดเขาวั่งเยวี่ย ก็รับคำท้า!"
ผู้นำทั้งสี่สำนักต่างตอบรับการประลอง
ผู้คนต่างหันไปมองประมุขหุบเขาร้อยบุปผา
ทว่ากลับเห็นนางนิ่งเงียบไม่เอ่ยสิ่งใด ก้มหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
"เป็นอย่างไร ประมุขฮวาลังเลใจงั้นหรือ หรือว่าหวาดกลัวผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมจิตผู้นี้กัน" ประมุขสำนักเยวี่ยเซียนหัวเราะเยาะ
ประมุขหุบเขาร้อยบุปผาไม่ได้รับผลกระทบจากคำพูดนั้น นางไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทันใดนั้น นางก็ค่อยๆ ก้าวออกไปข้างหน้า โค้งคำนับให้แก่มู่หยวนด้วยความเคารพแล้วกล่าวว่า "หมอเทวดามู่ ก่อนหน้านี้พวกข้าถูกคนหลอกลวงจนล่วงเกินใต้เท้า ข้าขอเป็นตัวแทนของหุบเขาร้อยบุปผา เพื่อขอขมาต่อท่าน!"
ผู้คนทั่วทั้งลานส่งเสียงฮือฮา!
"ประมุขฮวา ท่าน ... "
"ดี ช่างเป็นหุบเขาร้อยบุปผาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!" มู่อู๋จี๋หัวเราะเยาะอย่างต่อเนื่อง การถอยหนีในเวลานี้ จะต่างอันใดกับการทรยศเล่า
ประมุขหุบเขาร้อยบุปผาไม่สนใจ นางเพียงแค่กล่าวว่า "หุบเขาร้อยบุปผาไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากการขอขมายังไม่เพียงพอต่อความจริงใจ ก็ขอให้หมอเทวดามู่เสนอเงื่อนไขมาได้เลย"
มู่หยวนสะบัดแขนเสื้อแล้วกล่าวเสียงเรียบ "สิ่งที่ข้าต้องการ ก็แค่ทรัพยากรเท่านั้น ในเมื่อหุบเขาร้อยบุปผาของเจ้ายอมก้มหัวให้ เช่นนั้นก็นำทรัพยากรครึ่งหนึ่งของหุบเขาร้อยบุปผา ส่งมาที่สำนักไท่เสวียนภายในสามวัน ทำเช่นนี้ ข้าก็จะยอมเลิกรา!"
"ทรัพยากรครึ่งหนึ่งงั้นหรือ"
"นี่ ... บ้าไปแล้วหรือ"
"ถ้าเป็นเช่นนั้นสู้ประลองกับเขาสักตั้งไม่ดีกว่าหรือ"
"รังแกกันเกินไปแล้ว!"
ไม่ทันที่คนอื่นจะได้พูดอะไร บรรดาศิษย์ของหุบเขาร้อยบุปผากก็ทนไม่ไหว พวกเขาพากันส่งเสียงโวยวายออกมา
ประมุขหุบเขาร้อยบุปผาเองก็ขมวดคิ้วแน่นเช่นกัน ทว่าไม่รู้ทำไม ภายในใจของนางถึงได้มีความรู้สึกกระวนกระวายใจผุดขึ้นมาอยู่เสมอ
นางครุ่นคิดอยู่นาน ทันใดนั้นก็เอ่ยปากออกมาอย่างลืมตัว "ตกลง!"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา แม้แต่ตัวประมุขหุบเขาร้อยบุปผาเองก็ยังตกใจ แต่คำพูดที่เปล่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป ยากจะเรียกคืนได้
"ไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน สายตาสั้นนัก!" มู่อู๋จี๋แค่นเสียงเย็น "ก็ช่างเถอะ ชีพจรโอสถนั่นให้พวกเราห้าสำนักแบ่งกันก็ยังรู้สึกว่าน้อยไป ในเมื่อขาดสำนักของเจ้าไปหนึ่งสำนักก็ดีเหมือนกัน!"
มู่หยวนพยักหน้าเบาๆ โบกมือแล้วกล่าวว่า "พวกเจ้าไปได้แล้ว จำเอาไว้ ภายในสามวัน ต้องนำของมาส่งให้ถึงที่ มิฉะนั้น ข้าจะไปรับมันที่หุบเขาร้อยบุปผาด้วยตัวเอง"
"ขอบคุณหมอเทวดามู่!" ประมุขหุบเขาร้อยบุปผามีใบหน้าไม่เป็นธรรมชาตินัก แต่นางก็ไม่อยากอยู่ต่อเช่นกัน จึงรีบนำบรรดาศิษย์จากไปอย่างเร่งรีบ
"ส่วนพวกเจ้า!" มู่หยวนยืนไพล่หลังแล้วกล่าว "ก็ขอให้องค์ราชินีและประมุขเซี่ยมาเป็นพยาน เซ็นสัญญากำจัดโชคชะตา แล้วส่งไปยังวังของผู้ปกครองดินแดนร้อยแคว้น เพื่อขอให้ผู้ปกครองดินแดนร้อยแคว้นอนุมัติ!"
ราชินีเพลิงพยักหน้า "ได้!"
เซี่ยหลางหยาขยับนิ้วมือ เขาหยิบกระดาษหนังแกะสีทองอร่ามแผ่นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติแล้วโบกสะบัดไปกลางอากาศ
"โชคชะตาของสำนักเป็นเดิมพัน ผู้แพ้พินาศ ผู้ชนะกวาดเรียบ สวรรค์เป็นพยาน!" กล่าวจบ กระดาษหนังแกะก็ลอยปลิวไปยังคนเหล่านั้น
ประมุขสำนักหลายคนรีบเขียนชื่อสำนักของตนลงไปพร้อมกับประทับด้วยเลือด
"ตกลงกันไว้ก่อนเลยนะ ไม่ว่าใครจะเป็นคนเอาชนะเด็กคนนี้ แกนโอสถห้าสิบสาย จะต้องตกเป็นของสำนักวิทยายุทธ์ตงเยวี่ยของข้า!"
"แกนโอสถทั้งหมดมีสองร้อยสาย เจ้าเอาไปห้าสิบสาย แล้วพวกเราที่เหลืออีกสี่สำนักจะแบ่งกันอย่างไรล่ะ คนละสี่สิบสายก็แล้วกัน ไม่ต้องพูดให้มากความ!"
"แล้ววาสนาที่เหลือล่ะ"
"ข้าจะขอให้ท่านประมุขออกหน้าเป็นผู้แบ่งปันตามความเหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะได้รับความยุติธรรม" มู่อู๋จี๋กล่าวพร้อมกับเขียนชื่อสำนักเทียนเซิงลงไป
เมื่อทราบว่าประมุขสำนักเทียนเซิงจะออกหน้า คนอื่นๆ ก็ไม่พูดอันใดอีก
ฟิ้ว!
มู่อู๋จี๋โยนกระดาษหนังแกะไปให้มู่หยวน
มู่หยวนเซ็นชื่อลงไปอย่างรวดเร็วก่อนจะส่งคืนให้เซี่ยหลางหยา
"ขอรบกวนประมุขเซี่ยช่วยนำไปส่งที่วังของผู้ปกครองดินแดนร้อยแคว้นด้วย"
"ตกลง" เซี่ยหลางหยาพยักหน้า "ของสิ่งนี้ ประมุขผู้นี้จะเป็นคนนำไปส่งด้วยตัวเอง"
"รบกวนท่านแล้ว" มู่หยวนพยักหน้า จากนั้นก็หันไปมองกลุ่มของมู่อู๋จี๋และประมุขสำนักเยวี่ยเซียนพลางกล่าวเสียงเย็น "เมื่อคำอนุมัติส่งลงมา ศึกทำลายโชคชะตาก็จะเริ่มต้นขึ้น ถึงตอนนั้น ข้าจะไปเยือนพวกเจ้าถึงที่ทีละสำนักด้วยตัวเอง ตอนนี้ พวกเจ้าไสหัวไปได้แล้ว!"
"สามหาว!"
"หมอเทวดามู่ ถึงตอนนั้นก็อย่าได้ปอดแหกหนีไปเสียก่อนล่ะ!"
"ข้าจะรอคอยใต้เท้าอยู่ที่นิกายกระบี่อี้!"
มู่อู๋จี๋ถือกระบี่แล้วกล่าวเสียงเรียบ "หวังว่าถึงตอนนั้นเจ้าจะมอบความประหลาดใจให้กับข้าได้ มิฉะนั้น มันคงจะน่าเบื่อเกินไป"
เมื่อทิ้งคำขู่เอาไว้ ห้าสำนักก็พากันจากไป
ในที่สุดปากหุบเขาก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
มู่หยวนลอบยิ้มที่มุมปาก
เขาเดาเอาไว้แล้วว่าหลังจากจัดการกับสมาคมนักปรุงยาเสร็จ ก็จะต้องมีขุมกำลังอื่นตามมาอีกเป็นแน่
ในเมื่อเขาสามารถสังหารได้ทั้งเย่าเทียนจื่อและตานชูหยาง หากไม่มีวาสนาคอยหนุนหลังแล้วจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร
ทว่าเขาไม่คิดเลยว่าพี่ชายของมู่เหรินหลงอย่างมู่อู๋จี๋จะเดินทางมาด้วยตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังยกขบวนกันมาถึงหกสำนักในคราวเดียว
ทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เขาจะสามารถเปิดศึกทำลายโชคชะตาได้อย่างสมเหตุสมผล ทว่ายังสามารถกลืนกินหกสำนักใหญ่ไปได้ในคราวเดียวอีกด้วย!
"ดูเหมือนว่า จนกว่าจะทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับโลกาวิญญาณยุทธ์ คงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องทรัพยากรแล้ว!"
การฝึกฝนนั้น จำเป็นต้องใช้เงิน
ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง มีผู้ใดบ้างที่ไม่ต้องใช้ทรัพยากรมากองสุมกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง
หากไม่มีเงิน ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะฝึกฝน!
"หมอเทวดามู่ สัญญาฉบับนี้ เจ้าอยากให้ข้ารีบส่งให้ถึงเร็วๆ หรือว่าช้าๆ หน่อยดีล่ะ" เซี่ยหลางหยาก้าวเข้ามาถามด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย
"ยิ่งเร็วยิ่งดี"
"ทำเช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีเวลาเตรียมตัวน่ะสิ"
"ข้าไม่อยากให้พวกเขามีเวลาเตรียมตัวต่างหาก"
" ... " เซี่ยหลางหยาถึงกับพูดไม่ออกในทันที
หลังจากพูดคุยทักทายกันอีกสองสามประโยค คนของนิกายสวรรค์หลางหยาก็พากันจากไปจนหมดสิ้น
ราชินีเพลิงไม่ได้รีบร้อนจากไป
นางพิจารณามู่หยวนอย่างละเอียด ทันใดนั้นนางก็ตวาดขึ้นมา "จ่านเยวี่ย! เสวี่ยหวง! เซียวซวง! ลี่เสวี่ย!"
ขุนพลหญิงที่ดูสง่างามและห้าวหาญทั้งสี่คนรีบก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับตะโกนรับคำ "แม่ทัพอยู่ที่นี่!"
ราชินีเพลิงตวาดเสียงต่ำ "พวกเจ้าจงรั้งอยู่ที่นี่ เพื่อบำเพ็ญเพียรคู่กับหมอเทวดามู่ เพื่อเพิ่มพูนพลังฝึกตนให้แก่เขา!"
"รับบัญชา!"
ทั้งสี่คนไม่ลังเล พวกนางรีบเดินตรงเข้ามาหามู่หยวนในทันที
มู่หยวนชะงักไป
ได้ยินเพียงราชินีเพลิงกล่าวว่า "หมอเทวดามู่ พวกนางทั้งสี่คน ล้วนเป็นลูกน้องที่ติดตามข้าไปออกรบในทุกสารทิศ วางใจเถิด พวกนางทุกคนล้วนเป็นหญิงบริสุทธิ์ ทั้งยังมีกายาพิเศษแตกต่างกันไป คืนนี้เจ้าบำเพ็ญเพียรคู่กับพวกนาง พรุ่งนี้พลังฝึกตนของเจ้าจะต้องเพิ่มพูนขึ้นอย่างแน่นอน! ถือเสียว่านี่เป็นการช่วยเหลือจากแคว้นเหยียนของข้าก็แล้วกัน!"
ยังมีการช่วยเหลือเช่นนี้ด้วยงั้นหรือ
มู่หยวนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหว
เขาไม่ได้รังเกียจเรื่องความรักระหว่างชายหญิง
แน่นอนว่าเขาก็ไม่ชอบให้ตัณหาราคะมาครอบงำจิตใจเช่นกัน
มู่หยวนกวาดสายตาอันเฉียบคมมองไปที่ขุนพลหญิงทั้งสี่ คิ้วของเขาค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน "ร้อยช่องทางรั่วไหลวิญญาณ กายาเบี่ยงเบนไร้รูปลักษณ์ ชีพจรเหมันต์ถ้ำน้ำแข็ง กระดูกเคราะห์ร้ายกลิ่นหอมพันผูก ... กายาเหล่านี้แม้จะพิเศษ ทว่าก็ล้วนเป็นลักษณะที่บกพร่องทั้งสิ้น หากฝืนบำเพ็ญเพียรคู่ แม้ข้าจะได้รับผลประโยชน์ ทว่าพลังฝึกตนทั้งชีวิตของพวกเจ้า ... เกรงว่าจะต้องสูญเปล่าไปจนหมดสิ้น"
สิ้นเสียง
ชิ้ง!
กระบี่ยาวสี่เล่มถูกชักออกจากฝักพร้อมกัน ปลายกระบี่จ่ออยู่ที่ลำคอขาวผ่อง
ขุนพลหญิงจ่านเยวี่ยมีแววตาเด็ดเดี่ยว "เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณขององค์ราชินีที่ทรงชุบเลี้ยง แม้ต้องตายก็ไม่เสียใจ! หากใต้เท้ารังเกียจ พวกข้าก็จะขอหลั่งเลือดปลิดชีพตัวเองเดี๋ยวนี้!"
ความประหลาดใจวาบผ่านดวงตาของมู่หยวน เขาขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า "องค์ราชินี การที่ท่านมาในวันนี้ เรื่องราวระหว่างท่านกับข้าถือว่าหายกันแล้ว เหตุใดจึงต้องยอมเสียขุนพลหญิงคนโปรดทั้งสี่ของท่านไปด้วยเล่า"
"กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ คำพูดที่ข้าเปล่งออกไป ไม่มีวันเรียกคืน!" ราชินีเพลิงกล่าวเสียงเรียบ จากนั้นก็ดึงสายบังเหียนม้า หันหลังควบม้าจากไป
ทหารม้าหุ้มเกราะทั้งสามหมื่นนายถอยทัพกลับไปราวกับกระแสน้ำลด
มู่หยวนมองดูแผ่นหลังของราชินีเพลิงที่ค่อยๆ ห่างออกไปโดยไม่พูดอันใด
ขุนพลหญิงทั้งสี่ยังคงถือกระบี่จ่อคอเอาไว้ แววตาของพวกนางแน่วแน่ เห็นได้ชัดว่าเตรียมใจยอมตายเอาไว้แล้ว
"นายน้อย นี่เป็นโอกาสดีเลยนะขอรับ!" ในเวลานั้นเอง อิ่งหู่ก็รีบขยับเข้ามาใกล้ เขาใช้ข้อศอกกระทุ้งมู่หยวนเบาๆ พร้อมกับยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์สุดขีด "คัมภีร์วสันต์ที่พวกเราอุตส่าห์ฝึกฝนมาอย่างยากลำบาก ในที่สุดวันนี้ก็ได้นำมาใช้ประโยชน์เสียที!"
"ข้าไม่ได้ฝึก คนที่ฝึกมีแค่เจ้าคนเดียวต่างหาก"
"เข้าใจแล้วขอรับ เข้าใจแล้ว! นายน้อยไม่ได้ฝึก ข้าเป็นคนฝึกเอง ข้าฝึกเอง! เหอเหอ ... " อิ่งหู่เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ เขายังคงมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับอยู่บนใบหน้า
มู่หยวนคร้านที่จะสนใจ เขาหันหลังเดินตรงไปยังตำหนักตานซิน
ขุนพลหญิงทั้งสี่เก็บกระบี่เข้าฝักแล้วเดินตามไปอย่างเงียบๆ
ภายในตำหนักตานซิน
ศิษย์หญิงของสำนักซู่อีหลายคนกำลังช่วยกันดูแลไป๋ยาและฮวาเสี่ยวหมาน
อาการบาดเจ็บของไป๋ยานั้นยังไม่หนักหนานัก หลังจากกลืนยาเม็ดของมู่หยวนลงไป เขาก็ได้สติกลับคืนมาแล้ว
มีเพียงอาการบาดเจ็บของฮวาเสี่ยวหมานเท่านั้นที่ไม่สู้ดีนัก
"ท่านประมุข แม่นางท่านนี้อาเจียนเป็นเลือดออกมาหลายรอบแล้วขอรับ ยาที่พวกข้าใช้ล้วนไม่ได้ผลกับนางเลย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าแม่นางท่านนี้ ... " ศิษย์หญิงคนหนึ่งมีท่าทีอึกอัก แววตาเต็มไปด้วยความร้อนใจ
มู่หยวนรีบก้าวเข้าไปตรวจสอบดูครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตวาดเสียงต่ำ "รีบไปต้มน้ำเร็วเข้า จากนั้นก็ออกไปผสมดินสะอาดมาให้ข้าหนึ่งกะละมัง!"
"ผสมดินงั้นหรือ ท่านประมุข ท่านคิดจะ ... "
"พอกแผล"
"หา" ศิษย์หญิงเบิกตาโพลง
"รีบไป!" น้ำเสียงของเขาไม่อนุญาตให้โต้แย้ง
ศิษย์หญิงคนนั้นจึงรีบหันหลังวิ่งออกไปในทันที
ในเวลานั้นเอง ขุนพลหญิงที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยเตือนขึ้นมา "ใต้เท้า แม่นางท่านนี้อวัยวะภายในได้รับความเสียหาย การใช้ยาพอกภายนอก เกรงว่าจะไม่ได้ผล ควรจะใช้ยาเม็ดธาตุไฟให้รับประทานเข้าไปต่างหาก!"
พวกนางออกรบมานานปี ย่อมมีประสบการณ์เกี่ยวกับการบาดเจ็บฟกช้ำอยู่บ้าง จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน
ทว่ามู่หยวนกลับส่ายหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า "อาการบาดเจ็บภายในของนาง มีสาเหตุมาจากบาดแผลภายนอก หากไม่รักษาบาดแผลภายนอกแต่ไปรักษาอาการบาดเจ็บภายใน ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น"
เมื่อขุนพลหญิงทั้งสี่ได้ยินดังนั้น พวกนางต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ไม่นานนัก ศิษย์หญิงก็ยกน้ำร้อนและดินที่เพิ่งผสมเสร็จเข้ามา มู่หยวนรับมันมาพอกลงบนบาดแผลของฮวาเสี่ยวหมานทีละจุด จากนั้นก็กระตุ้นแกนโอสถเพื่อทำการรักษา
ไม่นานนัก ใบหน้าที่ซีดเซียวของฮวาเสี่ยวหมานก็ค่อยๆ กลับมามีเลือดฝาดด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองเห็น
ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นก็คือ บาดแผลบนร่างกายของนางเมื่อสัมผัสกับดินยาวก็ส่งเสียงดังฉ่า จากนั้นก็มีไอสีดำซึมออกมา และสุดท้ายก็กลายเป็นควันสีเขียวสลายหายไป
"นี่มันพลังพิษชาต!" ขุนพลหญิงจ่านเยวี่ยอุทานเสียงหลง "พลังพิษรุนแรงเช่นนี้ ... ไม่ธรรมดาเลย จะพึ่งพาแค่ดินสะอาดมาถอนพิษได้อย่างไร"
"พลังชาตถูกขจัดออกไปแล้ว ยิ่งเป็นพิษที่ถอนยาก โรคที่รักษายาก บางครั้ง วิธีการก็มักจะง่ายดายที่สุด" มู่หยวนเขี่ยบาดแผลสองสามครั้งแล้วกล่าวเสียงเรียบ "เหมือนกับอาการของพวกเจ้าอย่างไรเล่า"
"อาการของพวกข้างั้นหรือ"
"ใต้เท้ามู่ คำพูดนี้ของท่าน ... หมายความว่าอย่างไร" ขุนพลหญิงทั้งสี่จ้องมองเขาเขม็ง
มู่หยวนกล่าวอย่างไม่เร่งรีบ "ยังต้องให้ข้าพูดอะไรอีกงั้นหรือ พวกเจ้า ก็มีโรคเหมือนกัน!"