เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 90 - ท่านต่างหากคือปรมาจารย์เต๋าที่แท้จริง!

บทที่ 90 - ท่านต่างหากคือปรมาจารย์เต๋าที่แท้จริง!

บทที่ 90 - ท่านต่างหากคือปรมาจารย์เต๋าที่แท้จริง!


ในที่สุดเฮยเหลียนก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดตนเองถึงเอาชนะชื่อเฟิงไม่ได้ ทว่าปากก็ยังคงไม่ยอมรับความพ่ายแพ้อยู่ดี

"ตาเฒ่าบ้า เจ้าคอยดูเถอะ รอให้ข้าควบแน่นศิลาแห่งเต๋าได้สักร้อยก้อน ข้าจะซ้อมเจ้าให้ฟันหลุดหมดปากเลย!"

ชื่อเฟิงส่ายหน้า "เลขเก้าคือที่สุด! หลังจากศิลาแห่งเต๋าก้อนที่เก้าสมบูรณ์แล้ว ข้าก็ไม่สามารถควบแน่นก้อนที่สิบได้อีก"

ไป๋เวยขมวดคิ้ว "แล้วหลังจากนี้ควรจะฝึกฝนอย่างไรต่อไปล่ะ"

ชื่อเฟิงถอนหายใจ "ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าเคยลองทำลายเพื่อสร้างใหม่แล้ว ทว่าก็ยังคงทำได้เพียงควบแน่นศิลาแห่งเต๋าได้แค่เก้าก้อนเท่านั้น!"

"แต่นี่เป็นเพียงขีดจำกัดของข้า มันไม่ใช่ขีดจำกัดของเผ่ามนุษย์อย่างแน่นอน น่าจะเป็นเพราะเคล็ดวิชาการฝึกฝนของข้ามีข้อผิดพลาด"

"ส่วนเผ่ามนุษย์จะฝึกฝนอย่างไรต่อไปนั้น บางทีอาจจะมีคนอื่นสามารถชี้แนะแนวทางให้พวกเจ้าได้ ข้าคงไม่ขอชี้นำให้ศิษย์ต้องหลงผิดแล้วล่ะ!"

เขากล่าวพลางจ้องมองหลินลั่วเฉินด้วยสายตาแผดเผา ความหมายในดวงตานั้นไม่ต้องอธิบายก็เป็นที่เข้าใจได้

เมื่อเห็นว่าชื่อเฟิงกำลังจะลงจากเวที คนด้านล่างก็ร้องตะโกนขึ้นมา "ขอขอบคุณท่านเซียนชื่อเฟิงที่ถ่ายทอดวิชาให้!"

คนอื่นๆ พากันส่งเสียงสนับสนุน ชื่อเฟิงรีบโบกมือปฏิเสธ "ข้าก็แค่ฝึกฝนมาก่อนหลายปีเท่านั้น ไม่อาจรับคำเรียกขานว่าท่านเซียนได้หรอก"

"เมื่อครู่นี้สหายตัวน้อยจากชนเผ่าไป๋ได้ใช้คำคำหนึ่ง ซึ่งข้าคิดว่าเหมาะสมมาก นั่นคือคำว่าสหายนักพรต!"

"ทุกคนล้วนเป็นผู้ฝึกตนที่กำลังคลำหาหนทางเดินหน้าไปบนเส้นทางสายนี้ ต่อไปพวกเราก็เรียกขานกันว่าสหายนักพรตก็พอแล้ว!"

มีคนหัวเราะกล่าว "สหายนักพรต ... ช่างเหมาะสมจริงๆ ทว่าหากพวกเราเป็นสหายนักพรต ปุโรหิตชื่อเฟิงก็ควรจะเป็นปรมาจารย์เต๋าถึงจะถูก!"

ทุกคนพากันขานรับเห็นด้วย พวกเขาลุกขึ้นยืนและประสานมือคารวะชื่อเฟิงอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน "พวกเราขอขอบคุณปรมาจารย์เต๋าชื่อเฟิงที่ถ่ายทอดวิชาให้"

ชื่อเฟิงรู้สึกประหม่าเพราะได้รับความสำคัญอย่างไม่คาดคิด ในขณะที่เขากำลังตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่าง โชควาสนาอันมหาศาลก็ร่วงหล่นลงมา

รอบกายของเขาถูกปกคลุมไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ ทั่วทั้งร่างราวกับถูกย้อนเวลา เขากลับมาดูหนุ่มแน่นขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพียงชั่วพริบตาเดียว ชื่อเฟิงก็เปลี่ยนจากชายชราใกล้ลงโลงกลับกลายเป็นชายฉกรรจ์วัยสี่สิบกว่าปีที่มีเลือดลมพลุ่งพล่าน

ในขณะเดียวกัน ดอกบัวเขียวและปลาหลีฮื้อทั้งสองตัวในห้วงแห่งจิตของหลินลั่วเฉินก็มีชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ดูเหมือนพวกมันจะดูดซับพลังแห่งฟ้าดินที่หลั่งไหลเข้ามาไปไม่น้อย พวกมันจึงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันที

หลินลั่วเฉินถึงกับอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงเลยว่าพวกมันจำเป็นต้องดูดซับพลังแห่งฟ้าดินและพลังแห่งโชควาสนาของเผ่ามนุษย์ด้วย

แต่ตัวเขาในยุคอนาคต ก็ไม่เห็นจะรู้สึกว่าพวกมันเลือกกินถึงเพียงนี้เลยนี่นา

ขณะที่หลินลั่วเฉินกำลังครุ่นคิด ชื่อเฟิงที่กลับมาหนุ่มแน่นอีกครั้งก็ได้ประสานมือคารวะตอบทุกคนและตั้งใจจะเดินลงจากแท่นบูชา

ภายในลานพิธีมีคนรวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้นมา "สหายนักพรตชื่อเฟิง แล้ววิชาคำนวณที่ท่านเพิ่งใช้ไปเมื่อครู่นี้ล่ะ"

ทุกคนต่างก็ตื่นตัวขึ้นมา ไม่รู้ว่าชื่อเฟิงจะยอมตัดใจถ่ายทอดวิชาอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ให้กับทุกคนหรือไม่

ชื่อเฟิงยิ้มแล้วกล่าว "วิชานี้เป็นสิ่งที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเอง ข้าเองก็ยังรู้เพียงงูๆ ปลาๆ จึงไม่อยากทำให้ทุกคนต้องเสียเวลาไปกับเรื่องนี้"

"หากใครสนใจก็สามารถมาหาตาเฒ่าอย่างข้าเป็นการส่วนตัวได้ ข้าย่อมบอกเล่าทุกอย่างที่รู้โดยไม่ปิดบังอย่างแน่นอน!"

พูดจบเขาก็เดินลงจากแท่นบูชาอย่างสง่างาม เขาเดินไปที่ระเบียงและส่งยิ้มให้หลินลั่วเฉิน

"สหายนักพรต ถึงตาเจ้าลงสนามแล้ว!"

หลินลั่วเฉินส่ายหน้า "ให้สหายนักพรตท่านอื่นขึ้นไปก่อนเถอะ ข้าค่อยเป็นคนสรุปให้ทุกคนในตอนท้ายก็แล้วกัน!"

เขาไม่ได้ตั้งใจจะบ่ายเบี่ยง แต่เขาไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะพูดอะไร

อย่างไรเสียเขาจะเอาเคล็ดวิชาของยุคหลังมาถ่ายทอดให้กับเผ่ามนุษย์ในยุคนี้ได้อย่างไรกันล่ะ

ขืนทำเช่นนั้นจะไม่วุ่นวายไปหมดหรือ

หลังจากคิดทบทวนไปมา หลินลั่วเฉินก็ตัดสินใจจะขึ้นไปเป็นคนสุดท้าย เพื่อรวบรวมข้อดีของแต่ละฝ่ายมาสรุปรวมกัน

อย่างไรเสียนอกเหนือจากปรมาจารย์เต๋าคนแรกแล้ว ลำดับของคนอื่นๆ ก็ไม่ได้สำคัญอะไรนัก สิ่งสำคัญคือเนื้อหาที่นำเสนอต่างหาก

หากต้องมาเทียบกันที่เนื้อหา เขาเองก็รู้คำตอบที่ถูกต้องอยู่แล้ว!

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สู้ขอนั่งกินดื่มเนียนๆ อยู่ด้านข้าง เพื่อให้ดอกบัวเขียวได้ดูดซับโชควาสนาสักหน่อยจะไม่ดีกว่าหรือ

เมื่อซวนอิ้นเห็นว่าเขาไม่ขึ้นไปจริงๆ ตนเองก็ไม่ขอถ่อมตัว เขาเดินขึ้นไปอธิบายเคล็ดวิชาของชนเผ่าวิหคสวรรค์

เคล็ดวิชาของชนเผ่าวิหคสวรรค์น่าจะมีรากฐานมาจากเผ่าอสูร เผ่าอสูรมีแก่นอสูรเพียงเม็ดเดียว ดังนั้นจึงไม่ได้พัฒนาไปสู่เส้นทางของจินตันเก้าเม็ด

พวกเขามองว่าเผ่ามนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของเผ่าอสูร พวกเขาจึงฝึกฝนให้เกิดแก่นอสูรขึ้นมาหนึ่งเม็ด และคอยสลักอักขระเทวะลงบนนั้นอย่างต่อเนื่อง

วิธีการหล่อหลอมแก่นอสูรเช่นนี้นับว่าใกล้เคียงกับวิชาจินตันเก้าเปลี่ยนในยุคหลัง ซึ่งแตกต่างจากจินตันเก้าเม็ดของชื่อเฟิง

ทว่าเนื่องจากมีรากฐานมาจากเผ่าอสูร จุดประสงค์ของพวกเขาจึงเหมือนกับเผ่าอสูร นั่นคือการพ่นจินตันออกมาเพื่อสังหารศัตรู หากไม่ระวังเพียงนิดเดียวก็อาจจะทำให้จินตันพังทลายและจบชีวิตลงได้

หลังจากซวนอิ้นพูดจบก็ได้รับเสียงโห่ร้องชื่นชมอย่างกึกก้อง ฟ้าดินก็มอบพรให้เขาเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้มากมายเท่ากับสิ่งที่ชื่อเฟิงได้รับ

คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็พากันกระตือรือร้นอยากจะลองบ้าง เพียงแต่ยังคงเกรงใจหลินลั่วเฉินอยู่ จึงเปิดโอกาสให้ไป๋เวยขึ้นไปอธิบายบ้าง

ไป๋เวยรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง ทว่าเมื่อได้รับการสนับสนุนจากหลินลั่วเฉิน นางก็รวบรวมความกล้าเดินขึ้นไป

ชนเผ่าไป๋ของนางมีความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวในการรวบรวมลมปราณและการสอดประสานกับฟ้าดิน ซึ่งคล้ายคลึงกับผู้ใช้อาคมในยุคหลัง

หลังจากไป๋เวยพูดจบ ฟ้าดินก็ประทานพรลงมาเช่นกัน เพียงแต่จำนวนกลับน้อยลงไปอีก

หลังจากนางลงมา ชิงเถิงก็หน้าด้านขึ้นไปบรรยายธรรมให้ทุกคนฟังบ้าง

น่าเสียดายที่ต้องถูกจำกัดด้วยร่างกายครึ่งอสูรของตนเอง สิ่งที่เขากล่าวมาจึงไม่ได้มีประโยชน์ต่อเผ่ามนุษย์มากนัก

สวรรค์ก็แค่ทำเป็นพิธีโดยการประทานโชควาสนาให้เล็กน้อย ชิงเถิงจึงถือว่าได้ชุบตัวสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองไป

เฮยเหลียนเองก็ขึ้นไปร่วมสนุกด้วย นางไม่ได้ถูกชื่อเฟิงชี้นำให้หลงทาง ซ้ำยังได้สร้างเคล็ดวิชาการฝึกฝนในแบบฉบับของตนเองขึ้นมา

นางรวบรวมพลังจิตเข้าไปในแก่นพลังเพื่อหวังจะผสานคนและแก่นพลังให้เป็นหนึ่ง เคล็ดวิชาการฝึกฝนของนางถือว่ามีเค้าโครงของระดับก่อกำเนิดอยู่บ้างแล้ว

เพียงแต่น่าเสียดายที่แก่นพลังของนางไม่ได้ถูกสลักอักขระเทวะเอาไว้ จึงไม่สามารถทนรับพลังจิตวิญญาณปริมาณมากได้ เป็นเหตุให้นางไม่สามารถผสานคนและแก่นพลังให้เป็นหนึ่งได้เสียที

หลังจากเฮยเหลียนพูดจบ ฟ้าดินก็ประทานพรให้นางในจำนวนที่ไม่ด้อยไปกว่าซวนอิ้นเลย

คนอื่นๆ ก็ทยอยกันขึ้นไปถกเถียงเรื่องมรรคา น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่กลับไม่ได้อะไรกลับมาเลย มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับพรประทานลงมา

ทุกคนต่างก็ไม่เข้าใจเหตุผล มีเพียงหลินลั่วเฉินเท่านั้นที่พอจะมองเห็นกฎเกณฑ์ที่ซ่อนอยู่ลางๆ

ต้องอธิบายได้อย่างถูกต้อง ซ้ำยังต้องเป็นคนแรกที่หยิบยกเรื่องนั้นขึ้นมาพูด ถึงจะได้รับพรจากฟ้าดิน!

สวรรค์กำลังหงายไพ่บอกเผ่ามนุษย์โดยตรงเลยไม่ใช่หรือ ว่าวิถีแห่งการฝึกฝนแบบใดถึงจะเป็นทางที่ถูกต้อง!

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครขึ้นไปอีกแล้ว ทุกคนก็จ้องมองหลินลั่วเฉินด้วยสายตาแผดเผา

ในเวลานี้หลินลั่วเฉินรู้อยู่แก่ใจ เขาจึงก้าวเท้ายาวๆ ขึ้นไปบนแท่น

ทุกคนจ้องมองเขาด้วยความเคารพและยำเกรง ลานพิธีพลันเงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตก

อย่างไรเสีย นี่ก็คือยอดฝีมือที่สามารถสังหารพระยามารทั้งสี่ตน ซ้ำยังบีบบังคับให้วิหคสวรรค์ต้องสวามิภักดิ์ได้เลยนะ!

หลินลั่วเฉินยืนอยู่กลางลานพิธี เขากล่าวเสียงเรียบ "เคล็ดวิชาการฝึกฝนของข้ามีความพิเศษยิ่งนัก มันไม่อาจลอกเลียนแบบได้ และไม่สะดวกที่จะถ่ายทอดออกไป"

"วันนี้ข้าขอหยิบยืมดอกไม้มาถวายพระ ขอนำเคล็ดวิชาของทุกชนเผ่ามาอธิบายมุมมองที่ข้ามีต่อวิถีแห่งการฝึกฝน หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน"

แม้ทุกคนจะผิดหวังเป็นอย่างมาก ทว่าก็ไม่มีใครกล้าปริปากบ่น

หลินลั่วเฉินนั่งลงก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ "เมื่อครู่นี้สหายนักพรตหลายท่านได้อธิบายเรื่องการชักนำพลังเข้าสู่ร่างกาย การเปลี่ยนพลังให้เป็นของเหลว และการควบแน่นของเหลวให้กลายเป็นแก่นพลังไปแล้ว"

"สามขั้นตอนแรกนี้ทุกชนเผ่าล้วนมีวิธีการที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าขั้นตอนนี้ถูกต้อง เพียงแต่มีความแตกต่างกันในเส้นทางของจินตันเท่านั้น"

ชื่อเฟิงเอ่ยชื่นชม "สหายนักพรตช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก คำว่าจินตันนี้ช่างเหมาะสมดีจริงๆ สีเหลืองทองอร่ามดูคล้ายกับยาลูกกลอนไม่มีผิด!"

หลินลั่วเฉินที่เผลอหลุดปากพูดออกไปอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงด้วยความอับอาย เขากล่าวต่อไป "ส่วนตัวข้าคิดว่าควรเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ไม่ใช่ว่ายิ่งมีเยอะแล้วจะยิ่งดี!"

"อันที่จริงเมื่อครู่นี้สวรรค์ก็ได้มอบคำใบ้ให้ทุกคนแล้ว เส้นทางของจินตัน ควรใช้วิธีการหล่อหลอมของชนเผ่าวิหคสวรรค์ ควบคู่ไปกับวิชาผสานวิญญาณของปุโรหิตเฮยเหลียน ... "

เขากล่าวอย่างฉะฉาน เมื่อทุกคนได้ยินก็พากันครุ่นคิดตาม โดยเฉพาะซวนอิ้นที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องในเวลานี้

"การโคจรเก้าเปลี่ยนควบคู่ไปกับวิชาผสานวิญญาณงั้นหรือ แล้วท้ายที่สุดจะควบแน่นสิ่งใดออกมาล่ะ"

หลินลั่วเฉินยิ้มแล้วกล่าว "อันที่จริงสหายนักพรตชื่อเฟิงก็เพิ่งจะบอกไปเมื่อครู่นี้แล้วว่า ต้องทำลายถึงจะสร้างใหม่ได้ ปล่อยให้จิตวิญญาณที่อยู่ภายในทะลวงจินตันออกมาสิ!"

ซวนอิ้นคล้ายกับตระหนักอะไรบางอย่างได้ เขาพึมพำกับตัวเอง "ผสานรวมกับจินตัน ทำลายเพื่อสร้างใหม่งั้นหรือ"

ดูเหมือนเขาจะตกอยู่ในสภาวะรู้แจ้ง เขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิตามสัญชาตญาณ แล้วโคจรวิชาผสานวิญญาณที่เฮยเหลียนเขียนขึ้นมา

พลังวิญญาณโดยรอบหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง เพื่อรอดูว่าเส้นทางสายนี้จะถูกต้องหรือไม่

ครู่ต่อมา ซวนอิ้นก็ขมวดคิ้วแน่น ดูเหมือนเขาจะสัมผัสได้ถึงคอขวดและไม่อาจทะลวงผ่านไปได้เสียที

เขาหยิบสมุนไพรวิเศษที่มีรูปร่างคล้ายหางนกเฟิ่งหวงออกมา แล้วกลืนลงไปทั้งอย่างนั้น ใบหน้าของเขาพลันแดงก่ำขึ้นมา

ไม่นานนัก รอบกายของซวนอิ้นก็แผ่กลิ่นอายมรรคาอันเป็นเอกลักษณ์ออกมา เขาลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจอย่างบ้าคลั่ง

"ข้า ... ดูเหมือนข้าจะทำสำเร็จแล้ว!"

สิ้นเสียงของเขา ท้องฟ้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เมฆสายฟ้าม้วนตัวก่อตัวขึ้น ลมพายุพัดโหมกระหน่ำไปทั่วบริเวณ

หลินลั่วเฉินเอ่ยด้วยความตกตะลึง "ด่านเคราะห์สวรรค์งั้นหรือ"

เขาอดไม่ได้ที่จะสบถด่าในใจ สวรรค์เพื่อสนับสนุนเผ่ามนุษย์ ถึงกับไม่ยอมแสร้งทำเป็นเนียนหน่อยเลยหรือ

นี่ทะลวงขึ้นสู่ระดับก่อกำเนิดได้เลยงั้นหรือ

ทว่าหลินลั่วเฉินก็เข้าใจดีว่าซวนอิ้นนั้นสั่งสมพลังมาเนิ่นนานจนพร้อมจะระเบิดออก ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะสวรรค์เปิดทางสะดวกให้เท่านั้น

ชื่อเฟิงมองดูด่านเคราะห์สวรรค์ที่กำลังจะมาถึง เขาไม่ได้เสียใจที่ตนเองเดินผิดทาง แต่กลับตื่นเต้นที่เผ่ามนุษย์ค้นพบเส้นทางการฝึกฝนที่ถูกต้อง

"เยี่ยมไปเลย ยอดเยี่ยมจริงๆ!"

เขาประสานมือคารวะหลินลั่วเฉินอย่างสุดซึ้งพลางกล่าว "สหายนักพรต ท่านต่างหากคือปรมาจารย์เต๋าที่แท้จริง!"

ซวนอิ้นเองก็ประสานมือคารวะหลินลั่วเฉินจากก้นบึ้งของหัวใจ "ขอขอบคุณปรมาจารย์เต๋าที่ถ่ายทอดวิชาให้!"

คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะ ก่อนจะกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน "ขอขอบคุณปรมาจารย์เต๋าที่ถ่ายทอดวิชาให้!"

ชั่วพริบตานั้น พลังแห่งฟ้าดินอันมหาศาลก็ร่วงหล่นลงมา มันหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของหลินลั่วเฉิน ทว่ากลับถูกดอกบัวเขียวและปลาหลีฮื้อทั้งสองตัวดูดซับไปจนหมดสิ้น

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 90 - ท่านต่างหากคือปรมาจารย์เต๋าที่แท้จริง!

คัดลอกลิงก์แล้ว