- หน้าแรก
- ชาติก่อนเป็นคนดีแล้วตายฟรี ชาตินี้ย้อนเวลามาข้าจะไม่ทน
- บทที่ 27 - มันจะอาถรรพ์ขนาดนั้นเชียวหรือ?
บทที่ 27 - มันจะอาถรรพ์ขนาดนั้นเชียวหรือ?
บทที่ 27 - มันจะอาถรรพ์ขนาดนั้นเชียวหรือ?
ตอนนี้หลินลั่วเฉินกำลังโกรธจัดจนไฟแทบจะสุมทรวง ผีเท่านั้นแหละที่รู้ว่าครึ่งชั่วยามที่ผ่านมาเขาผ่านมันมาได้อย่างไร
ปีนกำแพงก็เจอสุนัข มุดเข้าบ้านคนอื่นก็ดันไปเจอคนลักลอบคบชู้ เหยียบหลังคาก็ทำหลังคาทะลุ ช่างเหลวไหลสิ้นดี
หากดวงเขาไม่แข็งพอคงได้ตายอยู่กลางทางไปแล้ว
ยามนี้เมื่อเห็นตัวการทั้งสอง หลินลั่วเฉินก็โกรธจนแทบพ่นไฟ เขากระชับใบมีดหักในมือแน่นทันที
มู่หรงเซี่ยจู๋เห็นเขามีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที
เจ้าเด็กนี่มีภูมิหลังอย่างไรกันแน่ ถึงได้ไม่เป็นอะไรเลยสักนิด
มู่หรงเซี่ยจู๋กางแขนปกป้องอยู่เบื้องหน้ามู่หรงชิวจื่อ นางหัวเราะแห้งๆ "คุณชาย นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันเถิด!"
บาดแผลบนร่างของนางยังไม่หายดี นางไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะเอาชนะหลินลั่วเฉินได้ และนางก็หวาดกลัวมีดบินของเขาจริงๆ
หลินลั่วเฉินแค่นเสียงเย็นชา เขามองเข้าไปในเมืองด้วยความหวาดระแวงแวบหนึ่งก่อนจะกำใบมีดหักแล้วกระโดดขึ้นไปบนรถม้า
"ไป!"
แม้เขาจะไม่กลัวเจ้าหน้าที่ทางการในเมืองแต่เขาก็ไม่อยากหาเหาใส่หัว รีบออกไปจากที่นี่ก่อนจะดีกว่า
รถม้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้า หลินลั่วเฉินเดินวางมาดเข้าไปนั่งตรงกลางรถม้าและยึดที่นั่งหลักไป
จากการสังเกตมู่หรงเซี่ยจู๋ก่อนหน้านี้ สตรีนางนี้ไม่ถนัดการต่อสู้ระยะประชิด นางพึ่งพาเพียงวิชาอาคมและยันต์ในมือเท่านั้น
แต่ยันต์บนตัวนางก็ถูกเขาค้นไปจนหมดแล้ว ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้ นางไม่มีโอกาสชนะเลยแม้แต่น้อย
มู่หรงเซี่ยจู๋ดึงมู่หรงชิวจื่อให้ออกห่างจากเขา นางมีท่าทีราวกับนั่งอยู่บนเข็มและหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา
นางไม่อยากโดนลูกหลงไปด้วย ยามนี้นางแทบอยากจะอยู่ให้ห่างจากเจ้านี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลินลั่วเฉินแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "มู่หรงเซี่ยจู๋ใช่หรือไม่ เจ้าทำเอาข้าตามหาแทบแย่เลยนะ!"
ยามนี้หญิงสาวทั้งสองนั่งเคียงข้างกัน พวกนางมีใบหน้าแทบจะพิมพ์เดียวกัน หากไม่ใช่เพราะเสื้อผ้าและท่าทางที่แตกต่างกันก็คงแยกไม่ออกจริงๆ
มู่หรงเซี่ยจู๋กลอกตาไปมา นางฝืนยิ้มออกมาบางๆ
"คุณชาย ท่านหาข้าเจอได้อย่างไรกัน"
หลินลั่วเฉินแค่นเสียงเย็นชาโดยไม่ตอบคำถาม ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะสู่สู่ทำผลงาน เขาคงปล่อยให้สองพี่น้องคู่นี้หนีรอดไปได้จริงๆ
"ประเดี๋ยวข้าค่อยมาคิดบัญชีกับเจ้า มู่หรงชิวจื่อ รีบคลายวิชาประหลาดบนตัวข้าเดี๋ยวนี้!"
ตามที่ฉวีหลิงอินกล่าวมา บนตัวเขาต้องโดนวิชาอาคมอะไรสักอย่างเป็นแน่ถึงได้ดวงซวยเช่นนี้
เมื่อนึกย้อนไปถึงคำพูดของมู่หรงชิวจื่อ หลินลั่วเฉินก็สงสัยว่าตนเองพลาดท่าโดนวิชาตอนที่สัมผัสตัวนาง
มู่หรงชิวจื่อกล่าวอย่างลำบากใจ "คุณชาย ข้าไม่มีพลังฝึกปรือ แล้วข้าจะใช้วิชาอาคมกับท่านได้อย่างไรกันเจ้าคะ"
หลินลั่วเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เขาต้องรอถึงสามวันถึงจะใช้วิชามองปราณได้อีกครั้ง เขาจึงไม่แน่ใจจริงๆ ว่านางเป็นผู้ฝึกตนหรือไม่
ส่วนการใช้พลังวิญญาณตรวจสอบก็ต้องมีการสัมผัสร่างกาย เขาไม่กล้าที่จะสัมผัสตัวมู่หรงชิวจื่อสุ่มสี่สุ่มห้าอีกแล้ว
"เจ้าหมายความว่า หากสัมผัสตัวเจ้าก็จะนำพาความโชคร้ายมาให้อย่างนั้นหรือ"
มู่หรงชิวจื่อพยักหน้า "คุณชาย ข้าเกิดมาพร้อมกับความอัปมงคล ทุกคนที่สัมผัสตัวข้าล้วนต้องพบเจอกับโชคร้ายเจ้าค่ะ"
หลินลั่วเฉินยังคงไม่เชื่อว่ามู่หรงชิวจื่อจะมีอาถรรพ์ถึงเพียงนี้ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
"จะเป็นไปได้อย่างไร แค่แตะตัวเจ้าสองทีก็จะโชคร้ายเลยหรือ มันจะอาถรรพ์ขนาดนั้นเชียวหรือ"
"มีจริงๆ นะ!"
สองพี่น้องตระกูลมู่หรงพยักหน้าพร้อมกัน มู่หรงเซี่ยจู๋ถึงกับมองเขาด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ
"คุณชาย หากท่านยังมีปณิธานใดที่ยังไม่ลุล่วงก็รีบไปทำเถิด อย่าปล่อยให้เป็นเรื่องค้างคาใจเลย!"
หลินลั่วเฉินแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ข้าไม่เชื่อเรื่องอาถรรพ์บ้าบออะไรนี่หรอก!"
สิ้นเสียงคำพูด เสียงของป้าโจวก็ดังมาจากด้านหน้า "คุณหนู ระวังเจ้าค่ะ มีคนซุ่มโจมตี!"
รถม้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ท้ายทอยของหลินลั่วเฉินกระแทกเข้ากับผนังรถม้าจนเขาต้องแยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวด
สองพี่น้องตระกูลมู่หรงก็ถูกเหวี่ยงจนกลิ้งไปมาเหมือนน้ำเต้ากลิ้งพื้น มู่หรงชิวจื่อร้องอุทานและล้มคะมำมาตรงหน้าหลินลั่วเฉิน
หลินลั่วเฉินพยุงนางไว้ตามสัญชาตญาณ แม้จะช่วยให้นางรอดพ้นจากการเอาหัวพุ่งชนได้ แต่นางกลับพุ่งเข้ามาชนหน้าอกเขาเข้าอย่างจัง
ทั้งสองคนอยู่บนล่างเผชิญหน้ากัน สายตาประสานกัน บรรยากาศกลายเป็นกระอักกระอ่วนขึ้นมาในทันที
หลินลั่วเฉินรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี เพราะดอกบัวสีน้ำเงินในห้วงแห่งจิตของเขาเริ่มส่ายไปมาอย่างบ้าคลั่งอีกแล้ว
บ้าเอ๊ย นางพุ่งเข้ามาชนเองแบบนี้ก็นับด้วยหรือ
หลินลั่วเฉินกำลังจะเอ่ยปาก จู่ๆ ขนทั่วร่างของเขาก็ลุกชัน ความรู้สึกถึงวิกฤตความเป็นความตายอันรุนแรงปรากฏขึ้น
ท่ามกลางความเลือนรางเขามองเห็นภาพชายร่างกำยำคนหนึ่งกำลังวิ่งไล่ตามรถม้าและขว้างหอกซัดพุ่งเข้าใส่ห้องโดยสารอย่างแรง
หลินลั่วเฉินเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ วินาทีต่อมาหอกซัดเล่มหนึ่งก็พุ่งทะลุเข้ามาจากด้านหลังห้องโดยสารและทะลวงออกไปทางประตู
เสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนาของสตรีดังขึ้น มู่หรงชิวจื่อร้องอุทาน "ป้าโจว!"
หลินลั่วเฉินตกใจจนเหงื่อเย็นชุ่มไปทั้งตัว หากเขาหลบไม่ทัน หอกเล่มนี้คงพุ่งทะลวงหัวเขาไปแล้ว
ตอนนี้ต่อให้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้ว เขาสบถด่าความอาถรรพ์นี้อยู่ในใจ
"ยิง!"
เสียงตะโกนสั่งการดังลั่น ทันใดนั้นลูกธนูก็พุ่งทะยานลงมาราวกับห่าฝนจากทุกทิศทุกทาง เสียงลูกธนูกระทบกับห้องโดยสารดังระงม
ม้าเทียมรถส่งเสียงร้องโหยหวน ห้องโดยสารทั้งหลังเอียงวูบไปด้านหน้า และมีเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดของสตรีดังมาจากด้านหน้าสุด
หลินลั่วเฉินกอดมู่หรงชิวจื่อเอาไว้อย่างยากลำบากเพื่อรักษาสมดุลร่างกาย เขาเงี่ยหูฟังเสียงเพื่อระบุตำแหน่งและปัดป้องลูกหลงที่พุ่งเข้ามา
มู่หรงเซี่ยจู๋แนบตัวชิดกับผนังรถม้า นางร่ายมนตร์ในมืออย่างรวดเร็ว บังเกิดเป็นพายุหมุนล้อมรอบรถม้าเอาไว้พร้อมกับเอ่ยถามอย่างร้อนรน
"ป้าโจว ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่"
แต่ดูจากสถานการณ์แล้วป้าโจวที่อยู่ด้านนอกคงไม่ปลอดภัยแน่ และเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากทุกทิศทุกทางก็บ่งบอกชัดเจนว่ามีคนกำลังบุกเข้ามา
แววตาของมู่หรงเซี่ยจู๋ทอประกายจิตสังหารวูบหนึ่ง นางกล่าวเสียงขรึม "ช่วยดูแลชิวจื่อให้ข้าที ป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนที่เจ้าต้องการ ข้าจะมอบให้เจ้าแน่นอน!"
นางใช้พายุหมุนล้อมรอบกายแล้วเปิดประตูห้องโดยสารมุดตัวออกไปด้านนอก
ภาพที่ปรากฏคือม้าเทียมรถถูกธนูยิงทะลุหัวล้มลงกองกับพื้นและสิ้นใจไปแล้ว
ป้าโจวเองก็ล้มอยู่ไม่ไกล บนร่างของนางเต็มไปด้วยลูกธนู และที่หน้าอกยังมีรูกลวงขนาดใหญ่อีกด้วย
รอบด้านมีกลุ่มคนชุดดำปิดบังใบหน้าถือดาบพุ่งทะยานเข้ามา ผู้เป็นหัวหน้าถือทวนยาวไว้ในมือ ท่าทางดุดันเหี้ยมเกรียม
บนที่สูงยังมีชายร่างกำยำอีกคนถือคันธนูขนาดใหญ่กำลังง้างคันศรเล็งเป้าไปที่มู่หรงเซี่ยจู๋
มู่หรงเซี่ยจู๋ร่ายมนตร์ในมือ นางกัดฟันกรอด "เยว่ฮวา หลัวเย่า พวกเจ้ารนหาที่ตาย!"
พายุหมุนที่ล้อมรอบรถม้าแปรเปลี่ยนเป็นคมมีดวายุไร้รูปทรงพุ่งทะยานออกไปปลิดชีพศัตรูทีละคนๆ
ชายร่างกำยำที่ถือทวนยาวไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาควงทวนในมือปัดเป่าคมมีดวายุจนแตกซ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ส่วนชายร่างกำยำที่ถือธนูบนที่สูงก็ปล่อยลูกศรออกไป บีบให้มู่หรงเซี่ยจู๋ต้องทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อเบี่ยงทิศทางของลูกธนู
ระยะห่างของทั้งสองคนหดสั้นลงอย่างรวดเร็ว ชายร่างกำยำที่สูงใหญ่ราวกับหอคอยเหล็กกระโดดลอยตัวขึ้นไปสูงสามจั้ง แขนขวาง้างไปด้านหลังราวกับคันธนูที่ถูกง้างจนสุด
หอกซัดในมือของเขาทอประกายเย็นเยียบ เขากำลังเตรียมที่จะขว้างหอกซัดออกไปอีกครั้ง
ในวินาทีนั้นเอง หลังคาห้องโดยสารก็ระเบิดออก
ท่ามกลางเศษไม้ที่ปลิวว่อน เงาสีขาวสายหนึ่งพุ่งทะลุหลังคาออกมาดุจมังกรผงาดจากห้วงสมุทร ในมือถือใบมีดสีเลือดอันแสนประหลาด
เขาตวัดมือเบาๆ ใบมีดสีเลือดก็พุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบพุ่งตรงไปยังศีรษะของชายร่างกำยำที่อยู่กลางอากาศ
ชายร่างกำยำคิดไม่ถึงเลยว่าบนรถม้าจะมีผู้เยี่ยมยุทธ์ซ่อนตัวอยู่ และเขาก็ไม่มีความสามารถในการพลิกตัวกลางอากาศได้เหมือนอย่างมู่หรงเซี่ยจู๋
"ฉัวะ!"
เสียงดังทึบคล้ายแตงโมถูกทุบแตก ศีรษะของชายร่างกำยำระเบิดกระจายในพริบตา
ร่างไร้ศีรษะกระเด็นออกไปไกลหลายจั้งตามแรงเฉื่อยและกระแทกเข้ากับกองหินริมทางอย่างแรง ร่างนั้นกระตุกอยู่สองสามครั้งก่อนจะนิ่งสนิท
หยาดเลือดที่สาดกระเซ็นตกลงบนร่างของกลุ่มคนชุดดำ ทำเอาพวกเขาตกใจจนมือเท้าเย็นเฉียบและขนหัวลุกซู่
นั่นมันผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณขั้นปลายเชียวนะ!
ตายง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ
ร่างสีขาวนั้นร่อนลงบนหลังคารถม้าที่พังยับเยิน ชายเสื้อปลิวไสวดุจปุยเมฆ เส้นผมยาวสยายไปตามสายลม ดูสง่างามเหนือธรรมดา
ทุกคนในบริเวณนั้นล้วนตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก มู่หรงเซี่ยจู๋แอบดีใจอยู่ลึกๆ แต่ก็อดหวาดหวั่นไม่ได้เช่นกัน
ตนเองไปล่วงเกินเขาเอาไว้ จะต้องมีจุดจบแบบนี้ด้วยหรือไม่นะ
หลินลั่วเฉินเหลือบมองชายร่างกำยำที่ใบหน้าเละเทะไม่มีชิ้นดีแวบหนึ่ง ความโกรธแค้นในใจก็บรรเทาลงไปไม่น้อย
เขาเกลียดที่สุดคือพวกที่เล็งเป้ามาที่หัวของเขา ไม่ว่าจะเป็นหัวใหญ่หรือหัวเล็กก็ตาม!
หลินลั่วเฉินตวัดสายตาเย็นเยียบมองมู่หรงเซี่ยจู๋ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาบาดกระดูก
"จำคำพูดของเจ้าเมื่อครู่เอาไว้ให้ดี มิเช่นนั้นเจ้านั่นก็คือตัวอย่างของเจ้า!"
มู่หรงเซี่ยจู๋พยักหน้าอย่างว่าง่าย ทว่าในใจกลับตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก
แย่แล้วสิ วันนี้ของปีหน้า คงไม่ใช่ วันครบรอบวันตายของตนเองหรอกนะ
[จบแล้ว]