เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - ในที่สุดก็สลัดผู้หญิงคนนี้พ้นเสียที!

บทที่ 11 - ในที่สุดก็สลัดผู้หญิงคนนี้พ้นเสียที!

บทที่ 11 - ในที่สุดก็สลัดผู้หญิงคนนี้พ้นเสียที!


หลินลั่วเฉินเดินกลับเข้าไปนั่งในถ้ำ เขามองดูเลิ่งเยวี่ยซวงด้วยความรู้สึกว้าวุ่นใจ

แม้จะไม่รู้ว่าขอบเขตของปรากฏการณ์พระจันทร์สีเลือดในตอนนั้นกว้างไกลแค่ไหน แต่เลิ่งเยวี่ยซวงต้องมีที่มาไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

มิเช่นนั้นตอนที่สูญเสียพรหมจรรย์จะทำให้เกิดปรากฏการณ์พระจันทร์สีเลือดลอยเด่นและสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งได้อย่างไร

ดูเหมือนว่าสาเหตุที่เลิ่งเยวี่ยซวงสามารถทะลวงระดับพลังได้เป็นเพราะสูญเสียพลังหยินบริสุทธิ์ทำให้พลังในร่างกายรั่วไหลออกมาสินะ?

เรื่องนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อนางไม่น้อยเลย ไม่อย่างนั้นนังผู้หญิงกู้ชิงหานคงไม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้น

พูดตามตรง หลินลั่วเฉินก็ไม่ได้รังเกียจที่จะช่วยเหลือเลิ่งเยวี่ยซวงสักเท่าไหร่

จากประสบการณ์ในชาติก่อน กู้ชิงหานปรากฏตัวหลังจากพระจันทร์สีเลือดโผล่มาสองชั่วยาม

ถ้าเขาทำธุระเสร็จแล้วสับตีนแตกหนีไปทันที ประกอบกับมีศิลาทวนชะตาอยู่กับตัว ก็น่าจะหนีรอดไปได้จริงๆ

แต่หลินลั่วเฉินไม่อยากถูกโชคชะตาเล่นตลก และไม่อยากเสี่ยงโดนสำนักสตรีหยกตามล่า

เขาแค่อยากจะแอบพาศิลาทวนชะตาหนีไป หาที่ซ่อนตัวบำเพ็ญเพียรอย่างเงียบๆ แล้วค่อยกลับไปคิดบัญชีกับสำนักสตรีหยกในภายหลัง

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลินลั่วเฉินก็ตัดสินใจเสี่ยงดวงด้วยการทิ้งระยะห่างจากเลิ่งเยวี่ยซวงสักหน่อย

ในยามที่ศิลาทวนชะตาไร้ผล กู้ชิงหานน่าจะสัมผัสถึงตำแหน่งของเลิ่งเยวี่ยซวงได้

ถึงตอนนั้นก็ต้องมาดูกันว่ากู้ชิงหานหรือยายมารร้ายจากสำนักสำเนียงมายาจะมาถึงก่อนกัน

แต่หลินลั่วเฉินไม่ได้ลงมือในทันที ด้วยสภาพของเขาในตอนนี้ ขืนออกไปก็เป็นได้แค่อาหารเช้าของสัตว์อสูรเท่านั้น

เขาต้องรอให้ดอกบัวเขียวในห้วงแห่งจิตสะสมพลังจนเต็มเสียก่อน ถึงจะสามารถรักษาชีวิตรอดในดินแดนที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรแห่งนี้ได้

หลินลั่วเฉินกลืนโอสถรวมปราณลงไปหลายเม็ด เขานั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียรอย่างเงียบๆ เพื่อเริ่มทะลวงเข้าสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สอง

ยามนี้มีพลังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนก็เท่ากับมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน

เลิ่งเยวี่ยซวงมองดูเขาด้วยความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม

ทั้งสองคนหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำอีกหนึ่งวัน จนกระทั่งยามพลบค่ำมาเยือน หลินลั่วเฉินถึงได้ลืมตาขึ้น

โลกในสายตาของเขาเปลี่ยนไปอีกครั้ง เพราะดอกบัวเขียวส่องสว่างขึ้นมาอีกแล้ว!

พลังนี้ไม่สามารถควบคุมได้เลย ขอเพียงสะสมพลังจนเต็ม มันก็จะถูกใช้งานโดยอัตโนมัติอย่างไม่มีเหตุผล

หลินลั่วเฉินหันไปมองเลิ่งเยวี่ยซวง ก็เห็นนางมีพระจันทร์สว่างไสวแขวนอยู่เหนือศีรษะและมีแสงจันทร์อาบไล้ทั่วร่าง

เพียงแต่พระจันทร์ที่สว่างไสวนั้นกลับมีแสงสีเลือดเจือปนอยู่จางๆ ซ้ำยังมีหมอกสีชมพูบางๆ ลอยวนเวียนอยู่รอบตัว

เยี่ยมไปเลย เคราะห์เลือดตกยางออกกับเคราะห์ดอกท้อสินะ?

หลินลั่วเฉินลุกขึ้นเดินไปที่ริมน้ำเพื่อตรวจดูตัวเอง แต่เขากลับพบว่าเงาสะท้อนในน้ำยังคงเป็นปกติดีทุกอย่าง

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย คนธรรมดาไม่มีภาพนิมิต หรือว่าวิชานี้ไม่สามารถมองเห็นโชคชะตาของตัวเองได้กันแน่?

เลิ่งเยวี่ยซวงมองเขาด้วยความสงสัยแล้วเอ่ยเรียก "คุณชาย?"

หลินลั่วเฉินย่อตัวลงตักน้ำจนเต็มน้ำเต้าก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ในเมื่อเจ้าฟื้นฟูพลังได้เกือบหมดแล้ว ถ้างั้นข้าไปก่อนล่ะ!"

เลิ่งเยวี่ยซวงตกตะลึงจนเบิกตากว้าง นางเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "คุณชายจะไปแล้วหรือ?"

หลินลั่วเฉินส่งเสียงรับคำ "เจ้ากับข้าแค่บังเอิญพบกัน ข้าถือว่าทำดีที่สุดแล้ว!"

"หากมีศัตรูตามมา เจ้าสามารถหลบหนีไปตามกระแสน้ำใต้น้ำของบ่อน้ำพุวิญญาณนี่ได้"

"พอออกไปได้แล้วให้เหาะตรงไปยังภูเขาสีดำลูกนั้น อย่ามัวแต่ปะทะ ให้พยายามถ่วงเวลาไว้ให้นานที่สุด!"

ในชาติก่อนขนาดเลิ่งเยวี่ยซวงบาดเจ็บสาหัสยังถ่วงเวลาไว้ได้ตั้งนานจนหนีเข้าไปในภูเขาค้างคาวหมื่นตัวได้

ตอนนี้พลังของนางฟื้นฟูกลับมาเกือบหมดแล้ว เขาเดาว่านางน่าจะถ่วงเวลาไว้ได้จนกว่ากู้ชิงหานจะมาถึง

เมื่อได้ยินดังนั้นเลิ่งเยวี่ยซวงก็รู้สึกใจหาย ตั้งแต่เล็กจนโตนางไม่เคยต้องเผชิญกับความยากลำบากอะไรเลย แต่ครั้งนี้กลับต้องมาเจอเคราะห์กรรมอย่างกะทันหัน

โชคดีที่ตลอดทางมีผู้ชายคนนี้คอยอยู่เคียงข้าง ไม่อย่างนั้นนางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะผ่านช่วงเวลาไม่กี่วันนี้ไปได้อย่างไร

แม้ทั้งสองคนจะไม่ค่อยได้พูดคุยกัน แต่การมีหลินลั่วเฉินอยู่เป็นเพื่อนก็ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก

เวลานี้นางเห็นว่าหลินลั่วเฉินกำลังจะจากไป เลิ่งเยวี่ยซวงก็รู้สึกวูบโหวงในใจ นางจึงรีบเอ่ยรั้งเขาไว้

"คุณชาย หุบเขาปีศาจจันทร์ดับแห่งนี้อันตรายมาก ท่านรอคนจากสำนักของข้ามาถึงก่อนดีไหม?"

หลินลั่วเฉินส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่เป็นไร ข้าดูแลตัวเองได้ นางฟ้าดูแลตัวเองด้วยล่ะ!"

เลิ่งเยวี่ยซวงรู้สึกเศร้าใจ นางรีบหันหลังกลับไปและล้วงเอายันต์สีทองอร่ามห้าแผ่นออกมาจากหุบเหวลึกด้านหน้าแล้วยื่นส่งให้เขา

"บุญคุณที่ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ เยวี่ยซวงไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน ขอมอบยันต์อาคมเหล่านี้ให้คุณชายเพื่อใช้ป้องกันตัวก็แล้วกัน"

นางพูดพลางอธิบายสรรพคุณของยันต์ทั้งห้าแผ่นอย่างละเอียด มียันต์ปีกนกที่ช่วยให้บินได้ชั่วคราว ยันต์ท่องสมุทรที่ช่วยให้เดินทางได้พันลี้ในชั่วพริบตา ยันต์แสงทองสำหรับป้องกันตัว ยันต์พรางตาที่ช่วยซ่อนเร้นกาย และยันต์กระบี่สวรรค์ที่สามารถปลดปล่อยพลังโจมตีเทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับจินตันได้หนึ่งครั้ง

หลินลั่วเฉินขมวดคิ้ว "นี่เจ้ายังซ่อนของวิเศษไว้เยอะขนาดนี้อีกหรือ?"

เลิ่งเยวี่ยซวงหลบสายตาด้วยความเขินอายเล็กน้อย

"คุณชาย นี่เป็นของที่ข้าตั้งใจจะเก็บไว้ใช้ป้องกันตัวในยามจำเป็นน่ะ แต่ตอนนี้คงไม่ได้ใช้แล้วล่ะ ... "

หลินลั่วเฉินรับยันต์อาคมที่ยังคงมีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่มาถือไว้ เขายิ้มแล้วพูดว่า "เจ้าเรียนรู้ได้เร็วดีนี่!"

ใบหน้าจิ้มลิ้มของเลิ่งเยวี่ยซวงแดงระเรื่อ นางเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง "คุณชาย ท่านชื่อว่าไร้นามจริงๆ หรือ?"

หลินลั่วเฉินตาขวางมองบน "ใช้ตาตุ่มคิดก็รู้แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?"

เลิ่งเยวี่ยซวงซักไซ้ต่อ "แล้วคุณชายมีนามอันสูงส่งว่าอะไรล่ะ?"

หลินลั่วเฉินเดินออกไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไม่บอกหรอก!"

เลิ่งเยวี่ยซวงยู่ปากด้วยความขัดใจ ไอ้หมอนี่ช่างน่ารังเกียจจริงๆ บอกมาแค่นี้มันจะตายหรือไง?

นางแผ่สัมผัสเทวะออกไปกวาดตรวจดูบนร่างของหลินลั่วเฉิน แต่นางกลับพบว่าบนร่างของเขาราวกับมีม่านหมอกบางๆ ปกคลุมอยู่

หากนางไม่ได้ใช้สัมผัสเทวะเพ่งมองเขาอยู่ตลอดเวลา เพียงแค่เผลอไปชั่วครู่ก็คงไม่รู้สึกถึงการคงอยู่ของเขาเลย

แม้หลินลั่วเฉินจะรู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองตนเองอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะคิดว่าเป็นสายตาของเลิ่งเยวี่ยซวง

หลังจากออกจากถ้ำมา เขาก็โคจรวิชาซ่อนกลิ่นอายและเดินลัดเลาะไปตามความมืดอย่างระมัดระวังเพื่อหลบเลี่ยงแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูร

ด้วยความสามารถในการมองเห็นไอปีศาจ หลินลั่วเฉินจึงสามารถหาที่ซ่อนตัวบนพื้นหิมะบริเวณยอดเขาฝั่งตรงข้ามกับถ้ำได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมา ไม่นานร่างของหลินลั่วเฉินก็กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบตัว เขาลอบสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวบริเวณปากถ้ำอย่างเงียบๆ

เขาไม่ได้เป็นห่วงผู้หญิงคนนี้หรอกนะ เขาแค่ต้องการจะหาจังหวะลงมือก็เท่านั้นเอง

ไม่ว่ายายมารร้ายจะมาถึงก่อนหรือกู้ชิงหานจะมาถึงก่อน มันจะต้องเกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างแน่นอน

รอให้ถึงตอนที่ทั้งคนทั้งสัตว์อสูรสู้กันจนชุลมุนวุ่นวาย นั่นแหละคือโอกาสทองในการหลบหนีของเขา!

ซี๊ด แต่หิมะนี่มันเย็นยะเยือกจริงๆ! หนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจเลย!

หลินลั่วเฉินหารู้ไม่ว่าทุกการกระทำของตนเองล้วนตกอยู่ในสายตาของเลิ่งเยวี่ยซวงอย่างชัดเจน

ก็นะ สัมผัสเทวะเป็นความสามารถของผู้ฝึกตนระดับจินตันเท่านั้น ขอบเขตของสัมผัสเทวะจึงเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความรู้ของเขา!

เลิ่งเยวี่ยซวงสัมผัสได้ว่าหิมะกำลังค่อยๆ ปกคลุมร่างของหลินลั่วเฉิน ในใจของนางก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา

คนเถื่อนคนนี้ปากแข็งแต่ใจอ่อน ปากบอกว่าจะไป แต่กลับแอบอยู่เฝ้าปกป้องนางอยู่ด้านนอก

ผู้ชายก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ท่านอาจารย์เคยบอกไว้เสียหน่อย ไม่ได้มีแต่เรื่องพรรค์นั้นอยู่ในหัวหรือหวังแต่จะเคลมเรือนร่างของนางสักหน่อย!

หรือว่าเป็นเพราะเขาอาศัยอยู่ในป่าลึกจึงไม่แปดเปื้อนกิเลสทางโลกกันนะ?

ทำไมนะ ทำไมนางถึงได้รู้สึกคุ้นเคยและผูกพันกับเขาอย่างน่าประหลาดใจแบบนี้?

...

ครึ่งชั่วยามผ่านไป จู่ๆ หลินลั่วเฉินก็เห็นแสงสีเลือดพวยพุ่งขึ้นมาจากแดนไกล ซ้ำยังมีเมฆดำทะมึนลอยปกคลุมเหนือศีรษะ

เขารีบใช้งานยันต์พรางตาในมือทันทีพร้อมกับโคจรเคล็ดวิชาวัฏสงสารแห่งโชคชะตาและวิชาซ่อนกลิ่นอายเพื่อลดทอนคลื่นพลังชีวิตของตนเองลงให้ได้มากที่สุด

ครู่ต่อมา ลำแสงสี่สายก็มาหยุดชะงักอยู่กลางอากาศ ปรากฏเป็นสตรีสี่นางที่มีท่าทางยั่วยวน

หลินลั่วเฉินใจหายวาบ นึกไม่ถึงเลยว่าพวกมารร้ายจะมาถึงก่อน!

ในสายตาของเขา สตรีทั้งสี่นางนี้มีแสงสีเลือดลอยอยู่เหนือศีรษะและมีไอสีดำทะมึนปกคลุมอยู่เต็มใบหน้า

นี่คงจะเป็นปรากฏการณ์เมฆดำปกคลุมศีรษะและใบหน้าหมองคล้ำมีรังสีแห่งความตายตามที่คนโบราณเขาว่ากันล่ะมั้ง?

สตรีที่เป็นผู้นำถือของวิเศษรูปทรงคล้ายแผ่นจานกลมๆ ไว้ในมือ ด้านบนมีลูกปัดสีเลือดลอยอยู่

"นึกไม่ถึงเลยว่าจานเข็มทิศสีเลือดนี่จะสามารถสัมผัสถึงเป้าหมายได้ นางต้องอยู่แถวนี้แน่ๆ รีบส่งสัญญาณแจ้งสตรีศักดิ์สิทธิ์กับท่านผู้อาวุโสเร็วเข้า!"

สิ้นเสียงคำพูด แสงจันทร์สายหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากเบื้องล่างและสาดซัดเข้าใส่ร่างของสตรีทั้งสี่นางอย่างจัง

สตรีระดับจินตันทั้งสามนางยังไม่ทันจะได้ร้องโหยหวนก็ถูกแสงจันทร์ตัดร่างจนขาดสะบั้น ศีรษะและลำตัวแยกออกจากกันในพริบตา

มีเพียงสตรีที่เป็นผู้นำเท่านั้นที่เรียกโล่ออกมาป้องกันไว้ได้ทัน นางตกใจจนหน้าถอดสีและร้องตะโกนว่า "เจ้าอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย!"

เลิ่งเยวี่ยซวงพุ่งตัวออกจากถ้ำด้วยความรวดเร็วดุจเงาตามตัว นางกวัดแกว่งกระบี่ยาวในมือพุ่งเข้าสังหารสตรีนางนั้นทันที

แต่ต่อให้นางจะรวดเร็วแค่ไหน สตรีระดับก่อกำเนิดขั้นต้นนางนั้นก็ยังสามารถยิงพลุสัญญาณขึ้นฟ้าได้ทันก่อนที่จะสิ้นใจ

เมื่อเห็นพลุสัญญาณสว่างวาบขึ้นกลางดึก เลิ่งเยวี่ยซวงก็ทอดถอนใจ นางปรายตามองไปยังทิศทางที่หลินลั่วเฉินซ่อนตัวอยู่แวบหนึ่ง

แม้นางจะมองไม่เห็นเขาและใช้สัมผัสเทวะค้นหาไม่พบ แต่นางก็รู้ดีว่าเขาจะต้องกำลังเฝ้ามองนางอยู่อย่างแน่นอน ใบหน้าของนางจึงเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

เลิ่งเยวี่ยซวงไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมาเพราะกลัวว่าเขาจะเข้าใจผิดคิดว่ายันต์พรางตาเสื่อมฤทธิ์ นางเพียงแค่บอกลาอยู่ในใจอย่างเงียบๆ

"หากมีวาสนาต่อกันเราคงได้พบกันอีกนะ!"

นางไม่รอช้า รีบหันหลังกลับเข้าไปในถ้ำเพื่อดำน้ำหนีไปตามที่หลินลั่วเฉินเคยบอกไว้

หลินลั่วเฉินมองดูนางจากไป แต่ในใจของเขากลับรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก

เขาแค่นหัวเราะเยาะตนเอง นี่เขากำลังคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย ในที่สุดก็สลัดผู้หญิงคนนี้พ้นเสียที!

เขาถือว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของนางแล้วล่ะ

นางมีเพียงเคราะห์เลือดตกยางออกแต่ไม่มีรังสีแห่งความตายปกคลุมใบหน้า คงไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตหรอกมั้ง

ในขณะที่หลินลั่วเฉินกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็เห็นไอปีศาจอันหนาแน่นปรากฏขึ้น

พยัคฆ์เขี้ยวดาบที่ผอมโซจนเหลือแต่กระดูกและมีรอยเขี้ยวเต็มตัวเดินออกมาจากป่า

นี่คือพยัคฆ์จ่าฝูงที่พ่ายแพ้ซึ่งหลินลั่วเฉินเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่ามันถูกดึงดูดมาด้วยแรงสั่นสะเทือนจากการต่อสู้

มันจ้องมองไปที่ถ้ำในระยะไกลอย่างหวาดระแวง ทันใดนั้นจมูกของมันก็ขยับฟุดฟิดก่อนจะก้มหน้าดมกลิ่นอะไรบางอย่างบนพื้นหิมะ

หลินลั่วเฉินใจหายวาบ เดี๋ยวนะ ยันต์พรางตานี่มันกลบกลิ่นไม่ได้งั้นหรือ?

ฉับพลันนั้น พยัคฆ์เขี้ยวดาบก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางที่หลินลั่วเฉินซ่อนตัวอยู่ แววตาของมันเต็มไปด้วยความสงสัย

หลินลั่วเฉินสบถด่าในใจอย่างเกรี้ยวกราด บ้าฉิบ ล้อเล่นกันหรือไง ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือก็ต้องกลายเป็นอาหารเสือใช่ไหมเนี่ย?

จบบทที่ บทที่ 11 - ในที่สุดก็สลัดผู้หญิงคนนี้พ้นเสียที!

คัดลอกลิงก์แล้ว