- หน้าแรก
- ชาติก่อนเป็นคนดีแล้วตายฟรี ชาตินี้ย้อนเวลามาข้าจะไม่ทน
- บทที่ 6 สำเนียงมารฟ้า
บทที่ 6 สำเนียงมารฟ้า
บทที่ 6 สำเนียงมารฟ้า
หลินลั่วเฉินนึกไม่ถึงเลยว่ายายมารร้ายคนนี้จะสูบพลังของเขาให้แห้งเหี่ยวตายไปในคราวเดียว เขาจึงแอบสบถด่าในใจ
นี่มันการรีดเค้นเอาชีวิตกันชัดๆ
หรือว่าเขาควรจะยอมสารภาพไปตามตรงดี ยังไงซะเลิ่งเยวี่ยซวงก็มียันต์เคลื่อนย้ายอยู่กับตัว นางไม่มีทางตายง่ายๆ หรอกน่า
ขณะที่หลินลั่วเฉินไม่อยากนั่งรอความตายและกำลังอ้าปากจะพูด แสงจันทร์สว่างไสวสายหนึ่งก็สาดส่องมาจากแดนไกลพุ่งตรงเข้าใส่แผ่นหลังของหลัวเยาเยา
ในขณะเดียวกันก็มีเสียงตวาดอันเย็นชาของหญิงสาวดังขึ้น "นังมารร้าย รับความตายไปซะ"
หลัวเยาเยาสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณตั้งแต่วินาทีที่เลิ่งเยวี่ยซวงลงมือ นางรีบหันขวับกลับไปร่ายคาถาทันที
นางรีบรวบรวมพลังสร้างผ้าไหมสีม่วงหลายเส้นขึ้นมาขวางไว้ตรงหน้า แต่จู่ๆ ก็มีมือใหญ่ข้างหนึ่งโอบรัดลำคอของนางจากด้านหลัง
หลัวเยาเยานึกว่าหลินลั่วเฉินถูกตัณหาครอบงำจนอยากจะร่วมรักกับนาง นางจึงตั้งใจจะผลักเขาออกไป
ทว่าวินาทีต่อมา นางกลับรู้สึกเจ็บแปลบที่ลำคอจนต้องเบิกตากว้าง การเคลื่อนไหวของมือชะงักงันไปชั่วขณะ
มือใหญ่ข้างนั้นกำใบมีดหักเล่มหนึ่งแทงทะลุลำคอขาวผ่องของนาง ก่อนจะออกแรงกรีดอย่างแรงจนเลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกมา
ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่น หลัวเยาเยาที่กำลังเสียสมาธิถูกพลังแสงจันทร์ซัดจนปลิวละลิ่วพร้อมกับหยาดเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
หลังจากปาดคอเสร็จ หลินลั่วเฉินก็ทิ้งตัวเอนหงายราบไปกับพื้นในทันที
เมื่อหลัวเยาเยากระเด็นออกไป เขาก็ไม่กล้ารอช้าแม้แต่วินาทีเดียว รีบกลิ้งหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว
วินาทีต่อมา ผ้าไหมสีม่วงเส้นหนึ่งก็ฟาดลงมาตรงจุดที่เขาเคยอยู่จนพื้นดินระเบิดเป็นหลุมลึก
หลินลั่วเฉินรีบผุดลุกขึ้น เงาร่างสีขาวสายหนึ่งก็พุ่งโฉบเข้ามาคว้าตัวเขาแล้วเหาะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไปอย่างรวดเร็ว
"พวกเจ้า ... แค่ก ... แค่ก ... "
หลัวเยาเยาเอามือกุมลำคอที่เลือดไหลทะลักเป็นสายน้ำ นางอยากจะอ้าปากพูดแต่ก็เปล่งเสียงไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
นางทั้งตกใจและโกรธจัด นึกไม่ถึงเลยว่าเลิ่งเยวี่ยซวงจะยังคงวนเวียนอยู่แถวนี้ ซ้ำยังอยู่ใกล้ตัวนางแค่นี้เอง
ก่อนหน้านี้ตอนที่เลิ่งเยวี่ยซวงถูกคนของสำนักสำเนียงมายาจับตัวไป นางได้ถูกประทับตราติดตามเอาไว้
แต่ไม่รู้ทำไมหลังจากเลิ่งเยวี่ยซวงใช้ยันต์เคลื่อนย้ายไปแล้ว วิชาแกะรอยถึงสัมผัสได้แค่ตำแหน่งคร่าวๆ ของนางเท่านั้น
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ตราประทับก็แสดงตำแหน่งที่ชัดเจนขึ้นมาอย่างกะทันหัน หลัวเยาเยาจึงรีบไล่ตามมา
แม้ว่าตราประทับจะกลับมาเลือนลางอีกครั้งในระหว่างทาง แต่นางก็ยังคงล็อกเป้าหมายและตามค้นหามาในทิศทางนี้
ผลปรากฏว่าพอนางมาถึงที่นี่ ตราประทับก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หลัวเยาเยาหลงคิดว่าเลิ่งเยวี่ยซวงคงจะฟื้นฟูพลังบำเพ็ญเพียรกลับมาได้ตั้งนานแล้ว และจงใจใช้ตราประทับหลอกล่อให้ตนเองหลงทาง นางจึงวางใจและปล่อยตัวหาความสำราญ
ใครจะไปคิดล่ะว่าเลิ่งเยวี่ยซวงจะยังไม่ได้หนีไปไหน ซ้ำยังลอบกัดนางเข้าให้อีก
ส่วนไอ้หนุ่มที่ดูอ่อนแอคนนี้ก็สามารถดิ้นหลุดจากมนตร์สะกดของนางได้ แถมยังฉวยโอกาสปาดคอนางได้อีกต่างหาก
หากใบมีดหักของมันยาวกว่านี้อีกสักหน่อย หัวของนางก็คงหลุดกระเด็นแยกส่วนกับลำตัวไปแล้ว
การปาดคอย่อมเป็นอันตรายถึงชีวิตสำหรับคนธรรมดาทั่วไป แต่สำหรับผู้ฝึกตนระดับถอดวิญญาณแล้ว บาดแผลแค่นี้ยังไม่ถึงขั้นตายหรอก
ทว่าใบมีดหักเล่มนั้นดูเหมือนจะอาบยาพิษเอาไว้ ทำให้บาดแผลของนางไม่สามารถสมานตัวได้ในเวลาอันสั้นนี้
เลือดสดๆ ที่พุ่งกระฉูดสาดกระเซ็นไปทั่วภูเขาหิมะ ไม่นานก็ย้อมหิมะสีขาวให้กลายเป็นสีแดงฉาน ดูแล้วน่าสยดสยองยิ่งนัก
หลัวเยาเยาที่เกือบจะพลาดท่าตกม้าตายไม่กล้าวู่วาม นางคอยระแวดระวังมองไปรอบๆ อย่างรอบคอบ
จนกระทั่งพบว่าเลิ่งเยวี่ยซวงหนีไปแล้ว หลัวเยาเยาถึงได้สติกลับคืนมา
นังผู้หญิงคนนั้นยังไม่ได้ฟื้นฟูพลังกลับมาเลย ร่างกายก็ยังบาดเจ็บสาหัสอยู่
ถ้างั้นนี่ก็ไม่ใช่กับดักน่ะสิ เป็นแค่การเสี่ยงชีวิตมาช่วยคนเพราะทนดูไม่ได้งั้นหรือ
ไอ้หนุ่มนี่สำคัญกับนางมากนักหรือยังไง
หลัวเยาเยาไม่สนแม้กระทั่งจะสวมเสื้อผ้า นางรีบเหาะทะยานขึ้นฟ้าและพุ่งทะยานไล่ตามคนทั้งสองไปทันที
ตอนนี้นางแค้นใจจนอยากจะสับหลินลั่วเฉินให้แหลกเป็นหมื่นๆ ชิ้น ดวงตาที่เคยหยาดเยิ้มเต็มไปด้วยจิตสังหารและความเคียดแค้น
หลัวเยาเยาตัดสินใจยิงพลุสัญญาณขึ้นฟ้าอย่างเด็ดขาด ก่อนจะเร่งฝีเท้าไล่ตามทั้งสองคนไปอย่างไม่ลดละ
ในขณะเดียวกัน นางก็สะบัดมือปล่อยผ้าไหมสีม่วงหลายเส้นพุ่งตรงไปมัดตัวเลิ่งเยวี่ยซวงและหลินลั่วเฉินเอาไว้
เลิ่งเยวี่ยซวงกวัดแกว่งกระบี่ส่องประกายแสงสีขาวในมือเพื่อปัดป้องผ้าไหมสีม่วงที่พุ่งโจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
นางเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาหนี แม้หลัวเยาเยาอยากจะรั้งตัวนางไว้ แต่ก็ยังทำอะไรนางไม่ได้ในตอนนี้
เคล็ดวิชาที่เลื่องชื่อที่สุดของสำนักสำเนียงมายาย่อมหนีไม่พ้นการใช้เสียงผสานกับการโจมตีทางจิตวิญญาณที่เรียกว่าสำเนียงมารฟ้า
แต่ตอนนี้หลัวเยาเยาถูกปาดคอจนพูดไม่ได้ แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปใช้สำเนียงมารฟ้าล่ะ
หลินลั่วเฉินมองดูหลัวเยาเยาที่ท่อนบนอาบชุ่มไปด้วยเลือดแดงฉานกำลังไล่ตามมาติดๆ ราวกับผีดิบสาวแสนสวย เขาก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นเบาๆ ด้วยความทึ่ง
บ้าชะมัด พวกผู้ฝึกตนนี่มันอึดตายยากตายเย็นจริงๆ
ภาพหมั่นโถวขาวๆ ที่กลายสภาพเป็นหมั่นโถวอาบเลือดทำเอาเขารู้สึกหลอนจนฝังใจ ซ้ำยังช่วยตอกย้ำจิตวิญญาณแห่งมรรคของหลินลั่วเฉินให้แน่วแน่ยิ่งขึ้นไปอีก
เขาจะไม่ยอมปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยและตายน้ำตื้นอีกเป็นอันขาด
ครู่ต่อมา หลัวเยาเยาก็สามารถห้ามเลือดได้สำเร็จ จู่ๆ นางก็ยิ้มยั่วยวนออกมา น้ำเสียงใสกังวานราวกับกระดิ่งเงินดังก้องไปทั่วบริเวณ
"น้องเยวี่ยซวง เจ้าถึงขนาดยอมเสี่ยงตายมาช่วยเขา ไอ้หนุ่มนี่คงจะเป็นยอดชู้รักของเจ้าล่ะสิ"
น้ำเสียงของนางทั้งยั่วยวนและชวนให้ลุ่มหลงราวกับมีคนรักมากระซิบออดอ้อนอยู่ข้างหู
สมองของหลินลั่วเฉินดังอื้ออึง แววตาของเขาเลื่อนลอยขึ้นมาในพริบตา ภาพลวงตามากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน
เลิ่งเยวี่ยซวงเองก็มีสีหน้าเหม่อลอยไปชั่วขณะ นางร้องตะโกนในใจว่าแย่แล้ว
สำเนียงมารฟ้าของสำนักสำเนียงมายานี่นา
หลัวเยาเยาฉวยโอกาสพ่นควันหมอกสีชมพูออกมาจากปาก มันพวยพุ่งเข้าปกคลุมไปทั่วทุกทิศทุกทางอย่างรวดเร็ว
"น้องเยวี่ยซวง แล้วก็ไอ้เด็กบ้าคนนั้น เลิกหนีแล้วยอมจำนนแต่โดยดีเถอะ"
หลินลั่วเฉินได้กลิ่นหอมกรุ่นโชยมาแตะจมูก ร่างกายของเขาร้อนรุ่มขึ้นมาทันที ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องราวบนเตียง
ดอกบัวเขียวในห้วงแห่งจิตสั่นไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยดึงสติอันน้อยนิดของเขากลับมาอย่างยากลำบาก
เลิ่งเยวี่ยซวงรีบร้องเตือน "ระวังนะ นี่คือควันกระตุ้นกำหนัดของสำนักสำเนียงมายา มันช่วยปลุกเร้าตัณหาได้"
นางรีบกลั้นหายใจในทันทีพร้อมกับกวัดแกว่งกระบี่ยาวในมือไม่หยุดหย่อนหมายจะพัดพากลุ่มควันสีชมพูหนาทึบให้กระจายออกไป
แต่ผ้าไหมสีม่วงหลายเส้นก็พุ่งแหวกม่านหมอกออกมาจู่โจมด้วยท่วงท่าพิสดารราวกับอสรพิษปราดเปรียว
เดิมทีเลิ่งเยวี่ยซวงก็ไม่ใช่คู่มือของหลัวเยาเยาอยู่แล้ว ซ้ำอาการบาดเจ็บก็ยังไม่หายดี ไม่นานนางก็ตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
ในเวลานี้ เสียงยั่วยวนของหลัวเยาเยาก็ดังก้องทะลุม่านหมอกมา มันแฝงไปด้วยพลังอันเย้ายวนใจที่พร้อมจะฉกฉวยวิญญาณของผู้คน
"น้องเยวี่ยซวง เจ้าคงยังไม่เคยลิ้มรสความสุขของการเป็นผู้หญิงเลยสินะ วันนี้พี่สาวจะสอนบทเรียนให้เจ้าเอง"
"รับรองว่าเจ้าจะต้องติดใจจนไม่อยากกลับไปเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้ความรู้สึกอีกเลยล่ะ เจ้าว่ายังไงล่ะ"
เลิ่งเยวี่ยซวงด่ากราด "หน้าไม่อาย"
หลัวเยาเยาจงใจส่งเสียงหอบกระเส่าแล้วหัวเราะเสียงหวาน "หน้าไม่อายตรงไหนกันล่ะ การประสานหยินหยางคือรากฐานของสรรพสิ่งนะ"
"ถ้าไม่มีเรื่องบนเตียงที่เจ้ามองว่าน่าไม่อาย เจ้าจะเกิดมาได้ยังไงกัน"
"ถ้าทุกคนเอาแต่ทำตัวเหมือนคนในสำนักสตรีหยกของพวกเจ้า เผ่าพันธุ์มนุษย์คงสูญพันธุ์ไปตั้งนานแล้วล่ะ"
เลิ่งเยวี่ยซวงเลิกต่อปากต่อคำกับนาง เพราะเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ บาดแผลบนร่างของนางก็ปริแตกอีกแล้ว
พลังวิญญาณในร่างก็ยังไม่ฟื้นฟูกลับมาเต็มที่ แถมยังต้องฝืนสู้ทั้งที่บาดเจ็บ นางไม่มีทางสู้หลัวเยาเยาได้เลย
หลินลั่วเฉินพูดด้วยความยากลำบาก "รีบไป กำลังเสริมของนางใกล้จะมาถึงแล้ว"
เมื่อเห็นว่าตัวเองก็เริ่มถูกควันกระตุ้นกำหนัดและสำเนียงมารฟ้าเล่นงานเข้าแล้ว เลิ่งเยวี่ยซวงจึงรีบหยิบยันต์อาคมออกมาร่ายมนตร์เปิดใช้งานทันที
มิติเกิดการบิดเบี้ยวชั่วขณะ เลิ่งเยวี่ยซวงหอบหิ้วหลินลั่วเฉินหายวับไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
"ยันต์เคลื่อนย้ายงั้นหรือ" หลัวเยาเยาแค่นเสียงเย็น "นังหนู ข้าอยากจะรู้ว่าเจ้าจะมียันต์เคลื่อนย้ายสักกี่แผ่นกันเชียว เจ้าหนีไม่พ้นหรอก"
นางยืนรออยู่กับที่ครู่หนึ่ง ลำแสงนับสิบสายก็พุ่งทะยานมาจากทั่วทุกสารทิศ ผู้ที่ปรากฏตัวคือเหล่าหญิงสาวรูปโฉมงดงามพริ้งเพรา
"ผู้อาวุโสหลัว"
ยามนี้หลัวเยาเยาสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว แต่คราบเลือดที่เปรอะเปื้อนก็ไม่อาจปกปิดได้มิดชิด ทั่วทั้งร่างของนางแผ่ซ่านไปด้วยรังสีอำมหิต
"ไป ตามข้ามา พวกมันหนีเข้าไปในหุบเขาปีศาจจันทร์ดับแล้ว"
แม้เลิ่งเยวี่ยซวงจะลบรอยตราประทับทิ้งไปแล้ว แต่นางก็ยังสามารถจับทิศทางคร่าวๆ ได้จากกลิ่นอายของควันกระตุ้นกำหนัดที่หลงเหลืออยู่
บรรดาลูกศิษย์ต่างพากันงุนงง พวกมันงั้นหรือ ไม่ใช่ว่ามีแค่นางคนเดียวหรอกหรือ
แต่พวกนางก็ไม่มีใครกล้าปริปากถาม ได้แต่ขานรับคำสั่งแล้วเหาะตามหลัวเยาเยามุ่งหน้าลึกเข้าไปในหุบเขาปีศาจจันทร์ดับ