- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตัวร้าย ขอแย่งบทพระเอกมันซะเลย
- บทที่ 12 เรื่องราวในอดีต
บทที่ 12 เรื่องราวในอดีต
บทที่ 12 เรื่องราวในอดีต
บทที่ 12 เรื่องราวในอดีต
"คุณชาย ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ท่านพ่อบอกว่า ในหุบเหวสะกดมารแห่งนี้ ยังสะกดข่มจอมมารเอาไว้อีกตนหนึ่ง ดูเหมือนว่า... จะมาจากเซิ่งโจว"
ในขณะที่หลิงเซียวกำลังก้าวเท้าเตรียมจะจากไป เย่ชิงฉานก็เอ่ยปากรั้งเขาเอาไว้เสียก่อน
"โอ้? เซิ่งโจวงั้นหรือ?"
หลิงเซียวหรี่ตาลงเล็กน้อย รู้สึกคาดหวังขึ้นมาในใจอย่างกะทันหัน
"ถูกต้องเจ้าค่ะ! ตามบันทึกของสำนัก จอมมารตนนี้ดูเหมือนจะเป็นเผ่ามารตนหนึ่ง มาจากเผ่าวิหคจิ่วโยวหมิงเฟิ่งแห่งเซิ่งโจว! คุณชาย เผ่านี้... แข็งแกร่งหรือไม่เจ้าคะ?"
"เผ่าวิหคจิ่วโยวหมิงเฟิ่ง?"
บนใบหน้าของหลิงเซียว ปรากฏความประหลาดใจวาบผ่าน
หากเขาจำไม่ผิด ในอดีตเผ่าวิหคจิ่วโยวหมิงเฟิ่งนี้ถือเป็นตระกูลโบราณอันดับหนึ่งในเซิ่งโจวเลยทีเดียว
แม้จะมีจำนวนคนไม่มากนัก แต่พลังรบกลับไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน
โดยเฉพาะพรสวรรค์ของเผ่านี้ เพลิงอเวจีจิ่วโยว ที่เล่าลือกันว่าสามารถแผดเผาสรรพสิ่งบนโลกให้มอดไหม้ได้
แม้แต่เผ่ามังกรที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งของร่างกายมาแต่ไหนแต่ไร ก็ยังไม่กล้าไปตอแยพวกมันง่ายๆ
แต่ต่อมา นิกายศักดิ์สิทธิ์ได้ออกหน้า และพาเผ่าวิหคหมิงเฟิ่งออกไปจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเผ่ามาร นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกมันก็ไม่ได้ปรากฏตัวบนแผ่นดินเซิ่งโจวอีกเลย
หรือว่า...
เรื่องนี้จะมีความลับที่คนภายนอกไม่รู้อยู่อีก?
ในวินาทีนี้ จู่ๆ หลิงเซียวก็รู้สึกอยากรู้ขึ้นมา เผ่าวิหคหมิงเฟิ่งนี้ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอันใดกันแน่?
กายามารสวรรค์ที่แท้จริงของหลิงเซียว ไม่ช้าก็เร็วจะต้องถูกเปิดเผย
เมื่อถึงเวลานั้น ศัตรูตัวฉกาจที่สุดของเขาก็คือ นิกายศักดิ์สิทธิ์ ที่ในยามนี้ดูเหมือนจะไม่สนใจเรื่องราวทางโลก แต่กลับชอบชักใยบงการทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เบื้องหลัง!
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อหลายร้อยปีก่อน ในเซิ่งโจวก็เคยปรากฏกายาต้องห้ามขึ้นมาสายหนึ่ง ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นการกลับชาติมาเกิดของมารสวรรค์
แต่สุดท้าย เขากลับถูกยอดฝีมือจากนิกายศักดิ์สิทธิ์รุมสังหาร และหายสาบสูญไปตั้งแต่นั้นมา
ความแข็งแกร่งของหลิงเซียวนั้นยอดเยี่ยมก็จริง แต่มันก็ถูกจำกัดอยู่แค่ในหมู่คนรุ่นเยาว์เท่านั้น
แต่เผ่ามารยุคโบราณอย่างวิหคจิ่วโยวหมิงเฟิ่งนี้ ล้วนมีพรสวรรค์ที่ฝืนลิขิตสวรรค์มาตั้งแต่กำเนิด
เขาไม่อยากพลาดพลั้งเพียงก้าวเดียว จนถูกเพลิงอเวจีจิ่วโยวเผาจนไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูกหรอกนะ
ทว่า ยามนี้วิหคหมิงเฟิ่งตนนี้ถูกสะกดข่มอยู่ในโลกเบื้องล่าง เกรงว่าระดับการฝึกฝนก็คงจะไม่เทียบเท่าในอดีตอีกแล้ว
และถ้าหากเขาสามารถเปิดเผยความแค้นระหว่างมันกับนิกายศักดิ์สิทธิ์ได้ ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นไพ่ตายของหลิงเซียวในการต่อกรกับนิกายศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นได้
ที่สำคัญที่สุดคือ เย่ชิงฉานในฐานะบุตรแห่งสวรรค์ ย่อมไม่มีทางตกตายง่ายๆ อย่างแน่นอน
การมีนางร่วมเดินทางไปด้วย บางทีอาจจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็ได้
"พาข้าไปดูหน่อยสิ"
ท้ายที่สุด หลิงเซียวก็สูดลมหายใจเข้าลึก และยังคงไม่คิดจะปล่อยโชคลาภวาสนาที่มาอยู่ตรงหน้าแบบนี้ไป
"เจ้าค่ะ"
เย่ชิงฉานพยักหน้าเบาๆ นำทางหลิงเซียวเดินลึกเข้าไปในห้วงเหว
ไม่นานนัก เมื่อเบื้องหน้าของทั้งสองปรากฏบานประตูหินที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างกะทันหัน ฝีเท้าของเย่ชิงฉานถึงได้หยุดชะงักลง
"คุณชาย ถึงแล้วเจ้าค่ะ"
"อืม"
หลิงเซียวพยักหน้าอย่างเย็นชา ยื่นมือไปประทับบนบานประตูหิน พลังวิญญาณทั่วร่างพุ่งพล่าน บดขยี้มันจนแหลกสลายไปในทันที
ในพริบตานั้น กลิ่นอายอันรกร้างและน่าขนลุกก็พัดโชยเข้ามาปะทะใบหน้า ส่วนบนใบหน้าของหลิงเซียวก็ค่อยๆ ปรากฏความเคร่งเครียดขึ้นมา
ด้วยสัมผัสวิญญาณของเขา เขาสามารถรับรู้ถึงคลื่นความมีชีวิตชีวาสายหนึ่งที่ส่งมาจากเบื้องลึกของความมืดมิดได้อย่างง่ายดาย
แม้จะแผ่วเบามาก แต่หลังบานประตูหินนี้ กลับมีสิ่งมีชีวิตดำรงอยู่จริงๆ
"คุณชาย เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?"
คล้ายกับสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของหลิงเซียว เย่ชิงฉานจึงหันขวับกลับมา แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ระวังตัวหน่อย"
หลิงเซียวไม่ได้พูดอะไรมาก ก้าวเท้าเดินไปตามทิศทางที่ส่งคลื่นความมีชีวิตชีวานั้นมา
"เจ้าค่ะ"
เย่ชิงฉานพยักหน้าเบาๆ เดินตามหลังหลิงเซียวเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำโบราณอย่างกระชั้นชิด
ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ และเบื้องหลังประตูหินบานนั้น กลับเป็นเส้นทางโบราณที่คดเคี้ยวไปมา
เวลาผ่านไป เมื่อเบื้องหน้าของทั้งสอง จู่ๆ ก็มีแสงแห่งวิญญาณสว่างขึ้นมา มิติเบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้างขึ้น
ที่นี่คือตำหนักหินที่ถูกสร้างขึ้นใต้ดิน ดูน่าสะพรึงกลัวและน่าขนลุก แต่กลับมีคลื่นความร้อนแผดเผาพัดม้วนอยู่ตลอดเวลา
และที่ใจกลางตำหนักโบราณนั้น มีแท่นหินสีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบสงบ
ด้านบนนั้น คล้ายกับมีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ เส้นผมสีดำขลับดุจน้ำตก ปกปิดใบหน้าเอาไว้
"ร่างวิญญาณงั้นหรือ?"
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้หลิงเซียวประหลาดใจที่สุดก็คือ เงาร่างนี้ถูกควบแน่นขึ้นมาจากพลังวิญญาณล้วนๆ ปราศจากพลังปราณสายเลือดเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นภาพนี้ ความกังวลในใจของหลิงเซียวก็มลายหายไปจนสิ้น
ด้วยระดับจิตวิญญาณและวิชาโบราณดูดวิญญาณของเขา ย่อมไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวเศษเสี้ยววิญญาณดวงหนึ่งเลย
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่สังหารฉู่หยางไป เขาก็ได้รับสุดยอดของวิเศษทางจิตวิญญาณอย่างหินผานกู่ยุคโบราณมาอีก
อย่าว่าแต่เศษเสี้ยววิญญาณเลย ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเติงเซียนที่แท้จริง ก็ไม่มีทางทะลวงผ่านทะเลวิญญาณของเขาเข้ามาได้
"ชิงฉาน เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่"
หลิงเซียวเอ่ยเสียงเรียบ ก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้แท่นหินโบราณ
และคล้ายกับรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวตรงหน้า เงาร่างที่ถูกกักขังนั้น จึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
เส้นผมสีดำขลับร่วงหล่น ใบหน้างดงามที่ดูเลือนรางก็พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหลิงเซียว
แต่ทว่า!!
ยังไม่ทันที่หลิงเซียวจะอ้าปาก ร่างวิญญาณนั้นก็ค่อยๆ ก้มหน้าลงอีกครั้ง โดยไม่เอ่ยคำใดออกมา
"เจ้าคือคนของเผ่าวิหคหมิงเฟิ่งงั้นหรือ?"
บนใบหน้าของหลิงเซียวเผยให้เห็นถึงรอยยิ้ม ดูจากสภาพของหญิงสาวผู้นี้ เห็นได้ชัดว่านางต้องเผชิญกับความยากลำบากมาไม่น้อย
แต่ เผ่าพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองจากนิกายศักดิ์สิทธิ์ จะตกต่ำถึงขั้นนี้ได้อย่างไร?
"บอกข้ามาสิ ว่าระหว่างเผ่าวิหคหมิงเฟิ่งกับนิกายศักดิ์สิทธิ์ เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ร่างกายของหญิงสาวก็สั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด วินาทีต่อมา นางก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ภายในดวงตาที่สงบนิ่งดั่งบ่อน้ำลึก ในที่สุดก็มีระลอกคลื่นแห่งอารมณ์สั่นกระเพื่อมขึ้นมา
"เจ้าเป็นใคร?"
ชัดเจนเลยว่า การที่สามารถรู้จักชื่อของนิกายศักดิ์สิทธิ์ได้ เด็กหนุ่มตรงหน้านี้ ย่อมไม่ใช่คนของสี่ดินแดนร้างอย่างแน่นอน
แต่ ยอดฝีมือแห่งเซิ่งโจว ย่อมไม่สามารถลงมาเยือนดินแดนแห่งนี้ได้ง่ายๆ
แล้วเขา... ทะลวงผ่านม่านพลังแห่งอาณาเขต จนมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
"ข้าจะเป็นใครมันไม่สำคัญหรอก แต่... ข้าอาจจะสามารถพาเจ้าออกไปจากที่นี่ และกลับไปที่เซิ่งโจวได้"
"กลับไปที่เซิ่งโจว?"
ดวงตาของหญิงสาวสั่นไหวเบาๆ จู่ๆ รอบกายของนางก็มีเปลวเพลิงแผดเผาขึ้นมา กลายสภาพเป็นกรงขังม้วนตัวเข้าสะกดข่มหลิงเซียวในทันที
[จบตอน]