- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อ จากองค์ชายขยะ สู่เทวยุทธ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 190 - มหาสงครามนองเลือด
บทที่ 190 - มหาสงครามนองเลือด
บทที่ 190 - มหาสงครามนองเลือด
บทที่ 190 - มหาสงครามนองเลือด
ภายใต้การสังหารอันดุเดือด เยี่ยอู๋ซวงชักกระบี่
กระบี่ออก ฟ้าดินแปรเปลี่ยน
แสงกระบี่นับร้อยล้านสาย ก่อกำเนิดขึ้นอย่างเลือนราง สว่างวาบจนแสบตา ยอดเขาตำหนักเป่ยหมิงทั้งมวล คล้ายกับกลายเป็นดินแดนแห่งกระบี่ ถูกปกคลุมไปด้วยเจตจำนงกระบี่อันเหน็บหนาว
ฟุ่บ!
กระบี่ยาวชูขึ้นฟ้า แสงกระบี่นับร้อยล้านสายพลันควบแน่น ทั้งหมดมารวมกันที่ปลายกระบี่
แสงกระบี่อันสว่างไสวที่ไม่อาจใช้คำพูดอธิบายได้กลุ่มนั้น ราวกับเป็นภาพย่อส่วนของโลกแห่งวิถีกระบี่ หากระเบิดออก เกรงว่าคงสามารถทำลายล้างได้ทั้งฟ้าดิน
ตูม!!!
กระบี่ยาวฟาดฟันลงบนตราหยก
ฉึก อาภรณ์ของเยี่ยอู๋ซวงถูกฉีกขาดไปกว่าครึ่ง ผิวหนังบนร่างกายก็ปริแตกเป็นรอยเลือดโดยตรง เขาทั้งร่างถูกกระแทกจนจิตวิญญาณสั่นสะท้าน ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด
"ทำลายให้ข้า!"
เยี่ยอู๋ซวงกัดปลายลิ้นอย่างแรง รสเลือดคาวคลุ้งไหลลงคอ เขาคำรามลั่นอย่างบ้าคลั่ง
แสงอันเจิดจ้าตรงปลายกระบี่ ก็ระเบิดออกในเวลานี้เช่นกัน
ฟู่ ฟู่ ฟู่
แสงกระบี่สาดส่องไปทั่วยอดเขา ทุกคนต่างเอามือปิดตาโดยไม่รู้ตัว หวาดกลัวว่าแสงกระบี่ที่สาดส่องไปทั่วท้องฟ้าจะทิ่มแทงดวงตาจนบอด ภายในใจตื่นตระหนกหวาดหวั่น
ยอดเขาทั้งมวล ถูกปกคลุมอยู่ท่ามกลางแสงกระบี่
ฟิ้ว มีสายลมพัดผ่าน สายลมแผ่วเบาพัดพาเส้นผมของทุกคนให้ปลิวไสว คนเหล่านี้ค่อยๆ ลดมือลง เห็นเพียงเยี่ยอู๋ซวงถือกระบี่ต้าหลัว หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
บนร่างของเขามีรอยเลือดเป็นหย่อมๆ กลิ่นอายค่อนข้างอ่อนแรง ทว่าจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่เปล่งประกายความคมกริบในดวงตา กลับยังคงทำให้ผู้คนใจสั่น
เจียงฮ่าวนอนอยู่บนพื้น แววตาค่อนข้างเหม่อลอยว่างเปล่า ตราหยกถูกกระแทกจนแหลกละเอียด ภายในใจของเขามีทั้งความไม่ยินยอม มีทั้งความหวาดกลัว และยิ่งมีความงุนงงที่ไม่อาจเชื่อได้
เขาแพ้แล้วหรือ
แพ้แล้ว!
องค์ชายเก้าแห่งราชวงศ์เทพพานอู่อันสง่างาม อัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานที่มาจากแดนกลาง ขอบเขตจักรพรรดิสวรรค์ขั้นต้น กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับคนขอบเขตราชันเทวะคนหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ปลดปล่อยรากฐานจนหมดสิ้น ใช้ไพ่ตายสังหารเข้าใส่ ก็ยังคงพ่ายแพ้!
มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ!
เขารู้สึกว่าตนเองถูกตอกหมุดประจานไว้บนเสาแห่งความอัปยศ ต่อไปหากกลับไปแดนกลาง หรือตอนที่แดนกลางมาเยือน เขาเกรงว่าคงจะต้องถูกผู้คนไม่น้อยหัวเราะเยาะ
"ทุกท่าน ยังมีข้อข้องใจอะไรอีกหรือไม่!"
เยี่ยอู๋ซวงถือกระบี่ แสยะยิ้มแห้งแล้ง
รอบด้าน เงียบสงัดไปชั่วขณะ อัจฉริยะระดับจุดสูงสุดอย่างนางมารน้อย ภายในใจก็ยังอดไม่ได้ที่จะปั่นป่วนวุ่นวาย ถูกพลังรบที่เยี่ยอู๋ซวงแสดงออกมาทำให้ตกตะลึง
"คนของแดนกลาง ไม่ใช่พวกสวะแห่งสี่ดินแดนหลัก จะสามารถเอาชนะได้หรอกนะ"
"ต่อให้เจ้าชนะ แต่นายน้อยอย่างข้าไม่อนุญาต"
กลางห้วงมิติ มีเงาร่างสายหนึ่งร่วงหล่นลงมา
บนร่างสวมชุดนักพรต สะพายกระบี่ไม้หนึ่งเล่ม เส้นผมสีดำถูกเกล้าขึ้น ดูไปแล้วช่างมีกลิ่นอายของผู้ทรงศีล ทว่าความเย็นชาบนใบหน้าของเขา กลับทำให้ผู้คนไม่ชอบใจนัก
"นักพรตอู๋จีแห่งวังเต๋าหยินหยาง!"
"ฮ่าๆ เขาถึงกับลงมือเองเลยหรือเนี่ย เช่นนั้นตำหนักเป่ยหมิงแห่งนี้ วันนี้ก็ถึงคราวต้องถูกทำลายแล้วล่ะ"
"ขอบเขตจักรพรรดิสวรรค์ขั้นปลาย ใครจะสู้ได้"
บรรดาอัจฉริยะแห่งแดนกลางต่างพากันโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น
ศัตรูตัวฉกาจปรากฏขึ้นอีกแล้ว!
บรรดายอดฝีมือแห่งตำหนักเป่ยหมิง ในเวลานี้ว้าวุ่นใจอย่างแท้จริง
"เข้ามาเลย!"
"เวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน จะถอยหลังได้อย่างไร!"
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
เงาร่างแต่ละสาย พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
หลิงซี ไป๋ฉางเซิง ราชสีห์เทวะเก้ารัศมี สิบสามไท่เป่า ยอดฝีมือหอโลหิตทมิฬ กิเลนทมิฬ หงสาศักดิ์สิทธิ์อมตะ หลินผิงอัน และสัตว์เทพมากมายแห่งหอเทพ
ชั่วขณะหนึ่ง อานุภาพสะเทือนฟ้า ต่อให้เป็นยอดฝีมือจากแดนกลางก็ยังต้องหันมามองโดยไม่รู้ตัว
"หึ แค่พวกไข่เน่ากลุ่มหนึ่ง ยังคิดจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับนายน้อยอย่างข้าอีกหรือ"
นักพรตอู๋จีเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน
ขอบเขตจักรพรรดิสวรรค์ขั้นปลาย ต่อให้โยนไปไว้ในแดนกลาง นั่นก็ถือเป็นระดับแนวหน้าในหมู่อัจฉริยะ ต่อให้ตำหนักเป่ยหมิงจะลุกขึ้นสู้กันแทบทุกคน เขาก็ไม่หวาดหวั่น
"โอ้โห แค่ตำหนักเป่ยหมิงแห่งเดียว ยังคิดจะอาศัยพวกมาข่มเหงคนอื่นอีก ข้าไม่ยอมเป็นคนแรกหรอกนะ"
"เดิมทีข้าอยากจะลงมือ ผลลัพธ์คือถูกเจ้าชิงตัดหน้าไปก่อน เช่นนั้นก็ช่างเถอะ"
"ฮึ ข้าจะไม่ตามใจพวกชนพื้นเมืองกลุ่มนี้เด็ดขาด"
เพียงพริบตาเดียว กลับมียักษ์ใหญ่ลงมือเพิ่มอีกหลายคน
ในดวงตาของหลิงซีมีเปลวเพลิงลุกโชน ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ "ทุกท่าน อยากจะทดสอบวิธีการของตำหนักเป่ยหมิง เช่นนั้นก็ลงมือเถอะ ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่า อัจฉริยะที่มาจากแดนกลาง จะน่าตื่นตะลึงสักเพียงใด!"
ตูม!
มีอัจฉริยะจากแดนกลางเป็นฝ่ายลงมือก่อน
"อัจฉริยะหรือ ข้าไม่เคยคิดว่า จะมีใครกล้าโอ้อวดเรียกตัวเองว่าอัจฉริยะ!"
ไป๋ฉางเซิงกระโดดลอยตัวขึ้นไป ควบแน่นธรรมลักษณ์กายาอายุวัฒนะ พุ่งเข้าสังหารโดยตรง
หลิงซีเป็นผู้นำทัพบุกทะลวง เบื้องหลังมีเงาจิ้งจอกเก้าหางลอยล่อง งดงามวิจิตรตระการตา คล้ายกับจะสะท้อนภาพให้โลกในสายตาของทุกคนกลายเป็นความว่างเปล่า
หลินผิงอันไม่พูดพล่ามทำเพลง เปิดเส้นชีพจรเทวะเก้าทัณฑ์ ใช้ท่วงท่าอันห้าวหาญ พุ่งเข้าปะทะศัตรู
ชั่วขณะหนึ่ง มหาสงครามเป็นไปอย่างดุเดือด
ราชสีห์เทวะเก้ารัศมีและกิเลนทมิฬร่วมมือกัน เพียงแค่ปะทะกันครั้งเดียว ถึงกับฉีกร่างยักษ์ใหญ่ขอบเขตราชันเทวะขั้นปลายผู้หนึ่งจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วท้องฟ้าที่สดใส!
"กายาอายุวัฒนะ เจ้านั่นคือกายาอายุวัฒนะ!"
"นอกจากจิ้งจอกเก้าหางแล้ว ยังมีสัตว์ประหลาดฝืนลิขิตสวรรค์ระดับนี้อยู่อีกหรือ"
"ไม่สิ ดูเจ้าอ้วนนั่นสิ พลังรบของเขาพุ่งทะลัก ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำไมข้าถึงรู้สึกใจสั่นแบบนี้!"
"เส้นชีพจรเทวะเก้าทัณฑ์ นั่นมันบ้าเส้นชีพจรเทวะเก้าทัณฑ์ชัดๆ!"
"ซี้ด นี่พวกเราไปแหย่รังของบุตรแห่งโชคชะตาเข้าแล้วหรือ"
"กิเลนทมิฬเจ็ดดารา ถ้านี่ให้บรรพชนกิเลนแห่งแดนกลางมาเห็นเข้า คงคลุ้มคลั่งแน่ๆ"
"ข้า... บ้าจริง ดูเยี่ยอู๋ซวงสิ เขาเป็นผู้มีนัยน์ตาแฝดนี่นา!"
เวลานี้ เยี่ยอู๋ซวงดึงผ้าปิดตาออก เผยให้เห็นนัยน์ตาแฝดที่ซ่อนเร้นฟ้าดินเอาไว้
ฟุ่บ ฟุ่บ
ง้าวใหญ่สองเล่ม ถูกควบแน่นพุ่งออกมา นำพาการสังหารอันโกลาหล แทงทะลุร่างยักษ์ใหญ่ขอบเขตจักรพรรดิสวรรค์ขั้นต้นผู้หนึ่งโดยตรง เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว สร้างความตกตะลึงไปทั่วแปดทิศ
มหาสงครามเป็นไปอย่างดุเดือดถึงขีดสุด ตำหนักเป่ยหมิงทั้งมวล กลายเป็นสนามรบโดยสมบูรณ์
การต่อสู้ครั้งนี้ สู้กันจนถึงขีดสุด!
ยักษ์ใหญ่แห่งสี่ดินแดนหลัก ถึงกับมีความรู้สึกเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน เมื่อมองดูภาพนี้ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะชูแขนตะโกนร้อง โห่ร้องยินดีให้กับตำหนักเป่ยหมิง
อัจฉริยะแห่งแดนกลาง ทะลวงมิติมาเยือน มองทุกคนในสี่ดินแดนหลักเป็นดั่งมดปลวก แย่งชิงอาณาเขตมากมายงั้นหรือ
พวกมัน อาศัยอะไรกัน!
แม้ระดับการบำเพ็ญเพียรจะไม่เพียงพอ แม้พลังรบจะไม่มากพอ แม้ชาติกำเนิดจะสู้ไม่ได้
แต่ทว่า ข้ามีเลือดร้อนระอุอยู่เต็มอก!
กล้าสาดกระเซ็นขึ้นสู่หมู่ดาว!
สีหน้าของนางมารน้อยและอัจฉริยะระดับสุดยอดคนอื่นๆ เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก พวกเขารู้สึกว่าการต่อสู้ครั้งนี้ อัจฉริยะจากแดนกลางเกรงว่าคงจะต้องพ่ายแพ้ ไม่อาจทำลายตำหนักเป่ยหมิงลงได้
พูดออกไปแล้ว ช่างเป็นเรื่องประหลาดพิสดารยิ่งนัก
หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง คงไม่มีใครยอมเชื่อ
เกิดในแดนกลาง อ้างตัวว่ามีสถานะสูงส่ง ระดับการบำเพ็ญเพียรก็สูงกว่าหนึ่งระดับ เมื่อร่วมมือกันแล้วกลับไม่อาจทำลายตำหนักเป่ยหมิงแห่งสี่ดินแดนหลักลงได้อย่างนั้นหรือ
เหลวไหลสิ้นดี!
"ทำไม ถึงไม่เห็นเจ้าเมืองเป่ยหมิงเลยล่ะ"
"ไม่เคยได้ยินหรือไง ว่าเก็บตัวเข้าด่านไปแล้ว"
"มีสัตว์ประหลาดอยู่ใต้บังคับบัญชามากมายขนาดนี้ เจ้าเมืองเป่ยหมิงผู้นี้... เกรงว่าก็คงเป็นผู้มีพรสวรรค์ฝืนลิขิตสวรรค์เช่นกันกระมัง"
"ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!"
ในดวงตาของทุกคนเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมา
บางที สิ่งที่พวกเขายึดมั่นมาตลอดว่าสามารถควบคุมสี่ดินแดนหลัก แบ่งปันอาณาเขต และแย่งชิงพลังต้นกำเนิดได้อย่างง่ายดาย อาจจะไม่กลายเป็นความจริงก็ได้
เพราะมีคนต่อต้าน และยังเป็นอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทาน!
มหาสงครามสิ้นสุดลงแล้ว
สู้รบกันมาเต็มๆ ครึ่งวัน
เยี่ยอู๋ซวงบาดเจ็บสาหัส ทว่ากลับสามารถทะลวงระดับได้ในยามวิกฤต ถือว่าโชคร้ายกลายเป็นดี ก้าวเข้าสู่ขอบเขตราชันเทวะขั้นกลาง
บาดแผลของไป๋ฉางเซิงนั้นสาหัสกว่า ทว่ากายาอายุวัฒนะของเขา ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้โดยไม่พ่ายแพ้
กิเลนทมิฬ ราชสีห์เทวะเก้ารัศมี ร่างกายถูกทำลายไปกว่าครึ่ง
หลิงซี บาดเจ็บสาหัสจนสลบไสล เป็นตายเท่ากัน
กลับกลายเป็นหลินผิงอัน ที่แสดงพลังรบอันน่าทึ่งออกมา ใช้ตัวคนเดียวขัดขวางนักพรตอู๋จีเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น สั่นสะเทือนไปทั้งงาน
ในท้ายที่สุด อีกาทองคำสามขาก็ลงมือ
แปรเปลี่ยนเป็นดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่ แผดเผาอยู่กลางนภา
ตำหนักเป่ยหมิงต้องจ่ายค่าตอบแทนอันแสนสาหัส เพื่อขัดขวางการโจมตีอันบ้าคลั่งของบรรดาอัจฉริยะจากแดนกลางเอาไว้ได้อย่างแข็งขัน
สี่ดินแดนหลักฮือฮาอื้ออึง บังเกิดความเคารพเลื่อมใส!
[จบแล้ว]