- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 47 - หินเนรมิตฝัน
บทที่ 47 - หินเนรมิตฝัน
บทที่ 47 - หินเนรมิตฝัน
บทที่ 47 - หินเนรมิตฝัน
จี้หงหยวนพาลู่หลีมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องหมายเลข 111 "เข้าไปสิ ในช่วงการฝึกอบรม ห้อง 111 จะเป็นห้องของเธอ"
"เอ่อ... ผมขอเปลี่ยนห้องได้ไหมครับ?" ลู่หลีรู้สึกว่าตัวเลขห้องมันดูเหมือนจะสื่อถึงอะไรบางอย่างที่ฟังดูไม่ค่อยเป็นมงคลเท่าไหร่
แต่น่าเสียดายที่จี้หงหยวนปฏิเสธทันควันอย่างไม่ใยดี "ไม่ได้!"
"พรุ่งนี้เช้าแปดโมงเช้า รวมตัวกันที่ลานหน้าลิฟต์ตัวเดิม นี่คีย์การ์ดห้องของเธอ" พูดจบจี้หงหยวนก็เดินจากไปอย่างมาดเท่
ลู่หลีใช้คีย์การ์ดเปิดประตูเข้าไป พบว่าเป็นหอพักเตียงเดี่ยว มีห้องน้ำเล็กๆ ในตัว มีเตียงไม้หนึ่งหลัง โต๊ะเขียนหนังสือหนึ่งตัว และตู้เสื้อผ้าหนึ่งใบ ภาพรวมถือว่าสะอาดสะอ้านดี ติดอย่างเดียวคือไอ้แสงไฟสีแดงนี่แหละที่เขาทำใจยอมรับลำบาก
ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมต้องใช้ไฟสีแดงให้มันเหมือนฉากในหนังผีด้วยนะ
เสวี่ยอิงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น เธอเดินตรงไปที่เตียง จัดการหยิบฟูก ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม และหมอนที่วางอยู่ในตู้ออกมาปูจนเสร็จสรรพ ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างมีความสุข
แค่ได้นอนเฉยๆ ก็เก่งขึ้นได้ เธอชอบที่นี่ที่สุดเลย! (=^▽^=)!
ลู่หลีเองก็ไม่มีทางเลือก ในเมื่อมาแล้วก็ต้องอยู่ให้ได้ เขานึกขึ้นได้ว่ายังมีกล่องสมบัติอีกใบที่ยังไม่ได้เปิด ลู่หลีจึงนึกส่งให้กล่องนั้นปรากฏออกมา แต่เอ๊ะ... ทำไมกล่องนี้เหมือนจะถูกเปิดไปแล้วล่ะ?
ลู่หลีหันไปมองเสวี่ยอิง เธอรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทางพลางส่งเสียงร้องเบาๆ "อิง..." (เสวี่ยอิงแค่จะแอบดูว่ามีของอร่อยหรือเปล่าเฉยๆ นะ...)
เอาเถอะ เห็นท่าทางน่าสงสาร ออดอ้อน และดูสำนึกผิดแบบนั้น ลู่หลีจะทำอะไรได้ล่ะ นอกจากเลือกที่จะให้อภัยเธอ
เขาผลักฝากล่องออก พบว่าข้างในมีหินก้อนหนึ่งที่รวมสีสันเกือบทุกสีไว้ด้วยกัน แต่ละสีกลับแยกชั้นกันอย่างชัดเจน มันหลอมรวมกันแต่ก็ยังมีความเป็นอิสระต่อกัน และดูเหมือนจะมีพลังไหลเวียนหมุนวนอยู่ข้างใน ดูสวยงามราวกับอยู่ในความฝัน
ลู่หลีหยิบหินและกระดาษการ์ดเล็กๆ ข้างใต้ขึ้นมาดู
【ชื่อ】: หินเนรมิตฝัน
【ระดับ】: ล้ำค่า
【ผลลัพธ์】: ผู้สวมใส่มีโอกาสทำความเข้าใจสกิลพิเศษ [เนรมิตฝัน]
【คำอธิบาย】: คนที่เชื่อมั่นในปาฏิหาริย์ ตัวเขาเองนั่นแหละคือปาฏิหาริย์!
ซิวที่ตอนแรกยังนั่งซึมอยู่ พอเห็นหินก้อนนี้เข้า ดวงตาของมันก็เหมือนถูกตรึงไว้ทันที มีแรงดึงดูดมหาศาลแผ่ออกมาจากหินนั่น ราวกับว่ามันได้พบกับสิ่งของที่โชคชะตากำหนดไว้ให้ "จี้!" (นี่มันคือหินแห่งโชคชะตาชัดๆ!)
มันถึงขั้นกระโดดลงมาเกาะบนมือของลู่หลี แล้วกอดหินเนรมิตฝันเอาไว้แน่น ลู่หลีมองดูซิวที่ตัวพอๆ กับก้อนหินแล้วก็รู้สึกขำ "ซิว หินก้อนนี้มันใหญ่ไปนะ ถึงจะให้แกไป แกก็กอดมันไว้ไม่ไหวหรอก"
ซิว: "จี้!" (ไม่สน! ข้าจะเอา! ข้าจะเอา!)
เอาเถอะ ถึงขั้นไม่เรียกตัวเองว่า 'ข้า' แล้ว สงสัยจะชอบจริงๆ แถมดูผลลัพธ์แล้วก็น่าจะเข้ากับอาการจูนิเบียวของซิวดีเหมือนกัน อยากได้ก็เอาไปเถอะ
แต่ในวินาทีต่อมา สิ่งที่ลู่หลีไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อหินเนรมิตฝันก้อนนั้นจู่ๆ ก็หดเล็กลง และไม่รู้ว่ามีเชือกโผล่มาจากไหน มันจัดการร้อยตัวเองกลายเป็นสร้อยคอห้อยอยู่ที่คอของซิวทันที
"จี้!" (สมกับเป็นหินแห่งโชคชะตา ข้าสัมผัสได้ถึงความจริงใจของเจ้า สักวันหนึ่ง ข้าจะใช้พลังของเจ้าก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกใบนี้!)
ลู่หลีมองภาพนี้ด้วยความทึ่ง สมกับที่เป็นของระดับล้ำค่าจริงๆ สินะ ถึงขั้นปรับขนาดให้เข้ากับผู้ใช้ได้เองเลยเหรอ?
ซิวหันมามองลู่หลี "จี้ จี้!" (ลู่หลีจอมมารแห่งกาลเวลาผู้ยิ่งใหญ่ โปรดส่งข้ากลับไปยังแดนกาลเวลาปั่นป่วนด้วยเถอะ)
ลู่หลีมุมปากกระตุกเบาๆ พูดจาอะไรของแกวะเนี่ย แต่ที่เจ็บใจคือเขาดันฟังเข้าใจนี่สิ! "กินข้าวก่อน! แกไม่ได้กินข้าวมาตั้งวัน... ไม่สิ สองวันแล้วนะ!"
เพราะที่นี่ความเร็วในการฟื้นฟูพลังจิตเพิ่มขึ้นมหาศาล และการส่งสำรวจมิติเร้นลับก็ใช้พลังจิตไม่มาก ลู่หลีจึงไม่สนใจว่าพลังจิตยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ เขาจัดการส่งซิวเข้าไปในวิหารสวรรค์หลิงเซียวอีกครั้ง และมอบตำราพยุงแม่เหล็กไฟฟ้าให้เสวี่ยอิงไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง ก่อนจะล้มตัวลงนอนทันที
เช้าวันต่อมา เจ็ดโมงครึ่ง
ลู่หลีถูกปลุกด้วยเสียงเพลงที่มีจังหวะเร้าใจสุดขีด เขาปีนขึ้นมาจากเตียงด้วยอาการงงงวย พอมองไปรอบๆ ถึงได้นึกออกว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ที่บ้านแล้ว
เสวี่ยอิงเองก็ดูจะรำคาญเสียงเพลงนี้เหมือนกัน หูเล็กๆ ของเธอตกวูบลง เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะนอนต่อ
ในฐานะผู้ควบคุมอสูร ลู่หลีจะยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะ! ตัวเขาเองยังต้องตื่น แล้วสัตว์อสูรจะนอนต่อได้ยังไง! หลังจากล้างหน้าแปรงฟันด้วยความเร็วแสง ลู่หลีก็อุ้มเสวี่ยอิงที่ยังง่วงงุนมุ่งหน้าไปยังลานหน้าลิฟต์ทันที
ยังไม่ทันถึงที่หมาย ลู่หลีก็มองเห็นคนเกือบสองร้อยคนมารวมตัวกันอยู่ไกลๆ มีทั้งชายและหญิง แต่ดูแล้วอายุน่าจะประมาณ 16-17 ปีกันทั้งนั้น ดูเหมือนเขาจะเป็นคนที่อายุมากที่สุดที่นี่ นั่นทำให้ลู่หลีรู้สึกมึนตึ๊บ นี่เขาวนกลับไปอยู่มัธยมปลายปีสุดท้ายหรือเปล่าเนี่ย?
ดูเหมือนคนพวกนี้จะมาก่อนเวลาและผ่านการฝึกขั้นต้นมาบ้างแล้ว พอสี่หลีเดินเข้าไปใกล้ เขาก็พบว่าทุกคนจัดแถวตอนลึกสิบแถวอย่างเป็นระเบียบ และดูเหมือนเขาจะเป็นส่วนเกินเพียงคนเดียว...
สายตาของทุกคนจับจ้องมาที่สมาชิกใหม่ที่มีสัตว์อสูรเดินตามหลังมาด้วยคนนี้ แต่ไม่มีใครซุบซิบซินทา ทุกคนอยู่ในระเบียบวินัยที่เคร่งครัดมาก
ไม่นานนักจี้หงหยวนและผู้ช่วยชายหญิงอีกสองคนก็เดินทางมาถึงในเวลาแปดโมงตรงพอดี จี้หงหยวนปรายตามองลู่หลีที่ยืนเก้ออยู่คนเดียว ก่อนจะตะโกนเรียก "ลู่หลี มาข้างหน้า!"
ลู่หลีเดินไปหาจี้หงหยวนด้วยอาการมึนๆ โดยมีเสวี่ยอิงเดินตามหลังมาต้อยๆ จี้หงหยวนไม่ได้สนใจเสวี่ยอิง เขาประกาศเสียงดังฟังชัด "มีข่าวดีจะบอกทุกคน ที่หนึ่งของรุ่นนี้จะได้รับรางวัลพิเศษเป็นโบราณสถานระดับ 6 หนึ่งแห่ง! และเขาคนนี้! ลู่หลี! ในฐานะผู้ถือครองโบราณสถาน จะเข้าร่วมการฝึกกับพวกเธอในฐานะนักเรียนฝึกพิเศษ"
พริบตานั้น ดวงตาของทุกคนก็เปล่งประกายคมกล้า จ้องเขม็งมาที่ลู่หลีเป็นจุดเดียว แต่กลับไม่มีใครพูดอะไรเลย แววตาพวกนั้นเหมือนกำลังมองเหยื่อที่โอชะ ส่วนพวกเขาคือเพชฌฆาตที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของป่า
ลู่หลีรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ความรู้สึกเหมือนถูกหนามทิ่มแทงไปทั่วแผ่นหลังแต่กลับไม่มีเสียงอะไรเลยแบบนี้ มันเป็นความรู้สึกที่แย่สุดๆ ไปเลย
"อ้อ เขาเป็นเด็กใหม่เอี่ยมที่ไม่มีประสบการณ์อะไรเลยสักอย่าง เพราะฉะนั้น ถ้าพวกเธอที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างเข้มข้นมีผลการเรียนแย่กว่าลู่หลีล่ะก็ เสียใจด้วยนะ พวกเธอต้องไปกินอาหารบำรุงแทนข้าว ฉันเชื่อว่าพวกเธอคงยังไม่ลืมรสชาติอันยอดเยี่ยมของมันหรอกนะ" จี้หงหยวนเสริม
ทันใดนั้นลู่หลีก็รู้สึกถึงจิตสังหารรอบตัว คนพวกนั้นตาเขียวปัดไปหมดแล้ว! ตาเขียวเลยนะโว้ย!!! พวกเขาคงไม่รุมกินโต๊ะผมหรอกใช่ไหม? ถ้าพุ่งเข้ามากัดผมจะทำยังไงดีล่ะ?
เมื่อนึกถึงภาพตัวเองถูกวัยรุ่นรุมทึ้งจนดูไม่จืด ลู่หลีก็กระแอมไอเบาๆ แล้วพูดเสียงค่อย "คุณอาครับ ทำแบบนี้ผมจะไปเข้ากับคนอื่นได้ยังไงล่ะครับ"
จี้หงหยวนปรายตามองลู่หลี ดูเหมือนเจ้าหนุ่มนี่จะไม่รู้เลยว่าสิทธิพิเศษของตัวเองคืออะไร คนอื่นเขามีเวลาฝึกหนึ่งปี แต่แกมีเวลาแค่เดือนเดียวแท้ๆ ยังจะมาห่วงเรื่องหาเพื่อนอีกเหรอ น่าสนใจจริงๆ...
จี้หงหยวนไม่ได้ตอบคำถามลู่หลี เขาประกาศต่อ "ต่อไป เริ่มการทดสอบเบื้องต้นครั้งแรกของเราได้"
ภายใต้การนำของจี้หงหยวน ทุกคนมาหยุดอยู่ที่หน้าเครื่องมือสีเงินขนาดใหญ่ที่ดูหนาหนักและถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุพิเศษหลายชั้น ลู่หลีเห็นดังนั้นก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "คุณอาครับ เครื่องตรวจวัดพลังจิตเครื่องนี้ ทำไมชั้นนอกถึงต้องหุ้มของแปลกๆ ไว้เยอะขนาดนี้ล่ะครับ?"
เมื่อวานพอกลับถึงบ้านลู่หลีก็ลองหาข้อมูลดูแล้วว่าสามารถไปตรวจวัดพลังจิตได้ที่ไหนบ้าง เลยพอจะรู้หน้าตาของเครื่องวัดอยู่บ้าง ซึ่งเครื่องข้างนอกนั่นไม่มีของพิลึกๆ มาหุ้มไว้แบบนี้เลยสักนิด
จี้หงหยวนมองลู่หลีด้วยความแปลกใจ หรือว่าเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้บอกเขา? "ที่นี่มีสนามแม่เหล็กพิเศษ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะได้รับผลกระทบจนพังอย่างรวดเร็ว แม้แต่โลหะยังผุกร่อนได้เลย ที่ต้องหุ้มของพวกนี้ไว้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องมือเสียหาย"
"ถ้าไม่มีของพวกนี้ป้องกัน อย่าว่าแต่เครื่องนี้เลย แม้แต่โทรศัพท์หรือหลอดไฟก็หนีไม่พ้นชะตากรรมพังพินาศเหมือนกัน ที่นี่ที่ยังให้แสงสว่างได้ก็เพราะมีการเติมวัสดุพิเศษเข้าไป อ้อ... แล้วสีแดงนี่ฉันเป็นคนเลือกเอง เชื่อฉันเถอะ อีกหน่อยเธอจะตกหลุมรักมัน"
[จบแล้ว]