- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 45 - ว่าด้วยความสำคัญของสัตว์อสูรสายบิน
บทที่ 45 - ว่าด้วยความสำคัญของสัตว์อสูรสายบิน
บทที่ 45 - ว่าด้วยความสำคัญของสัตว์อสูรสายบิน
บทที่ 45 - ว่าด้วยความสำคัญของสัตว์อสูรสายบิน
ระยะทางระหว่างเมืองหนานเฉิงกับเมืองหลวงนั้นไกลมาก ต่อให้กระบี่ธุลีแดงจะบินด้วยความเร็วสูงสุด ก็ยังต้องใช้เวลาถึงสิบชั่วโมง
เจียงเสี่ยวเสี่ยวไม่ใช่คนใจจืดใจดำอะไรขนาดนั้น แน่นอนว่าเธอไม่หิ้วลู่หลีบินไปตลอดทางหรอก ความขุ่นเคืองเล็กๆ น้อยๆ นั่นหายไปตั้งแต่บินมาได้เพียงสามชั่วโมงแรกแล้ว
ตอนนี้ลู่หลีกับเจียงเสี่ยวเสี่ยวนั่งอยู่บนหลังของวิหคเพลิงสีชาด แม้ความเร็วจะไม่เท่ากระบี่ธุลีแดง แต่กลับให้ความรู้สึกที่มั่นคงและสะดวกสบาย ขนสีแดงเพลิงของมันแผ่พลังงานจางๆ ออกมา ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันลมกรรโชกแรงขณะบินได้แล้ว ยังช่วยรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ร่างกายมนุษย์รู้สึกสบายที่สุดอีกด้วย
เรียกได้ว่าเรื่องความสะดวกสบายนี่ วิหคเพลิงสีชาดจัดการได้อยู่หมัดเลยทีเดียว หากเทียบกับกระบี่ธุลีแดงแล้ว มันก็เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์เทียบกับรถหรูนั่นแหละ เทียบกันไม่ได้เลยสักนิด
มิน่าล่ะรุ่นพี่เจียงถึงพกวิหคเพลิงสีชาดมาด้วย นี่มันคือสัตว์อสูรสุดเทพที่ต้องมีติดตัวไว้สำหรับการเดินทางไกลชัดๆ!
ลู่หลีลองนึกภาพตัวเองขี่สัตว์อสูรของตัวเองดูบ้าง ถ้าขี่เสวี่ยอิง เด็กหนุ่มขี่กวางก็ดูเท่ไม่เลา โดยเฉพาะกวางสีขาวที่ให้ความรู้สึกเหมือนเทพเซียนมาเอง ข้อเสียอย่างเดียวคือมันบินไม่ได้ ถ้าต้องเดินทางไกลจะให้เสวี่ยอิงวิ่งไปตลอดทางก็คงไม่ไหว แค่คิดเขาก็สงสารแย่แล้ว
ส่วนซิว... จะพูดยังไงดีล่ะ ถึงมันจะบินได้แต่ร่างจริงมันคือนกกระจอกตัวกลมๆ ที่ตัวเล็กกว่าฝ่ามือเขาซะอีก ถ้าเขาเอามาทำเป็นพาหนะล่ะก็... อี๋ ไม่เอาหรอก ภาพมันดูพิลึกเกินไปจนทนดูไม่ได้จริงๆ
ส่วนจะให้ซิวเรียนรู้สกิลขยายร่างเพื่อขยายตัวให้ใหญ่พอจะแบกเขาได้ล่ะก็ นอกจากเรื่องความชำนาญสกิลแล้ว แค่ภาพลักษณ์นี่ก็ดูจะไม่ได้แล้ว
คนอื่นเขาขี่มังกรขี่หงส์ แต่เขากลับไปนั่งอยู่บนหลังนกกระจอกอ้วนกลมอุ้ยอ้ายตัวมหึมา... มันดูเข้าท่าที่ไหนล่ะ? เดี๋ยวชาวบ้านเขาได้ขำตายกันพอดี
ดูเหมือนว่าในอนาคตเขาคงต้องทำสัญญากับสัตว์อสูรที่บินได้ บินเร็ว หน้าตาดี และตัวใหญ่พอตัวสักตัวแล้วล่ะ...
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง เมื่อเห็นว่ารุ่นพี่เจียงไม่มีทีท่าว่าจะคุยด้วย ลู่หลีที่รู้สึกเบื่อจึงเรียกเสวี่ยอิงที่กำลังเล่นสนุกจนลืมโลกอยู่ในมิติเร้นลับปฐมภูมิออกมา
เสวี่ยอิง: ??? QAQ ฉันเพิ่งทำเครื่องเล่นไปได้ครึ่งเดียวเองนะ...
ลู่หลีลองคิดดูแล้ว จะรอไปอีกสิบปีมันก็นานเกินไป ต้องรีบจัดการเสียตั้งแต่ตอนนี้! เรื่องการบินนี่ต้องเริ่มฝึกกันตั้งแต่เด็ก ซิวคงหวังอะไรไม่ได้แล้ว แต่เสวี่ยอิงที่เป็นเสื้อกันหนาวตัวน้อยที่แสนดีของเขา ยังพอจะกล่อมได้อยู่
ลู่หลีเริ่มใช้จิตวิทยาในการชี้แนะทันที "เสวี่ยอิง ดูสิ ความรู้สึกตอนบินอยู่บนฟ้ามันดีมากเลยใช่ไหม?"
เสวี่ยอิงใช้เวลาคิดและสัมผัสดูครู่หนึ่ง ความรู้สึกเหมือนได้อยู่บนก้อนเมฆและมองลงมาเห็นแผ่นดินอันกว้างใหญ่แบบนี้ เธอจึงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ใบหน้าของลู่หลีปรากฏรอยยิ้มเหมือนแผนการสำเร็จ "งั้นแกอยากจะโบยบินบนฟ้าได้อย่างอิสระแบบนี้บ้างไหม? อยากจะไปที่ไหนก็ได้ตามใจชอบน่ะ?"
เสวี่ยอิงเริ่มมีอาการเคลิ้มตาม ดวงตาสีชมพูเป็นประกายวิบวับ นี่มันกลิ่นอายแห่งอิสรภาพชัดๆ!
"แถมยังสามารถไปกินของอร่อยๆ จากทุกที่ทั่วโลกได้ด้วยนะ"
ตู้ม! คำพูดนี้ของลู่หลีเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่โยนลงไปในทะเลสาบจนเกิดระลอกคลื่นมหาศาล เสวี่ยอิงนั่งไม่ติดที่ทันที กีบเท้าเล็กๆ ทั้งสี่เริ่มย่ำเป็นจังหวะถี่ๆ "อิง!" (เสวี่ยอิงอยากบิน!!!)
ตอนนี้ในหัวของเสวี่ยอิงมีแต่ภาพตัวเองโบยบินไปตามเมืองต่างๆ ท่ามกลางของอร่อยมากมาย และกำลังเพลิดเพลินกับอาหารเหล่านั้นอย่างเต็มคราบ (﹃)
"แต่ว่านะ เรื่องนี้มันต้องเรียนรู้สกิลประเภทการบินด้วยสิ... แถมแกยังเป็นกวางวิญญาณ การเรียนสกิลการบินมันยากมากเลยนะ..." ลู่หลีทำสีหน้าลำบากใจและเสียดายอย่างยิ่ง
ปึก! เสวี่ยอิงรู้สึกเหมือนฝันหวานของเธอถูกลู่หลีทิ่มแทงจนแตกสลายอย่างไร้เยื่อใย หลังจากตกใจและมึนงงอยู่พักหนึ่ง แววตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า!
"อิง!" (เสวี่ยอิงไม่กลัวหรอก! เสวี่ยอิงฉลาดจะตายไป! เสวี่ยอิงต้องเรียนรู้ได้แน่!)
ลู่หลีมองเห็นท่าทางตื่นเต้นจริงจังของเสวี่ยอิงก็รู้ว่าแผนการนี้สำเร็จชัวร์ ต่อไปแค่เขาหาหนังสือสกิลการบินมาให้เสวี่ยอิงสักเล่ม ในอนาคตอันใกล้นี้ เขาก็จะมีพาหนะบินได้สุดเท่เป็นของตัวเองแล้ว
ถึงเจียงเสี่ยวเสี่ยวจะไม่อยากยุ่งกับลู่หลี แต่พอเห็นลู่หลีปล่อยเสวี่ยอิงออกมาและเริ่มพูดคุยกับมัน หูของเธอก็แอบกระดิกฟังโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้จะฟังไม่ออกว่าเสวี่ยอิงพูดอะไร
แต่ที่แน่ๆ คือเจ้าหมอนลู่หลีนี่กำลังหลอกล่อสัตว์อสูรของตัวเองอยู่ ซึ่งนั่นทำให้เจียงเสี่ยวเสี่ยวมีสีหน้าแปลกประหลาดขึ้นมาทันที นี่ถึงกับอยากให้กวางวิญญาณเรียนสกิลการบินเลยเหรอ นี่มันตลกไปหรือเปล่า?
เธอเกือบจะเอ่ยปากห้ามการทรมานสัตว์ของลู่หลีแล้ว แต่วินาทีต่อมาเธอกลับนึกถึงลูกบอลสายฟ้าประหลาดนั่นขึ้นมาได้ เลยต้องกลืนคำพูดกลับลงคอไป หรือว่า... นี่จะเป็นวิธีการฝึกแบบชี้แนะพิเศษบางอย่าง?
เมื่อความอยากรู้อยากเห็นของเด็กสาวเกิดขึ้นแล้ว การจะทำให้มันหายไปก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
สุดท้ายเจียงเสี่ยวเสี่ยวก็ทนความสงสัยไม่ไหว เธอหันไปมองลู่หลีแล้วถามว่า "เธอให้กวางวิญญาณเรียนสกิลพวกนั้น ไม่กังวลว่ามันจะส่งผลต่อการวิวัฒนาการของมันเหรอ?"
เมื่อได้ยินคำถามของเจียงเสี่ยวเสี่ยว ลู่หลีก็ครุ่นคิดอย่างจริงจัง อืม... ใช้พลังจิตได้... ควบคุมพลังธรรมชาติที่คุมธาตุได้เก้าอย่าง... โดยปกติแล้วนี่คือทิศทางการพัฒนาของกวางวิญญาณที่แตกต่างกันถึงสิบแบบ
หากมองตามวิธีการวิวัฒนาการของกวางวิญญาณทั่วไป เสวี่ยอิงก็น่าจะจบเห่ไปแล้ว ไม่ว่าจะวิวัฒนาการไปทิศทางไหน ก็จะมีพลังงานอื่นอีกตั้งเก้าอย่างคอยฉุดรั้งไว้ ดูเหมือนว่าทางเดียวที่จะรอดคือเดินสายวิวัฒนาการด้านพลังจิต ซึ่งอาจจะดีกว่านิดหน่อย
แต่พวกการวิวัฒนาการที่ไม่เสถียรของกวางวิญญาณตัวอื่น เขาว่ากันว่าเป็นเพราะ 'หัวใจแห่งธรรมชาติ' ไม่ใช่เหรอ? แต่เสวี่ยอิงไม่มีเลยสักนิด แถมพลังธรรมชาติเธอก็เป็นคนตรัสรู้ขึ้นมาเอง ลู่หลีคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และไม่จำเป็นต้องวิวัฒนาการตามรูปแบบที่มีการบันทึกไว้เสมอไปนี่นา
รูปแบบการวิวัฒนาการพวกนั้น มนุษย์ก็เป็นคนวิจัยขึ้นมาทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมเขาจะวิจัยรูปแบบการวิวัฒนาการที่เหมาะกับเสวี่ยอิงขึ้นมาเองไม่ได้ล่ะ?
ลู่หลีจึงลูบหัวเสวี่ยอิง พลางตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ไม่เป็นไรครับ ผมจะวิจัยรูปแบบการวิวัฒนาการที่เหมาะกับเสวี่ยอิงขึ้นมาเอง" จากนั้นก็ก้มลงถามเสวี่ยอิง "เสวี่ยอิง แกเชื่อใจผมไหม?"
"อิง!" (เสวี่ยอิงเชื่อใจลู่หลีที่สุด!)
เจียงเสี่ยวเสี่ยวเห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความไว้วางใจของเสวี่ยอิง และสายตาที่มุ่งมั่นของเด็กหนุ่ม เธอจึงนิ่งเงียบแล้วหันหน้ากลับไป พลางใช้นิ้วมือเกลี่ยเส้นผมไปทัดหูเบาๆ "ฉันมีหนังสือสกิลประเภทการบินอยู่เล่มหนึ่ง อืม... มีสิทธิ์ในการถ่ายทอดด้วย เธอจะเอาไหม?"
ในประเทศบูรพานั้นห้ามการซื้อขายหนังสือสกิลเป็นการส่วนตัว แต่มีกรณีหนึ่งที่เป็นข้อยกเว้น คือผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้สร้างสกิลอย่างยิ่งยวด คนเหล่านี้จะมีสิทธิ์ในการถ่ายทอดและจำหน่ายได้ แต่ราคาต้องไม่สูงกว่าที่สมาคมกำหนด
ลู่หลีได้ยินดังนั้นก็เหมือนสวรรค์โปรด "เอาครับ เอาแน่นอน"
เจียงเสี่ยวเสี่ยวสื่อสารทางจิตกับกำไลมิติก่อนจะหยิบตำราออกมาเล่มหนึ่งแล้วโยนให้ลู่หลี
ลู่หลีรีบคว้าด้วยมือไม้พัลวัน สุดท้ายก็ได้เสวี่ยอิงช่วยใช้พลังจิตรับไว้ให้ ถึงได้ไม่ตกลงไปข้างล่าง
วินาทีที่ลู่หลีเห็นชื่อหนังสือ เขาก็ถึงกับอุทานว่า 'โอ้พระเจ้า' พลางแอบสงสัยว่าผู้คิดค้นสกิลนี้จะเป็นคนทะลุมิติมาเหมือนเขาหรือเปล่า เพราะมันมีชื่อว่า [พยุงแม่เหล็กไฟฟ้า]
เมื่อลองเปิดดูคร่าวๆ หลักการหลักๆ คือการใช้แรงผลักระหว่างกระแสไฟฟ้าเพื่อต้านทานแรงโน้มถ่วงและทำให้ลอยตัวได้ โดยแก่นแท้คือการดึงธาตุสายฟ้ามาคลุมรอบตัว เพื่อให้เกิดการสะท้อนกับธาตุสายฟ้าในธรรมชาติจนเกิดแรงส่ง แต่เพราะความยากที่ค่อนข้างสูงและมีความเร็วค่อนข้างช้า จึงถูกจัดให้อยู่ในระดับสกิลขั้นกลางเท่านั้น
แต่ลู่หลีไม่ได้สนใจระดับของสกิลหรอก ที่เขาสนใจคือวิธีการดึงพลังงานธาตุมาใช้แบบพิเศษนี้ต่างหาก หากเสวี่ยอิงเข้าใจหลักการนี้แล้ว มันเป็นไปได้มากที่เธอจะเปลี่ยนจากธาตุสายฟ้าเป็นธาตุลมที่เหมาะกับการบินมากกว่า หรือแม้แต่ธาตุแสง
นี่มันคือสุดยอดสกิลชัดๆ!
"ขอบคุณครับรุ่นพี่เจียง!" ลู่หลีเก็บตำราไว้อย่างดีใจ ตั้งใจว่าพอถึงเมืองหลวงจะให้เสวี่ยอิงเริ่มเรียนทันที
[จบแล้ว]