- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 43 - วิหารสวรรค์หลิงเซียว
บทที่ 43 - วิหารสวรรค์หลิงเซียว
บทที่ 43 - วิหารสวรรค์หลิงเซียว
บทที่ 43 - วิหารสวรรค์หลิงเซียว
มือที่ถือกระเป๋าของลู่หลีสั่นท้านไปวูบหนึ่ง หรือว่าไอ้หินก้อนนี้จะเป็นทรัพยากรระดับสูงที่มีมูลค่ามหาศาลกันนะ? ลู่หลีรู้สึกเหมือนเห็นเงินก้อนโตติดปีกบินหนีไปต่อหน้าต่อตา
แม้ในใจจะรู้สึกเสียดายจนแทบกระอัก แต่ในเมื่อพูดออกไปแล้ว หากจะเรียกคืนกลับมาก็มีแต่จะทำให้เสียความรู้สึกเปล่าๆ สู้เดินหน้าต่อไปให้สุดทางดีกว่า บางทีถ้ารุ่นพี่เจียงอารมณ์ดีขึ้นมา เธออาจจะให้ค่าตอบแทนอย่างอื่นที่คุ้มค่ากว่านี้ก็ได้
ก็นะ รุ่นพี่อายุยังน้อยแต่กลับฝึกฝนกระบี่ใจจนมีพลังรบระดับท็อปได้ ที่บ้านต้องรวยมากแน่ๆ เลยใช่ไหม?
ลู่หลียังคงรักษาพวกรอยยิ้มไว้ได้ "ไม่เป็นไรครับ ผมเชื่อว่ารุ่นพี่เจียงคงไม่ปล่อยให้ผมขาดทุนหรอก ถ้ารุ่นพี่รู้สึกเกรงใจจริงๆ ก็แค่ช่วยพาผมไปลุยดันเจี้ยนในพื้นที่มิติอื่นๆ บ่อยๆ ก็พอครับ"
การใช้ทรัพยากรที่ตัวเองไม่ได้ใช้ ไปแลกกับหนี้บุญคุณ... ยังไงก็คุ้มเห็นๆ!
'อยากจะให้ฉันพาไปพื้นที่มิติอื่นงั้นเหรอ?' เจียงเสี่ยวเสี่ยวปรายตามองลู่หลีเล็กน้อย เธอเริ่มยอมรับเจ้าหมอนนี่ที่เรียกเธอว่ารุ่นพี่ไม่หยุดหยิดขึ้นมาบ้างแล้ว เธอรับกระเป๋าไปแล้วพูดต่อว่า "งั้นฉันรับไว้ละกัน"
เมื่อรู้ว่าลู่หลีมีความสนใจเป็นพิเศษในพื้นที่มิติ เจียงเสี่ยวเสี่ยวก็ไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป "กลับไปเก็บของซะ พรุ่งนี้ไปเมืองหลวงกับฉัน"
ลู่หลีอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นความยินดีสุดขีด จะเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? ถึงจะรู้ว่ารุ่นพี่เจียงเป็นคนพูดจริงทำจริง แต่เขาเพิ่งพูดจบเธอก็จะพาไปที่อื่นเลยเหรอ? ไม่ต้องพักผ่อนหน่อยเหรอครับ?
"ตกลงครับรุ่นพี่เจียง งั้นพรุ่งนี้เจอกันครับ!"
ดีจริงๆ จะได้เก็บเกี่ยวความลับใหม่ๆ อีกแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้นใบหน้าของลู่หลีก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ
เจียงเสี่ยวเสี่ยวมองลู่หลีด้วยความสงสัยนิดๆ หมอนนี่ไม่ถามสักคำเลยเหรอว่าจะพาไปเมืองหลวงทำไม ก็ตอบตกลงอย่างมีความสุขซะแล้ว? ช่างเถอะ ในเมื่อเขาไม่ถาม เธอก็ขี้เกียจอธิบาย ถึงที่นั่นเดี๋ยวเขาก็เข้าใจเองแหละ
หลังจากแยกทางกับเจียงเสี่ยวเสี่ยว ลู่หลีก็รีบกลับบ้านทันที "เสวี่ยอิง ข้าวอยู่ในตู้ แกกับซิวจัดการกันเองนะ!"
สิ้นคำพูดลู่หลีก็พุ่งตัวเข้าห้องนอนไปทันที เขาตื่นเต้นจนตัวสั่น อยากจะเห็นมิติเร้นลับแห่งใหม่ของตัวเองจะแย่แล้ว!
เสวี่ยอิงและซิวหันมามองหน้ากันด้วยความฉงน ทำไมลู่หลีถึงดูตื่นเต้นขนาดนั้นล่ะ ข้าวปลาก็ไม่กินเหรอ?
ทันทีที่ลู่หลีเข้าสู่ห้วงมิติจิตสำนึก เขาก็พบว่าบนม้วนคัมภีร์บันทึกอสูรบรรพกาลที่ดูเก่าๆ นั้น ตรงมุมขวาล่างปรากฏจุดแสงเล็กๆ สว่างขึ้นมาหนึ่งจุด
ลู่หลีดีใจมาก มิติเร้นลับแห่งใหม่ปรากฏขึ้นจริงๆ ด้วย และจากประสบการณ์ครั้งก่อน เขาไม่กดที่จุดแสงนั่นตรงๆ อีก แต่เอามือไปกดที่ปุ่มส่งสำรวจมิติเร้นลับแทน
ทันใดนั้นแสงสีม่วงสายหนึ่งก็หลอมรวมเข้ากับจุดแสงนั่น ปรากฏเป็นไอคอนรูปวิหารขนาดใหญ่ และพื้นที่รอบๆ บนคัมภีร์ที่เคยเป็นสีเทาก็เริ่มเปลี่ยนไป เหมือนมีผ้าคลุมบางๆ มาปิดทับไว้แทน
"โอ้? ครั้งนี้เป็นวิหารงั้นเหรอ?"
[สร้างมิติเร้นลับแห่งที่สองสำเร็จ]
【ชื่อ】: วิหารสวรรค์หลิงเซียว
【โบนัส】: เร่งเวลาเร็วขึ้น 100% (หมายเหตุ: ไม่มีผลต่ออายุขัยและการเจริญเติบโตของร่างกาย)
เร่งเวลาเร็วขึ้น 100% งั้นเหรอ? ดูเหมือนจะเป็นโบนัสที่ดีทีเดียว ถ้าอัตราส่วนมันสูงกว่านี้อีกนิดก็คงดี ลู่หลีมองดูข้อมูลมิติแห่งที่สองพลางคิดอย่างโลภมากในใจ
"ต่อไป มาลองเข้าไปดูหน่อยซิว่ามิติที่สองนี้จะมีหน้าตาเป็นยังไง" ลู่หลีกดลงไปที่ไอคอนนั่นทันที ทัศนียภาพรอบตัวพลันพร่าเลือน ก่อนที่เขาจะมาโผล่อยู่ในวิหารสีขาวบริสุทธิ์ที่มีไอเซียนลอยละล่องอยู่รอบตัว
ตรงกลางเหนือหัวมีป้ายชื่อวิหารที่ดูทรงพลังอย่างยิ่ง มีตัวอักษรสีม่วงทองสองตัวที่เขียนอย่างเฉียบคมราวกับมังกรทะยานอยู่บนป้ายว่า 'หลิงเซียว'! รอบๆ เป็นเสาหยกสีขาวที่แกะสลักเป็นลวดลายนมังกรและหงส์ ส่วนบนพื้นมีเบาะรองนั่งสีขาววางอยู่สองอัน
ทุกอย่างดูสวยงามราวกับแดนเซียนจนน่าทึ่ง ทำให้ลู่หลีนึกถึงตำหนักหลิงเซียวในตำนานจากโลกก่อนเลยทีเดียว
"หนึ่งวันบนสวรรค์ เท่ากับหนึ่งปีบนโลกงั้นเหรอ?" ถ้าเร่งเวลาได้สักสามหมื่นหกพันห้าร้อยเท่าก็คงจะดีสิ นี่เร่งแค่เท่าเดียวเอง ดูจะไม่ค่อยสมชื่อหลิงเซียวเลยนะเนี่ย แกเป็นมิติเร้นลับที่โตแล้วนะ ต้องพยายามทำตัวให้สมชื่อหน่อยสิ
หลังจากชื่นชมได้พักหนึ่ง ลู่หลีก็ตัดสินใจออกมา เพราะเขารับโบนัสนี้ด้วยตัวเองไม่ได้ สู้เอาเวลาไปเข้ามิติเร้นลับปฐมภูมิ เพื่อสร้างหิ้งหนังสือจำลองของตัวเองต่อดีกว่า
คิดได้ก็ทำทันที ลู่หลีกดไปที่ไอคอนสระน้ำเล็กๆ ทันใดนั้นเสวี่ยอิงที่กำลังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในห้องนั่งเล่นก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาเต็มไปด้วยความตระหนกพลางมองไปทางห้องนอน กลิ่นอายของลู่หลีหายไปแล้ว...
ลู่หลีที่ปรากฏตัวในมิติเร้นลับปฐมภูมิ มองดูสภาพแวดล้อมที่ว่างเปล่ารอบตัวด้วยอาการอึ้งทึ่ง "นี่มันเกิดอะไรขึ้น?! หิ้งหนังสือผมล่ะ?!" ถ้าไม่ใช่เพราะสระหยาดทิพย์จิตวิญญาณที่คุ้นเคยยังตั้งอยู่ตรงหน้า ลู่หลีคงคิดว่าตัวเองทะลุมิติมาอีกรอบแน่ๆ
ลู่หลีมองไปรอบๆ พื้นที่รกร้างที่กว้างขวางขึ้นอย่างมหาศาล "ทำไมที่นี่ถึงได้ใหญ่ขึ้นขนาดนี้ล่ะ?"
ขยายใหญ่ขึ้นน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ประเด็นคือพอขยายแล้วทำไมหิ้งหนังสือของผมถึงหายไปด้วย? แล้วแบบนี้จะไปหาเจอได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าต้องให้ผมมานั่งสร้างใหม่หมดหรอกนะ? นั่นมันผลงานหยาดเหงื่อแรงกายครึ่งเดือนของผมเลยนะ...
"ถ้าหิ้งหนังสือปรากฏขึ้นที่นี่ได้ก็คงดี..." สิ้นคำพูด ลู่หลีก็พบว่าหิ้งหนังสือปรากฏขึ้นข้างตัวเขา พร้อมกับหนังสือที่คุ้นเคยและดาบในตู้กระจกใสข้างล่าง ลู่หลีถึงกับน้ำตาซึมด้วยความตื้นตันใจ
เขาไม่สนแล้วว่าตัวเองจะสัมผัสของพวกนี้ไม่ได้ เขาพุ่งเข้าไปหาหิ้งหนังสือ เปิดดูเนื้อหาข้างในเพื่อให้แน่ใจว่ามันยังครบถ้วน เมื่อยืนยันเสร็จเขากำลังจะวางหนังสือลง แต่แล้วร่างกายของลู่หลีก็แข็งท้างไปทันที เพราะเขาเพิ่งตระหนักถึงสิ่งผิดปกติ
"ไม่ใช่ว่าผมสัมผัสของพวกนี้ไม่ได้เหรอ? แล้ว... ตอนนี้มันคืออะไรกัน?" ลู่หลีมองไปรอบๆ พื้นที่ที่กว้างใหญ่ขึ้นอย่างไม่รู้กี่เท่า แต่มันกลับดูคุ้นตาอย่างประหลาด เขาเริ่มนึกถึงตอนที่เขาคิดอยากให้หิ้งหนังสือปรากฏขึ้นมา แล้วมันก็ปรากฏขึ้นมาจริงๆ
ที่นี่ดูเหมือนกับสภาพแวดล้อมในโบราณสถานเลยแฮะ... ทันใดนั้นลู่หลีก็ก็นึกถึงรูบิกที่หายไปนั่น "หรือว่ารูบิกอันนั้นจะเป็นแก่นกลางโบราณสถานจริงๆ? แล้วครั้งนี้โบราณสถานก็ถูกผมเก็บมา? จากนั้นด้วยเหตุผลบางอย่างมันก็เลยหลอมรวมเข้ากับมิติเร้นลับปฐมภูมิ? ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็..."
ลู่หลีหลับตาลง นึกถึงความรู้สึกตอนที่จิตสำนึกเข้าไปในรูบิก วินาทีต่อมาเมื่อลืมตาขึ้น เขาก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในพื้นที่สีขาวที่คุ้นเคย เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีหน้าจอมากมายขนาดนั้นแล้ว
เหลือเพียงภาพมุมสูงของมิติเร้นลับปฐมภูมิที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ตอนนี้ลู่หลีถึงได้รู้ว่าไม่เพียงแต่มิติเร้นลับปฐมภูมิจะใหญ่ขึ้นเท่านั้น แม้แต่เขตพายุอัสนีก็ปรากฏอยู่ในมิติเร้นลับปฐมภูมิด้วย เพียงแต่มันตั้งอยู่ที่มุมหนึ่ง เขาจึงมองไม่เห็นในตอนแรก
หลังจากออกจากสภาวะมุมมองพระเจ้า ลู่หลีก็รีบเปิดตู้กระจกใสออกมาทันที เขาหยิบดาบสุดรักออกมาถือเล่นทีละเล่ม นี่มันคือของก๊อปปี้แบบหนึ่งต่อหนึ่งเลยนะ! ทั้งน้ำหนักและวัสดุเหมือนกันเป๊ะๆ วัยรุ่นคนไหนจะปฏิเสธเสน่ห์แบบนี้ได้ลงล่ะ?
ในเมื่อตอนนี้เขาถือดาบได้แล้ว จะไม่มีเป้าหมายเอาไว้ซ้อมมือได้ยังไง?
ลู่หลีรีบควบคุมหมอกสีเทาให้ควบแน่นเป็นหลักไม้ไผ่ทันที อาจเป็นเพราะการหลอมรวมกับโบราณสถานทั้งแห่ง ทำให้ตอนนี้หมอกสีเทาสามารถลอยขึ้นมาจากพื้นดินและควบแน่นเป็นวัตถุในจุดที่ต้องการได้โดยตรง
ความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นระดับมหากาพย์เลยทีเดียว!
"ฟู่—" ลู่หลีใช้สองมือกุมดาบไว้แน่น ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่หลักไม้ไผ่ตรงหน้า พลังเริ่มส่งต่อจากขาขึ้นมาที่เอว ผ่านไปยังช่วงแขน ก่อนจะตวัดดาบออกไปอย่างรวดเร็ว
ฉับ—
ไม้ไผ่ขาดสะบั้นลงตามแรงดาบ รอยตัดเรียบกริบราวกับหน้ากระจก
ลู่หลีเริ่มสนุกจนหยุดไม่อยู่ ฟันไปอีกหลายดาบจนหลักไม้ไผ่เหลือเพียงตอสุดท้าย เขาถึงได้รู้สึกพอใจและเก็บดาบเข้าตู้กระจกไป จากนั้นก็ยืนเอามือไพล่หลังมองดูผลงานของตัวเองราวกับจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่... ถ้าเพียงแต่สองมือที่ไขว้หลังอยู่นั่นไม่สั่นพั่บๆ ล่ะก็นะ
ลู่หลีเองก็ไม่คิดว่าดาบเล่มหนึ่งจะหนักขนาดนี้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนสมัยก่อนที่ถืออาวุธสู้รบกันจะมีพละกำลังมหาศาลขนาดไหน ถ้าเป็นเขาหลุดไปในยุคนั้น คงอยู่ไม่รอดเกินตอนแรกแน่ๆ
รอจนแขนเริ่มฟื้นตัวและหยุดสั่น ลู่หลีก็ออกจากมิติปฐมภูมิ ทันทีที่เขากลับมาปรากฏตัวที่บ้าน ร่างสีขาวร่างหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่จนเขาล้มลงกับพื้น
ดวงตาสีชมพูของเสวี่ยอิงมีน้ำตาคลอเบ้า ขนตาเปียกชื้นไปหมด "อิง!" (ลู่หลีหายไปไหนมา เสวี่ยอิงตกใจแทบตายแน่!)
ซิวเองก็ตาแดงก่ำ ขนพองไปทั้งตัวยืนอยู่ข้างๆ แม้ลู่หลีจะปรากฏตัวออกมาแล้ว แต่มันก็ยังมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง "จี้!" (นายเหนือหัว มีความมืดมิดอันลึกลับมาเยือนอย่างนั้นหรือ!)
[จบแล้ว]