- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 41 - เผ่าพันธุ์ราชันเซนทอร์
บทที่ 41 - เผ่าพันธุ์ราชันเซนทอร์
บทที่ 41 - เผ่าพันธุ์ราชันเซนทอร์
บทที่ 41 - เผ่าพันธุ์ราชันเซนทอร์
ลู่หลีลองยื่นมือซ้ายออกมาแล้วกวาดไปทางซ้ายกลางอากาศ แต่กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง รุ่นพี่เจียงและคนอื่นๆ ยังคงอยู่ที่เดิม
เขายกมือขวาขึ้นมาพิเคราะห์ด้วยความฉงน "หรือว่าในมือขวาของผมจะมีพลังลึกลับบางอย่างสิงสถิตอยู่?"
วินาทีต่อมาลู่หลีรีบส่ายหัวทันทีเพื่อขับไล่ความคิดเบียวๆ นั่นออกไป ต้องเป็นเพราะซิวแน่ๆ! เขาชักจะเริ่มติดนิสัยเบียวตามมันมาซะแล้ว
ตอนนี้ลู่หลีพอจะเดาสาเหตุได้แล้ว ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเพราะรูบิกที่วางอยู่บนมือขวาของเขา! เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่หลีจึงลองใช้มือขวากวาดไปทางขวาดู ทันใดนั้นรุ่นพี่เจียงและพวกวิหคเพลิงสีชาดก็กลับเข้าสู่เขตพายุอัสนีอีกครั้ง
วิหคเพลิงสีชาด: ??? ขนฉันนน!!!
เอ่อ... ผมไม่ได้ตั้งใจนะ คุณจะเชื่อไหม? มันแค่ถนัดปัดไปทางขวามากกว่าน่ะ เพื่อเป็นการชดเชย ลู่หลีจึงรีบปัดไปทางขวาอีกหลายครั้ง เพื่อให้รุ่นพี่เจียงและพวกเธอออกจากเขตพายุอัสนีไปก่อน
จากนั้นลู่หลีก็เริ่มศึกษารูปลักษณ์ของพื้นที่ต่างๆ ที่แสดงอยู่บนกล่องสี่เหลี่ยมอย่างละเอียด ในเมื่อตอนนี้เขาสามารถเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตได้โดยตรง วิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุดคือการเคลื่อนย้ายรุ่นพี่เจียงและคนอื่นๆ มาไว้ใกล้ๆ ตัวเขา เพื่อความปลอดภัยของตัวเองจะได้มีหลักประกัน
ดังนั้น ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการหาภูมิประเทศที่คล้ายกับบริเวณนี้ ซึ่งเป็นจุดที่เขาเคยเห็นมาก่อน!
ลู่หลีพยายามนึกทบทวนอยู่นาน แต่เขาก็พบว่าตัวเองไม่ได้จดจำจุดสังเกตระหว่างทางเลยสักนิด เพราะตอนนั้นเขามัวแต่คิดเรื่องหนี จะไปมีเวลามาสังเกตสิ่งของข้างทางได้อย่างไรล่ะ สิ่งเดียวที่พอจะเป็นเอกลักษณ์ได้ก็คงจะมีแต่ "หมอก" นั่นแหละ!
หวังว่าหมอกแบบนี้จะมีอยู่แค่ที่เดียวนา...
ลู่หลีเริ่มไล่หาหมอกทีละหน้าจอ อันแรกไม่มี... อันที่สองไม่มี... ไม่นานเขาก็หาหน้าจอทั้งด้านบน ซ้าย และขวาจนครบ แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของหมอกเลย
ตอนนี้เหลือเพียงหน้าจอทั้งเก้าที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าเท่านั้น ถ้ายังไม่มีอีก ลู่หลีก็จนปัญญา ได้แต่หวังว่าถ้ารุ่นพี่เจียงฟื้นขึ้นมาแล้วเธอจะเดินมาที่นี่เอง
เขาสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ก่อนจะย่อตัวลงสังเกตอย่างละเอียด ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกผิดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือเพียงช่องตรงกลางใต้ฝ่าเท้าของเขาเท่านั้น!
ต้องมีสิ... ต้องมี!
ลู่หลีค่อยๆ เลื่อนเท้าออก เพื่อให้ภาพบนหน้าจอเปิดเผยออกมาทีละนิด เมื่อเห็นสีเทาปรากฏขึ้น ลู่หลีก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างที่สุด มันโผล่ออกมาแล้ว! พื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอก! มันอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขามาตลอดนี่เอง!
นี่มันเข้าตำรา "ตามหาจนทั่วสุดท้ายก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม" เลยหรือเปล่านะ?
งานนี้รอดชัวร์! เขาแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ก่อนจะเริ่มเคลื่อนย้ายตำแหน่งของรุ่นพี่
วิหคเพลิงสีชาดและกระบี่ธุลีแดงมองดูทัศนียภาพรอบๆ ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ สีหน้าเคร่งเครียดของพวกมันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น นี่พวกมันติดอยู่ในสกิลประเภทความฝันของสัตว์อสูรดุร้ายตัวไหนหรือเปล่า?
ไม่อย่างนั้นทำไมทัศนียภาพรอบตัวถึงได้สลับสับเปลี่ยนไปมาแบบนี้
กระบี่ธุลีแดงส่งเสียงสั่น: "หึ่ง!" (เสี่ยวหง ให้ฉันแทงสักดาบดีไหม)
ปกติแล้วถ้าไม่ใช่สกิลประเภทความฝันที่มีระดับหรือความชำนาญสูงมาก ก็สามารถใช้วิธีรักษาด้วยความเจ็บปวดเพื่อให้ตื่นขึ้นมาได้
วิหคเพลิงสีชาดมองดูกระบี่ธุลีแดงที่ค่อยๆ ลอยเข้ามาหา พลางส่ายหัวจนเหมือนพัดลม เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางเด็ดขาด!
ในขณะที่วิหคเพลิงสีชาดถอยหลังและกระบี่ธุลีแดงค่อยๆ รุกไล่ ทัศนียภาพรอบตัวก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง หมอกหนาเข้าเติมเต็มพื้นที่รอบตัวพวกมันทันที ทำให้สัตว์อสูรทั้งสองชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบกลับไปอยู่ข้างกายเจียงเสี่ยวเสี่ยว คอยระแวดระวังรอบทิศอย่างเข้มงวด
ผ่านไปไม่นาน กระบี่ธุลีแดงก็ชี้ปลายดาบไปทางทิศเหนือทันที: "หึ่ง!" (มีบางอย่างกำลังมา!)
ท่ามกลางหมอกที่พริ้วไหว เงาดำที่มีร่างท่อนบนเป็นมนุษย์ ที่เอวมีวัตถุสองอย่างห้อยอยู่และส่ายไปมาตามจังหวะก้าวเดิน ท่อนล่างมีสี่ขาค่อยๆ ปรากฏขึ้น เสียง "ตึก ตึก" คล้ายเสียงกีบม้ากระทบพื้นดังใกล้เข้ามาอย่างไม่รีบร้อน
"หึ่ง!" (ระวัง! อาจจะเป็นเผ่าพันธุ์ราชันเซนทอร์ มีเพียงพวกราชันเซนทอร์เท่านั้นที่มีอาวุธพกไว้ที่เอว!)
สายตาของวิหคเพลิงสีชาดเริ่มคมกล้า เปลวไฟในปากเริ่มก่อตัวพร้อมจู่โจม เผ่าพันธุ์ราชันเซนทอร์นั้นเป็นสัตว์อสูรระดับราชันชั้นสูง พลังของมันไม่อาจดูหมิ่นได้เลย หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว พวกมันอาจจะถูกกวาดล้างจนหมดที่นี่! ต้องชิงลงมือก่อน!
กระแสพลังของกระบี่ธุลีแดงเริ่มควบแน่น กดดันอยู่ภายในแต่ไม่แสดงออก หากราชันเซนทอร์ตัวนี้แสดงท่าทีเป็นศัตรูออกมาแม้เพียงนิดเดียว มันจะระเบิดพลังทั้งหมดทันที เพื่อโจมตีให้บาดเจ็บหนักในดาบเดียว เพื่อเปิดโอกาสให้วิหคเพลิงสีชาดพาผู้ควบคุมอสูรหนีไป!
เมื่อเงาดำนั้นเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ กระบี่ธุลีแดงก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ร่างนี้ดูเหมือนจะเล็กไปหน่อย... หรือว่าจะเป็นลูกของราชันเซนทอร์? แต่ทำไมกลิ่นอายถึงได้ดูคุ้นเคยแบบนี้? มันไม่ยักษ์นึกออกว่าเคยเห็นลูกของราชันเซนทอร์ที่ไหนมาก่อน
เปลวไฟเริ่มพวยพุ่งออกมาจากปากของวิหคเพลิงสีชาด เห็นได้ชัดว่าพลังงานถูกรวบรวมจนถึงขีดสุดแล้ว
ลู่หลีขี่เสวี่ยอิงเดินไปตามทิศทางในความทรงจำ ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มจางๆ "น่าจะใกล้เจอพวกรุ่นพี่เจียงแล้วล่ะ ไม่รู้ว่าถ้าพวกเธอเห็นพวกเราแล้วจะประหลาดใจหรือเปล่า"
แต่ไม่ว่าพวกรุ่นพี่เจียงจะประหลาดใจหรือไม่ เสวี่ยอิงกลับดูมีความสุขมาก ฝีเท้าของมันเบาหวิวขึ้นมาทันที เพราะถ้ามีพวกเธออยู่ด้วย เธอก็มีหน้าที่แค่คอยกินของอร่อยๆ เท่านั้น
มีเรื่องให้พวกนั้นจัดการ มีของกินให้เธอจัดการเอง จะมีสัตว์อสูรตัวไหนดีไปกว่าพวกนี้อีกนะ! (≧▽≦)!
ในวินาทีที่ลู่หลีเข้าสู่ระยะการมองเห็นของกระบี่ธุลีแดงและวิหคเพลิงสีชาด ทันใดนั้นลู่หลีก็รู้สึกถึงเปลวไฟที่ร้อนระอุอย่างยิ่ง บินผ่านเหนือหัวเขาไปไม่ไกล หนังศีรษะรู้สึกอุ่นวาบ
นี่มันเป็นการเตือนใช่ไหม? นี่ต้องเป็นการเตือนแน่ๆ!
ร่างกายของลู่หลีและเสวี่ยอิงแข็งท้างไปทันที เสวี่ยอิงถามเสียงอ่อย: "อิง?" (ลู่หลี พวกเราเดินมาผิดทางหรือเปล่า หรือว่าพวกเรากลับกันดีไหม?)
ลู่หลีลอบกลืนน้ำลายพลางพยักหน้า "น่ะ... น่าจะจำผิดมั้ง ไปเถอะ พวกเรากลับกัน"
กระบี่ธุลีแดงมองดูวิหคเพลิงสีชาดที่มีสีหน้าสำนึกผิดด้วยความโมโหจัด เมื่อกี้ถ้ามันไม่ตอบสนองไวพอ แล้วใช้ดาบตบปากเจ้านกโง่นี่ให้เงยขึ้นไปอีกนิด เจ้านกเบ๊อะนี่คงได้ฆ่าพวกเดียวกันเองไปแล้ว!
วิหคเพลิงสีชาด: ฉันไม่ได้สังเกตนี่นา... ตอนแรกกะว่าจะตะโกนเรียกพวกเขาเฉยๆ แต่ลืมไปว่าในปากรวบรวมพลังไว้อยู่
กระบี่ธุลีแดงส่งเสียงสั่น: "หึ่ง!" (พอแล้ว! คนโดนแกขู่จนวิ่งหนีไปหมดแล้ว รีบแบกผู้ควบคุมอสูรขึ้นหลังแล้วตามไปเร็ว)
ลู่หลีหันไปมองข้างหลังเป็นระยะ เมื่อเขาเห็นหมอกปั่นป่วนขึ้นมาทันที และมีเงาดำขนาดใหญ่ดูเหมือนจะไล่ตามมา เขาก็ตกใจแทบสิ้นสติ
บ้าน่า?! พวกเรายังไม่ทันได้ดูอะไรเลยสักนิด อ้อ ไม่สิ ยังไม่ทันเห็นอะไรเลยด้วยซ้ำ ถึงกับต้องฆ่าแกงกันให้ตายไปข้างเลยเหรอ?
"เสวี่ยอิง วิ่งให้เต็มสปีดเลย เหมือนไอ้ตัวนั้นมันจะไล่ตามเรามาแล้ว!"
เสวี่ยอิงได้ยินดังนั้นก็ไม่สนเรื่องออมแรงอีกต่อไป เปิดใช้งานสกิลล่องวายุ ความเร็วพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัว พุ่งทะยานไปทางวิหารอย่างรวดเร็ว
วิหคเพลิงสีชาด: ทำไมพวกเขาถึงเร่งความเร็วอีกล่ะ? เจออันตรายอะไรเข้าหรือเปล่า?
กระบี่ธุลีแดงได้แต่ยิ้มขื่น ไม่อยากจะพูดออกมาเลย ที่พวกเขาหลบอยู่น่ะ คือแกล้วนๆ เลยไม่ใช่หรือไง ยัยนกเบ๊อะ!
ถึงแม้เสวี่ยอิงจะพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่สำหรับสัตว์อสูรระดับปลุกพลังอย่างมัน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิหคเพลิงสีชาดระดับราชัน มันไม่มีทางเทียบกันได้เลย ไม่ถึงครึ่งนาที วิหคเพลิงสีชาดที่เร่งความเร็วเพียงเล็กน้อยก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าลู่หลี
จากนั้น ต่างฝ่ายต่างก็จ้องตากันปริบๆ...
บรรยากาศเงียบกริบจนน่าอึดอัด
"เมื่อกี้... แกจะย่างพวกเราเหรอ?"
วิหคเพลิงสีชาด: เปล่านะ ฉันกะจะย่างพวกราชันเซนทอร์ต่างหาก
ลู่หลี: "เหอะๆ"
ลู่หลีก้มมองตัวเองและเสวี่ยอิง มีชีวิตมาสิบแปดปี เพิ่งจะรู้ซึ้งวันนี้เองว่าแท้จริงแล้วผมคือเผ่าพันธุ์ราชันเซนทอร์?
ราชันเซนทอร์บ้านไหนจะอนาถาขนาดนี้ ต้องรอรับความช่วยเหลือจากลุงร้านอาหารเช้าถึงจะมีชีวิตรอดมาได้?
กระบี่ธุลีแดงทนดูต่อไม่ไหว ลอยออกมาช่วยอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
ลู่หลีได้ยินจบก็หน้าดำคร่ำเครียด แต่ในเมื่อยังต้องพึ่งพาบารมีของรุ่นพี่เจียงอยู่ เขาจึงได้แต่ยอมรับคำขอโทษอย่างกล้ำกลืน พลางคิดในใจว่าจะมีโอกาสไหมนะที่ถ้ารุ่นพี่เจียงตื่นมาแล้ว จะทำให้เธอติดหนี้บุญคุณเขาสักเรื่องสองเรื่อง
เพราะถ้าเขามีบอดี้การ์ดระดับราชันชั้นสูงล่ะก็ ในประเทศบูรพาที่กว้างใหญ่นี้ จะมีที่ไหนที่เขาไปไม่ได้บ้าง?
[จบแล้ว]