- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 34 - นกกระจอกกลมจูนิเบียวจะผงาดเป็นราชัน
บทที่ 34 - นกกระจอกกลมจูนิเบียวจะผงาดเป็นราชัน
บทที่ 34 - นกกระจอกกลมจูนิเบียวจะผงาดเป็นราชัน
บทที่ 34 - นกกระจอกกลมจูนิเบียวจะผงาดเป็นราชัน
ดูสายตาที่ปรือเหมือนคนยังไม่ตื่นนั่นสิ ลู่หลีแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือคำพูดที่หลุดออกมาจากปากนกกระจอกกลมตัวกะเปี๊ยก แต่พอเขานึกขึ้นได้ว่าหนังสือบนชั้นพวกนั้นคือนิยายอะไรบ้าง มุมปากของเขาก็กระตุกยิกๆ อย่างห้ามไม่อยู่
ไอ้ตัวเล็กยกปีกข้างหนึ่งขึ้นมาชี้หน้าลู่หลี
"จิ๊บๆ!" ขอถามหน่อยเถอะ เจ้าก็คือมาสเตอร์ของข้าอย่างนั้นหรือ? นามของข้าคือ ผู้ทำลายล้างกฎสวรรค์·ผู้กล้าสยบมังกร·ผู้อยู่เบื้องหลังหมื่นภพภูมิ·นักดาบที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ข้าจุติมาตามพันธสัญญา นับจากนี้ ดาบของข้าจะสถิตอยู่กับเจ้า ชะตากรรมของเจ้าจะร่วมเป็นร่วมตายไปกับข้า...
พูดก็พูดเถอะ ถ้าประโยคพวกนี้หลุดออกมาจากปากของเซเบอร์ผมทองจอมเขมือบล่ะก็ ลู่หลีคงจะอินและรู้สึกโคตรเท่ แต่ปัญหาคือแกเป็นแค่นกกระจอกกลมนะเว้ยเฮ้ย! ช่วยเบิกตาดูความเป็นจริงหน่อยได้ไหม!
ลู่หลีมองไอ้ตัวเล็กด้วยสีหน้ามืดครึ้ม สัตว์อสูรติดเชื้อจูนิเบียวขึ้นสมองกะทันหันแบบนี้ต้องรักษายังไงเนี่ย? รอคำตอบอยู่นะ ด่วนมาก!
"เดี๋ยวนะ ไอ้ตัวเล็กมันไม่น่าจะอ่านหนังสือพวกนี้ออกนี่นา?" ลู่หลีหรี่ตามองไปทางผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์มนุษย์อย่างเสวี่ยอิง
พอสัมผัสได้ถึงสายตาจับผิดอันตรายจากผู้ควบคุมอสูรของตัวเอง เสวี่ยอิงก็รีบใช้พลังจิตประคองแว่นตาอันเล็กจิ๋วที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาส่งให้ลู่หลีอย่างว่าง่าย
"อิง" แค่สวมแว่นตานี่ มันก็จะแปลงตัวอักษรที่เห็นให้กลายเป็นเสียงของฉัน แบบนี้ไอ้ตัวเล็กก็รู้เรื่องราวในหนังสือแล้วไง
โอ้โห แว่นตาแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูดฉบับต่างโลก ลู่หลีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมจากใจจริง
"แกนี่มันอัจฉริยะตัวน้อยจริงๆ"
เอาเถอะ ยังไงหนังสือพวกนี้ก็ไม่พังหรอก ต่อให้พัง เขาก็แค่เสกขึ้นมาใหม่ ลู่หลีเพิ่งค้นพบว่าตัวเองก็เป็นคนใจเย็นกว่าที่คิด
"ไปกันเถอะ ออกไปกินข้าวกันก่อน"
หลังมื้ออาหาร ลู่หลีจับไอ้ตัวเล็กลงบนฝ่ามือ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขั้นสุด
"ไอ้ตัวเล็ก หนังสือพวกนั้นน่ะ แกอ่านได้นะ แต่อ่านแล้วก็อย่าเอามาเป็นจริงเป็นจัง เข้าใจไหม?"
ร่างของนกกระจอกกลมสั่นสะท้าน แววตาของมันปรากฏร่องรอยของความสิ้นหวัง
"จิ๊บ" เจ้ากำลังจะบอกว่า เรื่องทั้งหมดนั่นเป็นแค่เรื่องหลอกลวงงั้นหรือ? ข้าไม่สามารถหลอมรวมเซลล์ให้กลายเป็นตันเถียนได้... ข้ากลายเป็นเศษสวะไปแล้วอย่างนั้นหรือ?
พอเห็นสีหน้าสิ้นหวังน่าสงสารของนกกระจอกกลม ลู่หลีก็ใจอ่อนยวบ ถึงไอ้ตัวเล็กนี่มันจะเบียวไปหน่อย แต่เขาจะใจร้ายทำลายจินตนาการของมันลงคอเชียวเหรอ?
ในเมื่อยังหาคำตอบไม่ได้ ลู่หลีเลยตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุย
"แล้วทำไมวันนั้นแกถึงบินฝ่าพายุฝนขึ้นไปบนฟ้าล่ะ?"
แววตาของไอ้ตัวเล็กเริ่มกลับมามีประกายอีกครั้ง
"จิ๊บ" ตัวข้านั้น เกิดมาก็เพื่อโบยบินอยู่เหนือชั้นฟ้าทั้งเก้า
"แต่บินตอนฝนตกมันอันตรายนะ ทำไมแกไม่รอให้พายุสงบลงก่อนค่อยบินล่ะ?"
สิ่งมีชีวิตบนผืนดินนี้ ล้วนมีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความพิโรธของสายฟ้า และชีวิตของข้าผู้นี้ ก็ไม่ยอมน้อยหน้าสัตว์อสูรตนใดเป็นอันขาด
ลู่หลีประหลาดใจเล็กน้อย ดูเหมือนนกกระจอกกลมตัวนี้จะไม่ธรรมดาซะแล้ว ในขณะที่นกกระจอกกลมตัวอื่นๆ เอาแต่วันๆ กินๆ นอนๆ แต่มันกลับมีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ที่นกตัวอื่นไม่มี แถมยังมีความอดทนและมุ่งมั่นลงมือทำในระดับที่น่ากลัว
ถ้าไอ้ตัวเล็กที่มีความมุ่งมั่นขนาดนี้ ต้องมารู้ความจริงว่าตัวเองไม่สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ แถมยังโตช้ากว่าเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่เอาแต่นอนกินไปวันๆ จิตใจของมันคงจะแตกสลายแน่ๆ
มิน่าล่ะ พอได้อ่านหนังสือพวกนั้น มันถึงเชื่อเป็นตุเป็นตะ คงจะอินและรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเอกในนิยายล่ะสิ?
พอคิดได้แบบนี้ ลู่หลีก็ล้มเลิกความคิดที่จะทำลายจินตนาการของมัน ปล่อยให้เบียวไปเถอะ แค่มันมีความสุขก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ?
ลู่หลีระบายยิ้ม ลูบหัวไอ้ตัวเล็กเบาๆ
"ที่ฉันบอกว่าไม่อยากให้แกอินกับหนังสือพวกนั้นมาก ก็เพราะไม่อยากให้แกต้องเหนื่อยเกินไปยังไงล่ะ ตัวเอกในหนังสือพวกนั้นน่ะ ล้วนแต่ต้องผ่านความยากลำบากแสนสาหัส ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสกว่าจะกลายเป็นยอดฝีมือได้ แกคิดดีแล้วเหรอ? พร้อมจะก้าวเดินบนเส้นทางสู่ความเป็นเทพที่เต็มไปด้วยขวากหนามนี้แล้วใช่ไหม?"
พูดจบ ลู่หลีก็รู้สึกกระดากปากตัวเองนิดๆ ก็แหม ไม่ได้สวมบทพูดหลอกเด็กสไตล์จูนิเบียวแบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่นา แต่ไม่รู้ทำไม... พอพูดจบมันดันแอบรู้สึกสะใจลึกๆ แฮะ...
ไอ้ตัวเล็กพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น
"จิ๊บ!" ข้ายอมให้เจ้าสวมโซ่ตรวนแห่งขวากหนามให้ข้า ต่อให้ต้องแบกรับความเจ็บปวดและความโดดเดี่ยวทั้งหมดไว้ ข้าก็จะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะขอประทานนามให้แก่เจ้า" พูดมาถึงตรงนี้ลู่หลีอยากจะยกมือขึ้นมาตบหน้าผากตัวเอง แย่แล้ว ความเบียวมันติดต่อกันได้! แต่เอาเถอะ มาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องแถต่อไปให้สุด "เจ้าเกิดมาเพื่อฝึกฝน บำเพ็ญทั้งกายและใจ จากนี้ไปชื่อของแกคือ... ซิว!"
ซิว... นี่คือชื่อของข้างั้นหรือ? ข้าชอบมัน! ต่อจากนี้ไป ข้าก็คือ ผู้ทำลายล้างกฎสวรรค์·ผู้กล้าสยบมังกร·ผู้อยู่เบื้องหลังหมื่นภพภูมิ·นักดาบที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก·ซิว!
เสวี่ยอิงที่ยืนดูบทสนทนาสุดเบียวระหว่างลู่หลีกับซิวน้อย อ้าปากหาวหวอดด้วยความเบื่อหน่าย อะไรของพวกเขากันน่ะ ไร้สาระสู้ฉายา 'ผู้ช่วงชิงของอร่อย' ก็ไม่ได้! หึๆ! ฉัน! เสวี่ยอิง! จะกวาดของอร่อยบนโลกใบนี้ให้หมดเลย! ฟ้ากว้างดินใหญ่ เรื่องกินสำคัญที่สุด~
ลู่หลีมองดูซิวที่กำลังตาลุกวาวด้วยความมุ่งมั่น ในใจก็อดทอดถอนใจไม่ได้ ตามปกติแล้วสภาพของแกคงต้องกลายเป็นนกพิการไปตลอดชีวิตแน่ๆ แต่เรามีมิติเร้นลับปฐมภูมิอยู่นี่นา โยนซิวเข้าไปสอนให้มันใช้เวทมนตร์สร้างสิ่งของ ก็ถือว่าเป็นการฝึกฝนรูปแบบหนึ่งเหมือนกันนี่? ดีไม่ดีในมิติเร้นลับนั้น มันอาจจะกลายเป็น ไอรอนซิว ขึ้นมาจริงๆ ก็ได้
มิติเร้นลับปฐมภูมิ โรงงานสานฝันวัยรุ่นจูนิเบียว คุณค่าที่คุณคู่ควร
ภายในมิติเร้นลับปฐมภูมิ ลู่หลีปล่อยให้เสวี่ยอิงรับหน้าที่สอนซิวเรื่องการเสกของและการคืนสภาพ ส่วนตัวเขาไปจัดเตรียมคัมภีร์ฝึกทักษะจริงๆ บนชั้นหนังสือ เช่น คัมภีร์ขยายร่าง วารีบำบัด ล่องวายุ เผื่อเอาไว้
ทางฝั่งเสวี่ยอิง การสอนก็เป็นไปอย่างราบรื่น ซิวเรียนรู้เวทมนตร์เสกของได้ไวมาก ตอนนี้มันเสกหุ่นไม้จำลองขนาดจิ๋วขึ้นมาได้แล้ว แถมยังก๊อปปี้ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ในตู้ของลู่หลีออกมาเป็นไซซ์มินิด้วย
แต่นกกระจอกกลมที่ไม่มีมือ การจะถือดาบมันช่างเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ ต่อให้ซิวพยายามงอปีกหนีบดาบไว้แน่นแค่ไหน มันก็ทำได้แค่พยุงดาบเอาไว้เท่านั้น พอเอาไปฟันหุ่นไม้ ดาบก็กระเด็นหลุดทันที
เสวี่ยอิงยืนดูด้วยความไม่เข้าใจสุดๆ
"อิง?" ทำไมต้องดึงดันจะใช้ดาบด้วยอ่ะ? เปลี่ยนไปใช้อาวุธที่มันเข้ากับตัว หรือไม่ก็ไม่ต้องใช้อาวุธเลย ไม่ดีกว่าเหรอ?
นกกระจอกกลมตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจังสุดๆ
สิ่งที่ข้ารักมีอยู่สามสิ่ง หนึ่งคือดาบ! สองคือดาบ! สามคือดาบ!
"อิง?" สามอย่างนี้มันก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
ลู่หลีแอบขำอยู่เงียบๆ "เสวี่ยอิง ปล่อยให้มันเล่นไปเถอะ ซิวมันก็มีเส้นทางของมันเอง" แน่นอนสิ จะหวังให้คำตอบของนกจูนิเบียวมันมีตรรกะแบบคนปกติได้ไง
ในบ้านมีนกเบียวตัวเดียวก็เกินพอแล้ว ลู่หลีไม่อยากให้เสวี่ยอิงติดเชื้อไปด้วย
เสวี่ยอิงมองดูนกกระจอกกลมที่ยังคงดื้อด้านก้มลงไปคาบดาบขึ้นมาฟันหุ่นไม้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันส่ายหัวดิก แล้วก็วิ่งไปเล่นเขาวงกตลูกบอลพลังจิตแบบใหม่ที่เพิ่งออกแบบเสร็จ
ในสายตาของเสวี่ยอิง ซิว = ไอ้ตัวเล็ก = ไอ้บ้าการต่อสู้ที่ดันทุรังใช้ดาบ
ถึงแม้เสวี่ยอิงจะไม่ชอบการต่อสู้ แต่ในมุมมองของมัน ถ้าจำเป็นต้องสู้จริงๆ ก็ต้องใช้จุดแข็งของตัวเองเข้าบดขยี้สิ ไอ้การทำเรื่องที่เหนื่อยเปล่าแถมไม่ได้ผลแบบซิว มันขอค้านหัวชนฝา
"จิ๊บ!" รับกระบวนท่าเก้ากระบี่เดียวดายของข้าไปซะ! ย่าห์! เซียนเหินฟ้า!
ลู่หลีมองดูซิวที่ร้องจิ๊บๆ ไปฟันหุ่นไม้ไป ภาพนี้มันทำให้เขานึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ ต่างกันแค่ตอนนั้นเขาถือดาบไม้ ส่วนหุ่นไม้ก็คือพ่อของเขาเอง...
ส่วนจุดจบของเรื่องนั้น... แน่นอนว่าจอมมารฝ่ายอธรรมเอาชนะจอมยุทธได้สำเร็จ จอมยุทธน้อยหลั่งน้ำตาสองสาย ถูกริบกระบี่คู่กาย และจำใจต้องเร้นกายออกจากยุทธภพไปอย่างน่าเวทนา
[จบแล้ว]