- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 24 - แยกย้าย
บทที่ 24 - แยกย้าย
บทที่ 24 - แยกย้าย
บทที่ 24 - แยกย้าย
เจียงเสี่ยวเสี่ยวเดินเลี่ยงไปด้านข้าง เธอรีดเร้นพลังจิตของตัวเองเพื่อดึงเอาขุมพลังที่ใช้ควบคุมมิติโบราณสถานซึ่งอยู่ภายในร่างของลูกบอลกลมออกมา
ภาพนี้ทำเอาฉีผิงมองด้วยความอิจฉาตาร้อน ผู้ควบคุมมิติโบราณสถานช่างเป็นอาชีพที่น่าอิจฉาจริงๆ เสียดายที่ตัวเขาไม่มีพรสวรรค์ด้านพลังจิตแบบนั้น
ลูกบอลกลมสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังแทรกซึมเข้ามาในร่างกาย มันค่อยๆ ได้สติกลับมา บ้าเอ๊ย!!! เจ้าพวกนี้มันจะรังแกกันเกินไปแล้ว แย่งของกินไปไม่พอ ยังมารังแกกันอีก ขนาดคิดจะระเบิดตัวเองก็ยังไม่ยอมให้ทำ ตอนนี้ยังมาทำมิดีมิร้ายกับร่างกายของมันตามใจชอบอีก ลูกบอลกลมรู้สึกเหมือนถูกหยามเกียรติอย่างรุนแรง นี่มันรังแกคนซื่อชัดๆ!!!
แต่เจียงเสี่ยวเสี่ยวไม่สนลูกบอลกลมที่สมองดูจะมีปัญหาตัวนี้หรอก เมื่อการชักนำด้วยพลังจิตเสร็จสิ้น ลวดลายสลับซับซ้อนคล้ายกับวงเวทพันธสัญญาก็ปรากฏขึ้นภายในร่างของลูกบอลกลม
พริบตาเดียวทิวทัศน์รอบด้านก็พร่ามัว เมื่อทุกคนลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองกลับมาลอยอยู่เหนือภูเขาเป่ยหวงแล้ว ด้วยความชื่นชมในตัวลู่หลีและหนิงเสี่ยวชวนซึ่งเป็นยอดอัจฉริยะแห่งอนาคต ฉีผิงจึงยอมฝืนร่างกายที่กำลังอ่อนล้า ใช้พลังส่งทั้งสองคนลงไปยืนบนพื้นราบอย่างปลอดภัย
ส่วนผู้ควบคุมอสูรฝึกหัดคนอื่นๆ ไม่ได้โชคดีแบบนั้น พวกเขาถูกส่งลงมาด้วยท่าทางสารพัดรูปแบบ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ประสบการณ์ที่น่าพิสมัยนัก
เจียงเสี่ยวเสี่ยวลอยตัวอยู่กลางอากาศมองลงมาที่ฉีผิง
"รองประธานฉี ฉันจะนำมิติโบราณสถานกลับไปที่สมาคม ขอตัวก่อน"
สิ้นคำพูด วงเวทอัญเชิญสีแดงข้างกายเจียงเสี่ยวเสี่ยวก็สว่างวาบ กระบี่ธุลีแดงพุ่งทะยานออกมารับร่างของเธอ เธอปรายตามองลู่หลีแวบหนึ่งก่อนจะขี่กระบี่เหาะจากไป
ฉีผิงมองตามแผ่นหลังของเจียงเสี่ยวเสี่ยวพลางทอดถอนใจ
"สมกับเป็นปรมาจารย์อายุน้อย ทำงานรวดเร็วเด็ดขาด ไม่เยิ่นเย้อเสียเวลาเลยจริงๆ"
จากนั้นเขาก็หันมามองลู่หลีกับหนิงเสี่ยวชวนด้วยรอยยิ้มใจดี
"สหายตัวน้อยทั้งสองชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรกันบ้าง?"
"ลู่หลี"
"หนิงเสี่ยวชวน"
"ฮ่าๆๆ ชื่อดีนี่ ปรมาจารย์เจียงบอกว่าพวกเธอออกแรงไปไม่น้อยในการสำรวจมิติโบราณสถานครั้งนี้ สมาคมผู้ควบคุมอสูรของเรามีกฎเกณฑ์ชัดเจน มีความดีความชอบก็ต้องตกรางวัล เอาแบบนี้แล้วกัน ฉันขอตัดสินใจเอง มอบรางวัลให้พวกเธอคนละหนึ่งก้อน เป็น [หินแก่นมิติ]!"
พอได้ยินคำพูดของรองประธานฉี ลู่หลีก็รู้สึกร้อนตัวขึ้นมานิดๆ
"ประธานฉีครับ ความจริงพวกเราก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ยกเลิกรางวัลเถอะครับ"
จู่ๆ ฉีผิงก็หุบยิ้มแล้วปั้นหน้าขรึม
"แบบนั้นได้ยังไง? วัยรุ่นถ่อมตัวเกินไปก็ไม่ดี! เป็นวัยรุ่นต้องมีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี กล้าทำกล้ารับ เรื่องนี้ตัดสินใจตามนี้แหละ!"
"แต่ว่า..."
"ไม่มีแต่!" ฉีผิงถลึงตาใส่ลู่หลี ในใจแอบถอนหายใจว่าเด็กคนนี้ช่างซื่อสัตย์และใสซื่อเหลือเกิน ดูอย่างหนิงเสี่ยวชวนข้างๆ สิ เขารู้ดีว่าเวลาแบบนี้แค่หุบปากแล้วรับไว้เงียบๆ ก็พอ แต่ลู่หลีกลับปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขืนออกไปใช้ชีวิตแบบนี้มีหวังเสียเปรียบแย่
คิดได้ดังนั้น ฉีผิงก็ตบไหล่ลู่หลีแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ลู่หลีเอ๊ย เรื่องการวางตัวนายต้องเรียนรู้จากหนิงเสี่ยวชวนบ้างนะ ถ้านายรู้สึกตะขิดตะขวงใจจริงๆ ก็ไปทำคะแนนให้ดีในการสอบใหญ่ผู้ควบคุมอสูร สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ สร้างชื่อเสียงให้บ้านเกิด เข้าใจไหม?"
"เอ่อ... เข้าใจแล้วครับ"
ลู่หลีพูดไม่ออก ความจริงเขาแค่อยากจะบอกว่าเขาไม่ต้องการหินแก่นมิติ ขอเปลี่ยนเป็นเงินหรือทรัพยากรอย่างอื่นแทนได้ไหม แต่รองประธานฉีผิงเล่นพูดดักทางมาแบบนี้ เขาจะทำอะไรได้ล่ะ? ก็ต้องรับไว้สิ
"แบบนี้สิถึงจะถูก" ฉีผิงตบไหล่ลู่หลีอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมรอยยิ้มกว้าง
"ค่อกๆๆ..."
เพิ่งจะเดินไปได้ไม่กี่ก้าว รองประธานฉีก็ไอรัวๆ ยังไม่ทันมีใครถาม เขาก็รีบพูดขึ้นมาโดยไม่หันกลับมามอง
"ฉันไม่เป็นไร! ไม่ต้องห่วง"
ลู่หลีมองตามแผ่นหลังที่เดินห่างออกไปอย่างงุนงง เมื่อกี้... เขาพูดกับฉันหรือเปล่านะ? เขาจ้องมองเด็กหนุ่มข้างกาย เพิ่งจะรู้ว่าอีกฝ่ายชื่อหนิงเสี่ยวชวน พูดไปก็แอบเขินนิดๆ อยู่ด้วยกันมาตั้งนานเพิ่งจะรู้ชื่อ
"ลู่หลี! ลู่หลี!"
เฉิงข่ายแหวกฝูงชนวิ่งหน้าตั้งเข้ามาด้วยความดีใจ
"พวกนายไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไป ถึงเวลาอาหารพอดี ฉันเลี้ยงข้าวพวกนายเอง ถือโอกาสฉลองที่เจ้าข้าวสวยทะลวงถึงระดับปลุกพลังขั้นเจ็ดด้วยเลย!"
"เร็วขนาดนั้นเลย?" ลู่หลีประหลาดใจ เขาจำได้ว่าตอนเจอหมีวายุคลั่งครั้งล่าสุดมันยังอยู่แค่ขั้นหกเอง
"ไม่เร็วหรอก ลู่หลีนายไม่รู้เหรอ? ความหนาแน่นของพลังงานในมิติโบราณสถานมันสูงกว่าโลกภายนอกตั้งเยอะ แถมยังมีพลังงานพิเศษที่ช่วยเร่งการเติบโตให้สัตว์อสูรระดับปลุกพลังได้ในระดับหนึ่งด้วย พวกเราถึงไม่เจอสัตว์อสูรที่ต่ำกว่าขั้นหกในนั้นเลยไง แต่พลังงานพิเศษพวกนี้ ยิ่งระดับสูงขึ้นก็ยิ่งเห็นผลน้อยลง อย่างเสวี่ยอิงของนาย อีกไม่นานก็น่าจะทะลวงถึงขั้นหกได้แล้วมั้ง?"
ลู่หลีเงียบไป เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยจริงๆ แม้ปกติผลการเรียนเขาจะดีเยี่ยม แต่นั่นมันความรู้เกี่ยวกับสัตว์อสูร ส่วนเรื่องมิติโบราณสถาน ลู่หลีไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนเลย
หนิงเสี่ยวชวนมองลู่หลีกับเฉิงข่าย แววตาแฝงความอิจฉาลึกๆ
"พวกนายไปกินเถอะ ฉันจะกลับบ้านแล้ว"
ลู่หลีกับเฉิงข่ายชะงัก หันไปมองหนิงเสี่ยวชวน เฉิงข่ายหัวเราะแซว
"เอาจริงดิพวก ผู้ชายอกสามศอก นี่เพิ่งจะเที่ยงเอง ที่บ้านเข้มงวดขนาดนั้นเลยเหรอ? กินข้าวเสร็จค่อยกลับก็เหมือนกันแหละน่า"
หนิงเสี่ยวชวนส่ายหน้า
"ไม่เหมือน"
พูดจบเขาก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
"หมอนี่เย็นชาชะมัด" เฉิงข่ายบ่นอุบอิบ ก่อนจะหันมาหาลู่หลี "จริงสิ ลืมถามไปเลย พี่ชายคนนี้ชื่ออะไรนะ?"
"หนิงเสี่ยวชวน!"
หลังกินข้าวเสร็จ ลู่หลีกลับมาถึงบ้านที่ไม่ได้กลับมานาน เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างหมดสภาพ
"อ๊า~ อยู่บ้านสบายที่สุดเลย"
จู่ๆ ลูกบอลน้ำลูกเล็กๆ ก็ปาอัดเข้าที่หน้า
"แค่กๆๆ" ลู่หลีสำลักน้ำแทบตาย เขาลุกพรวดขึ้นมาทันที "เสวี่ยอิง แกทำอะไรเนี่ย?"
"อิง!" ลู่หลีสกปรกจะตาย! รีบไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้เลย!
ลู่หลีมองเสวี่ยอิงที่ทำหน้าจริงจังแถมย่นจมูกใส่ เขาถอนหายใจยอมแพ้แล้วเดินเข้าห้องน้ำ เสวี่ยอิงก็เดินเตาะแตะตามเข้ามาด้วย
ตั้งแต่ลู่หลีอุ้มเสวี่ยอิงมานอนบนเตียงครั้งนึง ดูเหมือนเตียงนี้จะกลายเป็นสมบัติร่วมของคนกับกวางไปโดยปริยาย พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าทำไมกวางวิญญาณถึงรักความสะอาดขนาดนี้ หรือเป็นเพราะว่าตัวมันสีขาว?
หลังจากลู่หลีตั้งใจอาบน้ำให้ตัวเองและเสวี่ยอิงจนเสร็จ พอเขาเช็ดตัวเสร็จก็เห็นเสวี่ยอิงก้มหัวต่ำ เอียงคอไปทางขวา และย่อขาทั้งสี่ลงเล็กน้อย
"เสวี่ยอิง! อย่า สะบัด..."
พรึ่บๆๆ...
ลู่หลีสัมผัสได้ถึงหยดน้ำที่สาดกระเซ็นใส่ตัวราวกับเม็ดฝน อยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
เสวี่ยอิงส่งเสียงร้องอย่างพอใจ มันเดินเตาะแตะออกไปข้างนอก ใช้พลังจิตยกไดร์เป่าผมขึ้นมาเป่าขนให้ตัวเองอย่างสบายอารมณ์
ลู่หลีหมดปัญญา ทำได้เพียงเช็ดตัวใหม่อีกรอบ จากนั้นเขาก็เดินผมเปียกๆ ออกมาที่ห้องรับแขก หยิบผลไม้สีชาดขึ้นมากัดคำนึง ก่อนจะส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติห้วงสมอง
นี่เป็นตอนที่ลู่หลีเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า [บันทึกอสูรบรรพกาล] ของเขามีความเคลื่อนไหวแปลกๆ ตั้งแต่ตอนมาถึงภูเขาเป่ยหวง แต่ตอนนั้นอยู่ข้างนอกเขาเลยยังไม่มีเวลาตรวจสอบ
พอเข้ามาในมิติห้วงสมอง ลู่หลีก็พบว่าบนม้วนภาพบันทึกอสูรบรรพกาลที่เคยเป็นสีเทาหม่นๆ ตอนนี้มีจุดเล็กๆ จุดหนึ่งสว่างขึ้นมาที่ด้านบนสุด คล้ายกับดวงดาวที่เปล่งประกายในยามค่ำคืน มันโดดเด่นสะดุดตามาก ลู่หลียื่นมือออกไปสัมผัสจุดนั้นตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้นฉากตรงหน้าก็เปลี่ยนไป ลู่หลีถูกส่งมายังมิติประหลาดแห่งหนึ่ง รอบด้านเต็มไปด้วยหมอกสีเทาขมุกขมัว บนพื้นตรงหน้ามีเพียงหินหยกสีขาวก้อนหนึ่ง เขาลองยื่นมือไปจับ แต่มือกลับทะลุผ่านไปราวกับมันเป็นเพียงภาพโฮโลแกรม มองเห็นแต่สัมผัสไม่ได้
หลังจากพยายามอยู่หลายครั้งก็ไม่เป็นผล ลู่หลีจำใจต้องออกจากมิตินี้ เขาเริ่มสำรวจจุดอื่นๆ ในบันทึกอสูรบรรพกาลว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกไหม เมื่อสายตากวาดไปเห็นไอคอนส่งสำรวจทั้งสอง ลู่หลีก็ชะงัก ไอคอน [ส่งสำรวจมิติเร้นลับ] มันสว่างขึ้นแล้ว!
[จบแล้ว]