- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 740 - เก็บตัวสันโดษ
บทที่ 740 - เก็บตัวสันโดษ
บทที่ 740 - เก็บตัวสันโดษ
บทที่ 740 - เก็บตัวสันโดษ
"เก่งมากเลยล่ะ อย่างเช่นหลี่เหวินเซวียน อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้า แต่ตอนนี้บรรลุถึงระดับทะเลปราณขั้นกลางแล้ว"
เติ้งอี้เฟยพยักหน้า "ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเก่งมากจริงๆ"
"ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าไปแย่งชิงอันดับหนึ่งเสียหน่อย เจ้าลองชิงตำแหน่งสิบอันดับแรกดูก็ได้ ขอเพียงติดหนึ่งในสิบ โอสถที่ได้รับในแต่ละเดือนก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเลยนะ"
"อ้อ" เติ้งอี้เฟยพยักหน้ารับรู้
"ทำไมเอาแต่อ้อล่ะ ข้าสังเกตเห็นว่าเจ้าดูไม่ค่อยจะสนใจเลยนะ"
"ไม่ได้ไม่สนใจเสียหน่อย" เติ้งอี้เฟยปฏิเสธ
"ต้องใช่แน่ๆ" ฉินหมิงจ้องมองสีหน้าของเติ้งอี้เฟยด้วยความสงสัย
ความจริงแล้ว เติ้งอี้เฟยไม่สนใจเลยจริงๆ
หากติดหนึ่งในสิบของการประลองจัดอันดับแล้วได้รับเคล็ดวิชาทักษะยุทธ์ระดับลี้ลับ เขาอาจจะทุ่มเทแรงกายแรงใจพุ่งชนเป้าหมายสักตั้ง แต่ถ้าได้แค่โอสถเพิ่มเป็นสองเท่า เขาก็หมดความสนใจไปเลย
โอสถที่เขาเบิกมาจากสำนักคราวก่อน เขาแทบจะขายทิ้งจนหมดเพื่อเอาเงินไปช่วยเหลือผู้อพยพ
การกระทำนี้ยังได้รับคำชมจากใต้เท้าจิตวิญญาณแห่งดาบอีกด้วย
ใต้เท้าจิตวิญญาณแห่งดาบบอกไว้ว่า เขาครอบครองดาบศักดิ์สิทธิ์โลหิตชาด พลังฝีมือจึงพัฒนาได้รวดเร็วอยู่แล้ว หากกินโอสถเข้าไปอีก รากฐานจะยิ่งไม่มั่นคง
"เจ้านี่มันตัวประหลาดจริงๆ"
"อาจจะมั้ง"
เติ้งอี้เฟยหัวเราะเบาๆ เรื่องนี้เขาไม่ขอแก้ตัว
เมื่อฉินหมิงเดินจากไป เฉินฮ่าวที่สิงสถิตอยู่ในดาบโลหิตชาดก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง "เติ้งอี้เฟย ข้าขอแนะนำเจ้าว่า อย่าได้คบค้าสมาคมกับผู้ใดให้ลึกซึ้งนัก"
"ทำไมล่ะ"
"เพราะอนาคตของเจ้าถูกลิขิตมาให้ไม่ธรรมดา เพราะอนาคตของเจ้าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เพราะอนาคตของเจ้าจะต้องสร้างศัตรูเอาไว้นับไม่ถ้วน" เฉินฮ่าวกล่าวด้วยความห่วงใย "หากเจ้ามีเพื่อนสนิทจริงๆ ไม่แน่ว่าในวันข้างหน้าเจ้าอาจจะลากพวกเขาไปซวยด้วยก็ได้"
"แม้แต่คนเดียวก็ไม่ได้หรือ"
"ทางที่ดีอย่ามีเลยสักคนจะดีกว่า" พูดมาถึงตรงนี้ เฉินฮ่าวก็ยังคงเผื่อทางเลือกเอาไว้ให้ "เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะยินยอมนำความอันตรายไปสู่เพื่อนของเจ้าเอง"
เติ้งอี้เฟยถอนหายใจยาว "ข้าเข้าใจแล้ว"
เฉินฮ่าวรำพึง "ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ว่าเส้นทางที่เจ้าเลือกเดิน มันจะโดดเดี่ยวอ้างว้างมาก"
"แต่ข้าไม่เสียใจ"
เติ้งอี้เฟยรู้ดีว่าใต้เท้าจิตวิญญาณแห่งดาบหวังดีกับเขา และกำลังนึกถึงผลประโยชน์ของเขาเป็นหลัก
หากเขาจะลงมือทำตามเป้าหมายในสมุดบันทึกเล่มน้อยจริงๆ เขาก็คงไม่เหมาะที่จะคบเพื่อนอีกต่อไปแล้ว
และแน่นอนว่าเฉินฮ่าวไม่มีทางใจดีขนาดนั้นหรอก
เหตุผลที่เขาให้เติ้งอี้เฟยคบเพื่อนให้น้อยลงนั้นง่ายนิดเดียว ผู้ถือครองดาบที่เก็บตัวสันโดษ ย่อมไม่ถูกคำพูดของคนภายนอกชักจูงได้ง่าย ทำให้เฉินฮ่าวสามารถปลูกฝังอุดมการณ์ได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังมีความมุ่งมั่นและพลังในการลงมือทำที่แข็งแกร่งกว่าด้วย
หนึ่งเดือนต่อมา พลังฝีมือของเติ้งอี้เฟยก็มั่นคงขึ้น ขณะเดียวกันเขาก็ค้นพบว่า การพึ่งพาการฝึกฝนด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว ทั้งพลังฝึกปรือและทักษะยุทธ์ของเขาก็พัฒนาไปได้อย่างเชื่องช้า
เติ้งอี้เฟยนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่เขาอยู่สำนักชิงซานอีกครั้ง
เขารู้ดีว่าพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์และความเข้าใจของเขานั้นรั้งท้ายคนในวัยเดียวกันอย่างแน่นอน ที่เขาสามารถเข้ามาเป็นศิษย์ของสำนักเทียนอวิ๋นได้ก็เป็นเพราะดาบศักดิ์สิทธิ์โลหิตชาดช่วยยกระดับรากฐานและความเข้าใจให้เท่านั้น
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความรู้สึกซาบซึ้งใจที่มีต่อดาบศักดิ์สิทธิ์โลหิตชาดก็ยิ่งทวีคูณ
บนลานฝึกยอดเขาอวิ๋นไห่ เลี่ยวฉินฉินกำลังนำประสบการณ์การฝึกฝนของตนเองมาถ่ายทอดให้กับเหล่าศิษย์สายนอกฟัง นางอธิบายถึงเคล็ดลับในช่วงที่นางยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลังกำเนิด หลังจากบรรยายไปได้หนึ่งชั่วยามและตอบคำถามอีกกว่าสิบข้อ นางก็ประกาศจบการบรรยายในครั้งนี้ ก่อนจะกวักมือเรียกเติ้งอี้เฟย
ศิษย์สายนอกหลายคนหันไปมองเติ้งอี้เฟยที่ยืนหน้านิ่งด้วยสายตาอิจฉาริษยา
หลังจากศิษย์สายนอกแยกย้ายกันไป เติ้งอี้เฟยก็เป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเลี่ยวฉินฉิน
เลี่ยวฉินฉินมองใบหน้าอันเย็นชาของเติ้งอี้เฟย นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเด็กคนนี้ดูเหมือนจะเก็บตัวมากขึ้น
"ศิษย์พี่เลี่ยว" ตอนที่เติ้งอี้เฟยเรียกเลี่ยวฉินฉิน ความเย็นชาบนใบหน้าของเขาก็เลือนหายไปเล็กน้อย
เลี่ยวฉินฉินส่งยิ้มอ่อนโยนแล้วกล่าว "เจ้าคงไม่โกรธข้าใช่ไหม เดิมทีตั้งใจว่าจะมาเยี่ยมเจ้า แต่กลายเป็นว่าเพิ่งจะได้มาเอาป่านนี้"
"ไม่เลย ศิษย์พี่เลี่ยวคงจะยุ่งอยู่กับการฝึกซ้อมเหมือนกัน"
"ไม่ได้ฝึกซ้อมอะไรหรอก แค่ออกไปทำภารกิจข้างนอกมา ใช้เวลาค่อนข้างนานไปหน่อยน่ะ" เลี่ยวฉินฉินอธิบายสั้นๆ พลางกวาดสายตาสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า "แต่เจ้านี่สิ ทำให้ข้าประหลาดใจไม่เบาเลยนะ ทะลวงถึงระดับรวบรวมปราณขั้นสูงสุดได้รวดเร็วขนาดนี้ ดูท่าศิษย์พี่หลินจะตาแหลมจริงๆ ด้วย"
"เป็นแค่ความโชคดีเท่านั้นแหละ"
เลี่ยวฉินฉินกระซิบถาม "เป็นอย่างไรบ้าง อยู่ฝั่งสายนอกนี้ราบรื่นดีหรือไม่"
"ทุกวันข้าก็เอาแต่ฝึกซ้อม ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าทีเดียว"
"อืม แบบนั้นก็ดีแล้ว"
เลี่ยวฉินฉินสามารถสัมผัสได้ถึงความเย็นชาในนิสัยของเติ้งอี้เฟย ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยอยากสนทนากับนางสักเท่าไหร่
สิ่งนี้ทำให้เลี่ยวฉินฉินไม่อยากจะสนทนาต่อ นางเป็นถึงศิษย์สายใน ที่ยอมมาดูแลเติ้งอี้เฟยสักหน่อยก็เห็นแก่หน้าหลินเจี๋ยเท่านั้น
"ถ้าอย่างนั้นก็ตั้งใจฝึกซ้อมเข้าล่ะ ข้าเองก็ต้องกลับแล้วเหมือนกัน หากมีเรื่องอะไร เจ้าสามารถไปหาข้าที่ยอดเขาหลักได้เลยนะ"
"อืม"
เติ้งอี้เฟยมองตามแผ่นหลังของเลี่ยวฉินฉินที่เดินจากไป ในใจอันเย็นชาพลันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบางอย่าง
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาได้ทำตามคำแนะนำของใต้เท้าจิตวิญญาณแห่งดาบ โดยค่อยๆ ตีตัวออกห่างจากทุกคน รวมถึงฉินหมิงด้วย
วิธีตีตัวออกห่างจากคนอื่นนั้นง่ายนิดเดียว นั่นคือพูดให้น้อยลง เอาแต่ก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตาย ฝึกฝนจนลืมวันลืมคืน
นานวันเข้า เติ้งอี้เฟยก็พบว่าเขาเริ่มมีสมาธิกับการฝึกซ้อมมากขึ้น จิตใจก็เยือกเย็นยิ่งขึ้น
พูดตามตรง เขาเริ่มจะชอบความรู้สึกแบบนี้เข้าแล้วล่ะ
"คนที่ทำหน้าตาเย็นชาคนนั้นคือเติ้งอี้เฟยใช่ไหม"
"ใช่ เขาแหละ ได้ยินฉินหมิงบอกว่าเจ้านั่นนิสัยหยิ่งยโส ชอบทำตัวสันโดษ ไม่ค่อยสุงสิงกับใครหรอก"
"ทำไงได้ล่ะ ก็อีกฝ่ายเป็นอัจฉริยะนี่นา"
"อัจฉริยะผีอะไรล่ะ แค่ระดับรวบรวมปราณขั้นสูงสุดเอง ข้าตอนนี้อยู่ระดับทะเลปราณขั้นกลางแล้ว"
"ฮ่าๆๆ อย่ามาตลกไปหน่อยเลย เจ้าอายุสิบหกแล้วนะ ส่วนเขาเพิ่งจะสิบสาม เจ้าแก่กว่าเขาตั้งสามปี ยังกล้าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเขาอีกหรือ"
"หลี่เหวินเซวียนก็เป็นอัจฉริยะเหมือนกัน แต่ก็ไม่เห็นจะหยิ่งเหมือนเติ้งอี้เฟยเลยนี่"
"..."
ช่วงเวลาหลังจากนั้น เฉินฮ่าวก็พบว่า จากเดิมที่ยังมีศิษย์สายนอกบางคนพยายามจะเข้ามาตีสนิทกับอัจฉริยะหนุ่มอย่างเติ้งอี้เฟย ทว่านานวันเข้า คนเหล่านั้นก็ค่อยๆ ลดน้อยลงจนกระทั่งหายไปในที่สุด
บรรดาศิษย์สายนอกบนยอดเขาอวิ๋นไห่ต่างก็ลงความเห็นตรงกันว่า เติ้งอี้เฟยเป็นเพียงเด็กหนุ่มอัจฉริยะที่เงียบขรึม เย็นชา และเก็บตัว ทางที่ดีอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยจะดีกว่า
และด้วยข้อสรุปของบรรดาศิษย์สายนอกเหล่านี้ เติ้งอี้เฟยก็ยิ่งกลายเป็นคนเก็บตัวสันโดษอย่างแท้จริง
หากเป็นเด็กผู้หญิง หากถูกเพื่อนฝูงรอบข้างพากันตีตัวออกห่างและไม่ยอมพูดจาด้วย สำหรับพวกนางแล้ว สิ่งนี้อาจเป็นความทรมานอย่างหนึ่ง
แต่สำหรับเด็กผู้ชายบางคน พวกเขาไม่สนใจเลยสักนิด
เมื่อทั้งสองฝ่ายจงใจถอยห่างออกจากกัน จำนวนครั้งที่เติ้งอี้เฟยเปิดปากพูดก็ยิ่งน้อยลงทุกที บางครั้งอาจจะผ่านไปสิบวันโดยที่เขาไม่ได้ปริปากพูดเลยสักคำ
สีหน้าของเขาก็เริ่มลดน้อยลงเช่นกัน บ่อยครั้งที่เขาแสดงสีหน้าเย็นชาแบบเดิมติดต่อกันถึงเจ็ดแปดวัน
ในมุมมองของเฉินฮ่าว นี่คือการบ่มเพาะนิสัยในวงจรที่สมบูรณ์แบบ
แล้วทำไมจะต้องยิ้มด้วยล่ะ
ยิ้มมากไปเดี๋ยวรอยตีนกาก็ขึ้นหรอก
ขณะที่เติ้งอี้เฟยเลือกภารกิจเสร็จสิ้นและเตรียมตัวจะเดินทางออกจากสำนักอีกครั้ง ประตูบ้านพักของเขาก็ถูกบ่าวรับใช้คนหนึ่งมาเคาะเรียก
"มีธุระอะไรหรือ"
บ่าวรับใช้หนุ่มพอเห็นใบหน้าอันเย็นชาของเติ้งอี้เฟยก็หดคอวูบ ก่อนจะถามเสียงแผ่ว "ใช่เติ้งอี้เฟยหรือเปล่าขอรับ"