- หน้าแรก
- จักรพรรดิกระบี่ไร้พ่าย สยบสุสานเทพ ทลายโลงศพเซียน
- บทที่ 200 การไล่ล่าครั้งใหญ่ ความเด็ดเดี่ยวของฮั่นเจียงเสวี่ย!
บทที่ 200 การไล่ล่าครั้งใหญ่ ความเด็ดเดี่ยวของฮั่นเจียงเสวี่ย!
บทที่ 200 การไล่ล่าครั้งใหญ่ ความเด็ดเดี่ยวของฮั่นเจียงเสวี่ย!
เหนือท้องฟ้าเขาเทียนขุย ฮั่นเจียงเสวี่ยพาพวกเฉินเฟิงทั้งสามคนพุ่งทะยานไปตลอดทาง
เมื่อเผชิญกับแรงกดดันจากยอดฝีมือขอบเขตหมื่นมรรคา ตลอดเส้นทางจึงไม่มีสัตว์อสูรหรือยอดฝีมือคนใดกล้าเข้ามาขัดขวาง เพียงเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูปพวกเขาก็ข้ามผ่านยอดเขาไปได้กว่าครึ่ง
ขณะที่กำลังพุ่งทะยานอยู่นั้น ดวงตากลมโตของฮั่นเจียงเสวี่ยก็คอยสังเกตอาการของเฉินเฟิงอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้พลังความดุร้ายที่หมุนวนอยู่รอบกายเฉินเฟิงคล้ายกับมีแนวโน้มว่าจะถูกสะกดข่มไว้ได้ลางๆ แล้ว
ทว่าการสะกดข่มนี้ยังไม่ถือว่าสำเร็จอย่างสมบูรณ์ พลังความดุร้ายที่ปกคลุมร่างของเขายังคงน่าสะพรึงกลัวจนทำให้ผู้คนใจสั่น ส่วนร่างกายของเฉินเฟิงก็ยังคงแข็งทื่อ จิตสังหารสีเลือดในดวงตาสีดำยังไม่จางหายไป
เมื่อเห็นสภาพของเฉินเฟิงเช่นนี้ ในใจของฮั่นเจียงเสวี่ยก็หนักอึ้งอย่างไม่ต้องสงสัย พลังความดุร้ายบนกระบี่มารบรรพกาล แม้แต่นางที่เป็นยอดฝีมือขอบเขตหมื่นมรรคายังรู้สึกหวาดหวั่น นับประสาอะไรกับเฉินเฟิงที่เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตทะลวงสวรรค์
"พี่หาน ข้างหลังมีคนตามมาแล้ว!" เฉิงอวี่เซวียนเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ข้ารู้ คนของวังมารสวรรค์กับฉินสือหลงนั่นแหละ!" ฮั่นเจียงเสวี่ยกล่าวเสียงขรึม
แม้นางจะไม่ได้หันหน้าไปมอง แต่นางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแข็งแกร่งสองสายที่กำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขาอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายทั้งสองสายนี้นางเคยปะทะมาแล้ว ซึ่งก็คือหวงคุนและฉินสือหลง สองยอดฝีมือขอบเขตหมื่นมรรคานั่นเอง
"ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี?" เซี่ยจื่อหลานเอ่ยถามด้วยใบหน้าเย็นชา
หากต้องแบกเฉินเฟิงไปด้วย ไม่ช้าก็เร็วพวกนางต้องถูกตามทันแน่ แต่หากจะให้พวกนางทิ้งเฉินเฟิงไว้แล้วหนีเอาตัวรอดเพียงลำพัง พวกนางก็ทำไม่ลง!
ฮั่นเจียงเสวี่ยไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ตอนนั้นเองสติสัมปชัญญะในดวงตาของเฉินเฟิงคล้ายกับถูกดึงกลับมาบางส่วน
เขาพลิกฝ่ามือ หินปราณระดับสูงสุดภายในแหวนมิติถูกเขาดึงออกมาอย่างรวดเร็ว ภายใต้การโคจรของเคล็ดวิชา แรงดูดอันบ้าคลั่งก็กวาดล้างออกไป ดูดซับพลังปราณอันบริสุทธิ์ที่อัดแน่นอยู่ในหินปราณระดับสูงสุดเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายจนหมดสิ้น
การกระทำนี้เกิดขึ้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เมื่อเฉินเฟิงดูดซับพลังปราณอันบริสุทธิ์ดั่งกระแสน้ำป่านี้เข้าสู่ร่างกายแล้ว เขาก็กลับเข้าสู่สภาวะเงียบงันอีกครั้ง
"เฉินเฟิง!" ฮั่นเจียงเสวี่ยกระซิบเรียกเขาเบาๆ ทว่าเขากลับยังคงนิ่งเฉยราวกับไม่รับรู้สิ่งใด
เมื่อเห็นเช่นนั้นในใจของฮั่นเจียงเสวี่ยก็เริ่มร้อนรนขึ้นมา
"พวกเจ้า รีบร้อนปานนี้คิดจะไปไหนรึ?"
ตอนนั้นเองเสียงคำรามอันดุร้ายที่แฝงไปด้วยพลังปราณก็ดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้องสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วเทือกเขาแห่งนี้
หัวใจของหญิงสาวทั้งสามกระตุกวูบ เมื่อพวกนางหันขวับกลับไป ก็เห็นร่างของหวงคุนและฉินสือหลงปรากฏขึ้นด้านหลังพวกนางตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ สายตาที่มองลงมาจากเบื้องบนนั้นแฝงไปด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็น
"พวกเจ้าพาเฉินเฟิงไป ข้าจะขวางพวกเขาไว้เอง!"
ฮั่นเจียงเสวี่ยตัดสินใจอย่างเด็ดขาด นางก้าวออกมายืนขวางหน้าเฉิงอวี่เซวียนและเซี่ยจื่อหลานพร้อมกับเอ่ยเสียงขรึม
"พี่หาน ... " สีหน้าของเฉิงอวี่เซวียนและเซี่ยจื่อหลานเปลี่ยนไปเล็กน้อย ขณะที่พวกนางกำลังจะเอ่ยปาก ดวงตาเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยความโกรธของฮั่นเจียงเสวี่ยก็จ้องมองมาที่พวกนางพร้อมกับตวาดลั่น "ตอนนี้ข้าขอสั่งพวกเจ้าในฐานะประมุขตำหนักวิญญาณ เชื่อฟังข้าเดี๋ยวนี้!"
เมื่อเห็นเช่นนั้น แม้ในใจของเฉิงอวี่เซวียนและเซี่ยจื่อหลานจะไม่ยินยอม แต่พวกนางก็กัดฟันกรอด ลากร่างของเฉินเฟิงพุ่งทะยานไปข้างหน้าต่อไป
ส่วนฮั่นเจียงเสวี่ยเผชิญหน้ากับฉินสือหลงและหวงคุนโดยปราศจากความหวาดกลัวใดๆ นางยื่นมือออกไปกลางอากาศ ทวนรบสีเงินที่ส่องประกายแวววาวก็ปรากฏขึ้นในมือ นัยน์ตาสวยแฝงไปด้วยความเย็นเยียบอันแหลมคมจ้องมองตรงไปยังฉินสือหลงและหวงคุน
แม้จะต้องเผชิญหน้ากับสองยอดฝีมือขอบเขตหมื่นมรรคา ท่าทีของนางก็ไม่หวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย!
"ฮั่นเจียงเสวี่ย เจ้าช่างรักเพื่อนพ้องเสียจริง ถึงกับยอมรั้งอยู่คนเดียวเพื่อรอความตาย!" เมื่อเห็นท่าทางของฮั่นเจียงเสวี่ย ฉินสือหลงก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยพร้อมกับแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
"รอความตายงั้นรึ?" เมื่อได้ยินเช่นนั้นฮั่นเจียงเสวี่ยก็ยิ้มหยัน เอ่ยเสียงเย็น "ฉินสือหลง ตอนที่ข้าอยู่ในช่วงแข็งแกร่งที่สุด เจ้าแม้แต่จะผายลมยังไม่กล้าปล่อยออกมาด้วยซ้ำ เจ้าก็ทำได้แค่ฉวยโอกาสช่วงที่รากวิญญาณของข้าเสียหายมาเบ่งอำนาจต่อหน้าข้าก็เท่านั้น พูดก็พูดเถอะ นอกจากเรื่องที่เจ้าเป็นผู้ชายแล้ว เจ้ามีอะไรที่เหนือกว่าข้าบ้าง?"
ใบหน้าของฉินสือหลงแดงก่ำ "หุบปาก!"
"ทำไม ถูกแทงใจดำหรือไง ฉินสือหลง เจ้าอย่าลืมสิว่าเมื่อห้าปีก่อนตอนที่เจ้าเจอข้า เจ้าประจบสอพลอข้าขนาดไหน หากไม่ใช่เพราะรากวิญญาณของข้าเสียหาย ป่านนี้เวลาเจ้าเจอข้าก็คงต้องโค้งคำนับอยู่ดี!" ฮั่นเจียงเสวี่ยยิ้มเยาะ
ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์หรือความสามารถ ฮั่นเจียงเสวี่ยถือเป็นตัวตนระดับสูงสุดในสำนักหลิงเซียวมาโดยตลอด หากไม่ใช่เพราะภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อห้าปีก่อน ตอนนี้นางคงสามารถใช้แค่มือเดียวจับฉินสือหลงกดลงกับพื้นแล้วบังคับให้คุกเข่าขอร้องได้แล้ว
ส่วนฉินสือหลงก็เป็นเพียงยอดฝีมือที่อาศัยทรัพยากรการบ่มเพาะจำนวนมหาศาลของสำนักเพื่อยกระดับพลังของตนเองเท่านั้น หากพูดถึงพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ ฮั่นเจียงเสวี่ยสามารถทิ้งห่างเขาไปได้ไกลสุดกู่ เมื่อห้าปีก่อนอย่าว่าแต่จะมีฐานะเทียบเท่าฮั่นเจียงเสวี่ยเลย แม้แต่คุณสมบัติที่จะพูดคุยกับนางเขาก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ!
และเรื่องนี้ก็ถือเป็นอดีตที่ฉินสือหลงไม่อยากยอมรับมากที่สุด เพราะฮั่นเจียงเสวี่ยมักจะอยู่เหนือเขาเสมอ ทำให้บรรดาอัจฉริยะในสำนักได้แต่มองดูแผ่นหลังของนางอยู่ห่างๆ มิเช่นนั้นฮั่นเจียงเสวี่ยจะสามารถก้าวเข้าสู่ทำเนียบยอดฝีมือขอบเขตหมื่นมรรคาตั้งแต่อายุยังน้อยได้อย่างไร
ฉินสือหลงยิ้มเหี้ยมพร้อมกับเอ่ยเยาะเย้ย "ฮั่นเจียงเสวี่ย ข้าไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าตอนที่เจ้าอยู่ในสภาวะสมบูรณ์แบบนั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ แต่ตอนนี้ล่ะ คนที่รากวิญญาณเสียหายอย่างเจ้า พลังลดลงไปตั้งเท่าไหร่ ก็ทำได้แค่อาศัยฝีปากมาอวดเก่งต่อหน้าข้าเท่านั้นแหละ รอข้าจับเจ้าได้ด้วยมือคู่นี้ ข้าอยากจะรู้ว่าเจ้าจะทนรับการทรมานจากข้าได้สักกี่น้ำ!"
"พี่ฉิน ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงแล้ว บุกเข้าไปพร้อมกันเลยเถอะ รอจัดการนังผู้หญิงคนนี้จนหมอบได้ก็ยกให้เจ้าจัดการ ถึงตอนนั้นเจ้าอยากจะเล่นสนุกอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น!" หวงคุนที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเสียงเหี้ยม ความหมายแอบแฝงในคำพูดนั้นชัดเจนอยู่แล้ว ท้ายที่สุดฮั่นเจียงเสวี่ยก็ถือเป็นสาวงามหยาดเยิ้มอันดับหนึ่งเช่นกัน!
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉินสือหลงก็เลียริมฝีปาก แววตาเผยให้เห็นความปรารถนาอันละโมบ จากนั้นเขาไม่พูดพร่ำทำเพลง พลังปราณรอบกายระเบิดออกทันที
ตูม
มิติสั่นสะเทือน แรงกดดันจากพลังปราณอันแข็งแกร่งที่ยากจะบรรยายกวาดล้างออกไปอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นทำให้ท้องฟ้าแห่งนี้มืดครึ้มลง คลื่นพลังอันบ้าคลั่งนั้นแฝงไปด้วยอานุภาพที่สามารถทำลายล้างฟ้าดินได้!
ส่วนรอบกายหวงคุนก็มีปราณมารสวรรค์พวยพุ่งออกมาเช่นกัน แสงมารนั้นดุดันไร้เทียมทาน แม้แต่ยอดฝีมือระดับเดียวกันอย่างขอบเขตหมื่นมรรคายังต้องหวาดหวั่น!
ฟุ่บ
ร่างของทั้งสองกระทืบเท้าลงบนความว่างเปล่า พร้อมกับเสียงอากาศระเบิดดังกึกก้อง แสงเงาอันน่าสะพรึงกลัวสองสายก็พุ่งทะยานออกไปดั่งเสือชีตาห์ พุ่งตรงเข้าหาฮั่นเจียงเสวี่ยทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฮั่นเจียงเสวี่ยกำทวนรบสีเงินในมือแน่น นางสูดหายใจเข้าลึก นัยน์ตาสวยเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุดัน ร่างระหงพุ่งเข้าปะทะ การต่อสู้ครั้งใหญ่สะเทือนเลือนลั่นได้เปิดฉากขึ้นที่ขอบฟ้าอีกครั้ง!
...
อีกด้านหนึ่ง เฉิงอวี่เซวียนและเซี่ยจื่อหลานลากร่างของเฉินเฟิงกลายเป็นลำแสงสามสาย พุ่งทะยานหนีออกจากเขาเทียนขุยอย่างสุดชีวิต
และตรงกลางระหว่างพวกนาง พลังความดุร้ายที่หมุนวนอยู่รอบกายเฉินเฟิงกลับทวีความรุนแรงและบ้าคลั่งยิ่งขึ้น ภายในร่างกายของเขามีเสียงสั่นสะเทือนดังแว่วออกมาอย่างต่อเนื่อง
ทุกครั้งที่เสียงสั่นสะเทือนนี้ดังขึ้น มุมปากของเฉินเฟิงก็จะมีเลือดไหลซึมออกมา ร่างกายที่เดิมทีก็มาถึงขีดจำกัดอยู่แล้วยิ่งดูสะบักสะบอมลงไปอีกในเวลานี้ ราวกับว่าเลือดเนื้อจะถูกฉีกขาดออกจากกันได้ทุกเมื่อ
"พี่เฉิง เฉินเฟิงจะตายไหม?" เมื่อสัมผัสได้ถึงสภาพของเฉินเฟิง ใบหน้าของเซี่ยจื่อหลานก็เผยให้เห็นความร้อนรน นางหันไปมองเฉิงอวี่เซวียนอย่างกระวนกระวายใจ
เฉิงอวี่เซวียนถอนหายใจ "ข้าก็จนปัญญาเหมือนกัน ใครจะไปรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเฉินเฟิง แต่เจ้านี่เป็นคนดวงแข็งมาตลอด ข้าคิดว่าเขาน่าจะทนผ่านมันไปได้นะ!"
พลังความดุร้ายบนร่างของเฉินเฟิง แม้แต่ฮั่นเจียงเสวี่ยที่เห็นยังต้องยอมแพ้ นับประสาอะไรกับนางที่เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตกักเก็บเทพ
ตอนนี้พวกนางทำได้เพียงพึ่งพาดวงของเฉินเฟิงเท่านั้น
ตูม ตูม
ตอนนั้นเอง เสียงระเบิดดังกึกก้องก็ดังแว่วมาจากขอบฟ้าเบื้องหลังพวกนาง จากนั้นแสงสว่างอันงดงามเจิดจ้าก็สาดประกายขึ้น คลื่นกระแทกจากพลังปราณอันบ้าคลั่งที่ซ้อนทับกันหลายชั้นแผ่กระจายไปทั่วทุกทิศทางราวกับเกลียวคลื่น
คลื่นกระแทกนั้นแม้จะอยู่ห่างไกล แต่ก็ยังสามารถซัดร่างของเฉิงอวี่เซวียนและพวกกระเด็นถอยหลังไปกว่าร้อยเมตร
ดวงตากลมโตของเฉิงอวี่เซวียนและเซี่ยจื่อหลานหันไปมองด้านหลังอย่างรวดเร็ว พวกนางสัมผัสได้ว่าที่ขอบฟ้าอันไกลโพ้นนั้น การต่อสู้อันสะเทือนเลือนลั่นได้เปิดฉากขึ้นแล้ว
"ทางนั้นเริ่มปะทะกันแล้ว ไป พวกเราเร่งความเร็วขึ้นอีก รีบหนีไปจากที่นี่เร็วเข้า!" เฉิงอวี่เซวียนกัดฟันกรอดพร้อมกับเอ่ยเสียงต่ำ
แม้ว่าตอนนี้พวกนางจะเป็นห่วงความปลอดภัยของฮั่นเจียงเสวี่ยมากเพียงใด แต่ก็ไม่อาจทรยศต่อความเด็ดเดี่ยวของนางได้ พวกนางต้องรีบกลับไปขอความช่วยเหลือ!
หญิงสาวทั้งสองไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบลากร่างของเฉินเฟิง เร่งความเร็วขึ้นจนถึงขีดสุด พุ่งทะยานไปยังขอบฟ้าอันไกลโพ้นทันที
ทว่าหลังจากที่พวกนางพุ่งทะยานไปได้ไม่ไกลนัก ร่างของชายชุดดำจากวังมารสวรรค์สองคนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าขวางทางพวกนางไว้ราวกับภูตผี พวกเขาเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ "สาวน้อย อย่าเพิ่งรีบไปสิ พวกเรามีธุระกับพวกเจ้าอยู่นะ!"
"เป็นพวกเจ้าเองรึ?!" เมื่อเห็นชายชุดดำสองคนนี้ หัวใจของเฉิงอวี่เซวียนและเซี่ยจื่อหลานก็กระตุกวูบ
สำหรับคนทั้งสองพวกนางไม่รู้สึกแปลกหน้าเลย พวกเขาคือผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตกักเก็บเทพของวังมารสวรรค์ที่เคยต่อสู้กับพวกนางในแอ่งกระทะสีดำนั่นเอง!
แต่พวกนางคิดไม่ถึงเลยว่า อีกฝ่ายจะแอบหลบหนีจากฮั่นเจียงเสวี่ยแล้วแอบตามพวกนางมาตามลำพัง!
หนึ่งในชายชุดดำปรายตามองเฉินเฟิงที่พวกนางลากมาด้วยแล้วหัวเราะ "แม่นาง ข้าอยากจะขอตัวคนจากพวกเจ้าหน่อย ส่งเขามาให้พวกเราแล้วจะปล่อยพวกเจ้าไป เป็นอย่างไร?"
เฉิงอวี่เซวียนและเซี่ยจื่อหลานไม่ได้เอ่ยสิ่งใด มือเรียวงามของพวกนางจับแขนของเฉินเฟิงไว้แน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดระแวงจ้องมองพวกเขา
คนของวังมารสวรรค์สองคนนี้ ล้วนเป็นยอดฝีมือขอบเขตกักเก็บเทพขั้นห้า ระดับพลังสูงกว่าพวกนางมาก แล้วแบบนี้จะสู้ได้อย่างไร?
"ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงไม่มีพรรคพวกระดับขอบเขตหมื่นมรรคาคนอื่นแล้วสินะ?!"
ชายชุดดำสองคนยิ้มเหี้ยม ร่างของพวกเขาค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ พลังมารสวรรค์อันมหาศาลค่อยๆ ปลดปล่อยออกมา คลื่นพลังอันแข็งแกร่งนั้นถึงขั้นทำให้แผ่นดินเบื้องล่างค่อยๆ แตกร้าว
ร่างของเฉิงอวี่เซวียนและเซี่ยจื่อหลานค่อยๆ ถอยร่นไปด้านหลัง เมื่อเผชิญหน้ากับสองยอดฝีมือขอบเขตกักเก็บเทพ พวกนางรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
เซี่ยจื่อหลานจับแขนข้างหนึ่งของเฉินเฟิงไว้ นางเผลอออกแรงบีบแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว นัยน์ตาสวยจ้องมองเฉินเฟิงด้วยความคาดหวัง นางหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเฉินเฟิงจะฟื้นขึ้นมาในวินาทีนี้
แต่น่าเสียดายที่เฉินเฟิงยังคงนิ่งเฉย