- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอก้าวเป็นที่หนึ่งเหนือผู้ใด
- บทที่ 46 - พบชิงเหยี่ยนจิ้งอีกครั้ง! ภาพนิมิตเทพสายฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง
บทที่ 46 - พบชิงเหยี่ยนจิ้งอีกครั้ง! ภาพนิมิตเทพสายฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง
บทที่ 46 - พบชิงเหยี่ยนจิ้งอีกครั้ง! ภาพนิมิตเทพสายฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง
บทที่ 46 - พบชิงเหยี่ยนจิ้งอีกครั้ง! ภาพนิมิตเทพสายฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง
พลังของเพลิงอัสนีสามมังกรนั้นรุนแรงมาก
จางหยวนเคยทดสอบมาแล้ว แม้แต่สัตว์อสูรระดับสี่ที่เทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับวิญญาณปราณ หากหลบไม่พ้นก็ถูกแผดเผาจนตายทั้งเป็นได้ รวมถึงแก่นผลึกสัตว์อสูรด้วย
เขาสามารถควบคุมเพลิงเทวะชนิดนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ย่อมสามารถแบ่งแยกส่วนหนึ่งออกมาใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพหรือปริมาณ
"ฟึ่บ!"
เปลวเพลิงสีม่วงอมฟ้าก่อตัวเป็นกระบี่เล่มยาว ช่วยให้จางหยวนปัดป้องง้าวของเยาเยี่ยได้อย่างง่ายดาย
"อะไรกันเนี่ย"
เยาเยี่ย ฉินเจิ้นตง และฉินจิ่งเหยียนต่างก็แสดงสีหน้าตกตะลึง
จางหยวนสามารถใช้พลังปราณก่อรูปได้งั้นหรือ หรือว่าเขาทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณปราณแล้ว
วิญญาณปราณอายุสิบหกปี นี่มันสัตว์ประหลาดระดับไหนกัน
ไม่สิ กลิ่นอายบนตัวจางหยวนหลอกกันไม่ได้ เขาคือมหาคุรุปราณห้าดาวไม่ผิดแน่
แล้วกระบี่ที่ก่อรูปเป็นของจริงนั่นมันหมายความว่าอย่างไรกันล่ะ
"เหมือนว่าจะเป็นเพลิงเทวะนะ" ฉินเจิ้นตงที่มีประสบการณ์มากกว่าตอบสนองได้ก่อนเป็นคนแรก ทว่าน้ำเสียงยังแฝงความไม่มั่นใจ
เพราะสิ่งที่เรียกว่าเพลิงเทวะ ส่วนใหญ่ก็แค่เคยได้ยินชื่อแต่ไม่เคยเห็นของจริง แม้แต่นักปรุงโอสถผู้สูงส่งยังต้องไขว่คว้าตามหา แล้วจางหยวนจะครอบครองมันได้อย่างไร
บางทีราชวงศ์อาจจะเดาไม่ผิด เบื้องหลังของเขามีคนคอยสนับสนุนอยู่จริงๆ
"ไม่ว่าท่านจะใช้วิธีใดสร้างกระบี่เล่มนี้ขึ้นมา สำหรับข้ามันกลับเป็นเรื่องดี อย่าหาว่าวิญญาณปราณอย่างข้ารังแกท่านก็แล้วกัน" เยาเยี่ยแค่นเสียงเย็น ร่ายรำง้าวในมืออย่างรวดเร็ว
จางหยวนเอามือไพล่หลังข้างหนึ่ง แกว่งกระบี่ปัดป้องการโจมตีด้วยท่าทีสบายๆ
หากอยู่บนสนามรบ ความจริงเขาชอบใช้ทวนมากกว่า เพราะตวัดกวัดแกว่งฆ่าศัตรูได้สะดวก
แต่ในการประลองฝีมือตัวต่อตัว ใช้กระบี่จะถนัดมือกว่า
เมื่อการโจมตีถูกสกัดกั้น สีหน้าของเยาเยี่ยก็เริ่มดูไม่ดีนัก ไม่คิดเลยว่าวิญญาณปราณที่ใช้พลังปราณก่อรูปอย่างนาง จะไม่สามารถจัดการกับมหาคุรุปราณห้าดาวได้
"วิญญาณปราณหนึ่งดาว พูดตามตรง พระองค์อ่อนแอกว่าที่กระหม่อมคิดไว้เสียอีก"
จู่ๆ จางหยวนก็เอ่ยขึ้น และเริ่มเป็นฝ่ายกดดันเยาเยี่ยกลับ
เขาไม่ได้ตั้งใจจะยั่วยุหรือโจมตีจิตใจอีกฝ่ายหรอก แต่รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
จักรวรรดิเจียหม่าก็คือจักรวรรดิเจียหม่าของราชวงศ์เจียหม่า สำนักเมฆาครามแม้จะฟังดูยิ่งใหญ่ แต่ก็เป็นเพียงขุมกำลังอันดับหนึ่งของเอกชนในจักรวรรดิเท่านั้น
ราชวงศ์มีระบบในการปกครองดินแดนและบ่มเพาะบุคลากรเป็นของตนเอง ตัวอย่างเช่น ระบบแต้มผลงานทหารหลังจากที่จางหยวนเข้าร่วมกองทัพ ซึ่งสามารถสร้างยอดฝีมือให้กับจักรวรรดิได้อย่างต่อเนื่อง ลำพังแค่ป้อมปราการใหญ่ทั้งสามแห่งทางตอนใต้ ก็มียอดฝีมือระดับราชันปราณประจำการอยู่ถึงหกคน
แต่ราชวงศ์เองก็ต้องบ่มเพาะทายาทสืบทอดตำแหน่งเช่นกัน มีเจียสิงเทียนที่เป็นจอมราชันปราณขั้นสูงสุดคอยสนับสนุน จักรพรรดิสองรุ่นก่อนหน้านี้ล้วนตกตายเพราะจักรวรรดิชูอวิ๋น ทรัพยากรที่เยาเยี่ยและเยาเยวี่ยได้รับย่อมมีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่มีลดลง
แม้น่าหลันเยียนหรานจะเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักเมฆาคราม แต่สำนักกับราชวงศ์ก็แตกต่างกัน ต่อให้เป็นน่าหลันเยียนหรานก็ไม่สามารถเบิกทรัพยากรมาใช้ตามอำเภอใจได้มากนัก
มิเช่นนั้นอวิ๋นยวิ่นคงไม่ต้องไปขอยืมวัตถุดิบจากราชสีห์มีปีกอเมทิสต์ที่เทือกเขาสัตว์อสูรด้วยตัวเอง และคงไม่ต้องรับปากจะช่วยราชันโอสถกู่เหอไปแย่งชิงเพลิงเทวะจากเผ่ามนุษย์งูเพื่อตอบแทนบุญคุณที่อีกฝ่ายช่วยปรุงโอสถให้
เมื่อนำทั้งสองมาเปรียบเทียบกัน น่าหลันเยียนหรานอายุสิบแปดปีเป็นมหาคุรุปราณสองดาว อายุยี่สิบเอ็ดปีเป็นราชันปราณขั้นสูงสุด (ประตูเป็นตาย) เทียบกับเยาเยี่ยที่อายุยี่สิบสองปีแต่เป็นแค่วิญญาณปราณหนึ่งดาว แข็งแกร่งกว่าไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
อัจฉริยะในสำนักฝ่ายในของสถานศึกษาเจียหนาน ได้รับทรัพยากรน้อยกว่าเยาเยี่ยมาก แต่พรสวรรค์กลับเหนือกว่านางเสียอีก
"อ่อนแองั้นหรือ"
เยาเยี่ยรู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่น
นางสูดหายใจเข้าลึก เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ท่านบีบข้าเองนะ"
พูดจบ นางก็ร่ายรำง้าวในมือรวดเร็วยิ่งขึ้น พลังปราณพลุ่งพล่าน
ทักษะยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์เจียหม่าคือเพลงทวนระดับปฐพีขั้นต่ำ ซึ่งเหมาะทั้งสำหรับการฟาดฟันในสนามรบและการต่อสู้ระยะประชิด ทว่าการจะฝึกฝนให้เข้าถึงขั้นต้นได้นั้น จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเพลงทวนอย่างลึกซึ้ง และต้องมีระดับพลังตั้งแต่ระดับมหาคุรุปราณขึ้นไป
เสด็จปู่และพระบิดาของนางล้วนต้องพิษจากการต่อสู้กับจักรวรรดิชูอวิ๋นจนสิ้นพระชนม์ และทหารของจักรวรรดิเจียหม่ามากมายก็ถูกพิษตายเช่นกัน ดังนั้นทั้งสองประเทศจึงมีความแค้นที่ต้องสะสาง เป็นความแค้นระดับชาติ
นางฝึกฝนทวนมาตั้งแต่เด็ก แม้จะยังไม่ได้เรียนรู้ทักษะยุทธ์ระดับปฐพี แต่นางก็เชี่ยวชาญทักษะยุทธ์ประเภททวนระดับเสวียนขั้นกลาง เพลงทวนคลื่นคลั่ง
"พ่ายแพ้ให้กับทักษะยุทธ์นี้ ท่านก็ภูมิใจได้แล้ว"
เยาเยี่ยแสดงความแข็งแกร่งของตนออกมาอย่างเต็มที่
เงาทวนผุดขึ้นราวกับป่าดงดิบ เมื่อซ้อนทับกันก็กลายเป็นคลื่นยักษ์บ้าคลั่ง ครอบคลุมพื้นที่หลายจั้งในพริบตา
เผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ จางหยวนถือกระบี่ด้วยมือเดียว แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "เกมควรจะจบลงได้แล้ว"
องค์หญิงเยาเยี่ย พระองค์เป็นคนใช้ทักษะยุทธ์ก่อนนะ
จางหยวนชูกระบี่ขึ้น กลิ่นอายบนร่างเกิดความเปลี่ยนแปลง สายฟ้าอันบ้าคลั่งทั่วร่างพุ่งไปรวมกันที่กระบี่
เมื่อเผชิญหน้ากับคลื่นเงาทวน เขาไม่คิดจะหลบหลีก พลังปราณทั้งหมดถูกอัดฉีดเข้าไปในกระบี่เพลิงเทวะ ก่อนจะแทงสวนออกไปตรงๆ
นี่คือทักษะยุทธ์ระดับเสวียนขั้นต่ำ อัสนีพิโรธ ซึ่งเขาเชี่ยวชาญถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว ทั้งยังต่อยอดพลิกแพลงได้อีก
เพลิงเทวะถือเป็นส่วนหนึ่งของเขา พลังสายฟ้าปราณย่อมสามารถเสริมเข้าไปได้เช่นกัน
กระบี่นี้ ประกายกระบี่เจิดจรัสและรวดเร็วดั่งสายฟ้า ไร้ซึ่งความพลิกแพลง ดูเหมือนจะไม่มีกระบวนท่าตามมา
จางหยวนทุ่มพลังปราณถึงเก้าส่วนลงไปในกระบี่นี้ รวบรวมจนเกิดเป็นความเร็วของกระบี่ที่พุ่งทะยาน นี่ไม่ใช่กระบี่ธรรมดา แต่เป็นความพิโรธของเทพสายฟ้า การโจมตีที่รวดเร็วดั่งอัสนีบาต
"ตูม!"
ประกายสายฟ้าฉีกคลื่นทวนออกเป็นทาง เปิดช่องให้จางหยวนพุ่งทะลุผ่านไปปรากฏตัวตรงหน้าเยาเยี่ยในพริบตา
สายฟ้าสลายไป กระบี่เพลิงเทวะจ่ออยู่ที่ลำคอของเยาเยี่ย แฝงไว้ด้วยพลังที่พร้อมจะกลืนกินผู้คน
"องค์หญิง พระองค์พ่ายแพ้แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ครืน!
เบื้องหลังของจางหยวน สายฟ้าปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน กลืนกินคลื่นทวนจนสิ้นซาก
วิญญาณปราณหนึ่งดาว ถูกจางหยวนปราบลงซึ่งหน้า พ่ายแพ้อย่างหมดจด
เยาเยี่ยมีสีหน้าเลื่อนลอย พูดอะไรไม่ออก ราวกับไม่อาจยอมรับความจริงนี้ได้
ฉินจิ่งเหยียนเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น ตะโกนลั่น "พี่หยวนโคตรเจ๋ง!"
เขาดีใจจนเนื้อเต้น
ขนาดวิญญาณปราณหนึ่งดาวจางหยวนยังเอาชนะมาได้ซึ่งหน้า แล้วนับประสาอะไรกับมหาคุรุปราณขั้นสูงสุดอย่างเขากันเล่า
ไม่ใช่เขาอ่อนแอ แต่เป็นเพราะจางหยวนวิปริตเกินไปต่างหาก
ฉินเจิ้นตง "..."
"องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ" กระบี่เปลวเพลิงในมือของจางหยวนค่อยๆ เลือนหายไป เขายิ้มแล้วเอ่ย "พระองค์คิดว่าแต้มผลงานสามหมื่นแต้ม คุ้มค่าหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
เยาเยี่ยลดง้าวลง สีหน้าซับซ้อนเอ่ยว่า "ย่อมต้องคู่ควรอยู่แล้ว ในอนาคตคงต้องรบกวนท่านผู้บังคับบัญชาจางช่วยชี้แนะด้วย"
พูดจบ นางก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่รอให้จางหยวนตอบกลับ เห็นได้ชัดว่าต้องการหาที่สงบสติอารมณ์
จางหยวนไม่ได้พูดอะไรอีก รอจนนางเดินลับตาไปแล้วจึงหันไปถามฉินเจิ้นตง "ท่านผู้บัญชาการใหญ่ มีธุระอะไรอีกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
"ไม่มีแล้ว เจ้ากลับไปเถอะ" ฉินเจิ้นตงโบกมือไล่
องค์หญิงเยาเยี่ยถูกยั่วโมโหจนหนีไปแล้ว เขาต้องคิดหาข้ออ้างไปอธิบายให้เจียสิงเทียนฟัง
"เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา"
จางหยวนประสานมือคารวะ แล้วหมุนตัวเดินจากไป
ตลอดทางราบรื่นไร้อุปสรรค เขาเดินมาถึงหน้าประตูจวนผู้บัญชาการ ก็พบว่าเหมิงซวี่กลับมาแล้ว และกำลังเฝ้าม้าแรดดำเขาเงินของเขาอยู่
ทว่าเหมิงซวี่ไม่ได้อยู่คนเดียว ข้างกายเขายังมีคนคุ้นหน้าคุ้นตาอีกสามคนล้อมรอบอยู่ นั่นก็คือเหมิงสิงจากตระกูลเหมิงแห่งเมืองชิงอวิ๋น ชิงเหยี่ยนจิ้งจากหอหมื่นตำรา และฉินไห่จากสำนักคุ้มภัยชิงอวิ๋น ที่เคยพบกันที่ด่านสองมังกรนั่นเอง
"ท่านผู้บังคับบัญชา"
เหมิงซวี่คอยจับตาดูประตูจวนผู้บัญชาการอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นจางหยวนก็รีบพาคนทั้งสามเดินเข้าไปหาทันที
"คารวะท่านผู้บังคับบัญชาจาง"
เหมิงสิง ชิงเหยี่ยนจิ้ง และฉินไห่ประสานมือทักทาย
ในแววตาของเหมิงสิงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เห็นได้ชัดว่าล่วงรู้ถึงฐานะที่แท้จริงของจางหยวนแล้ว
นัยน์ตาของชิงเหยี่ยนจิ้งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดวงตากลมโตเป็นประกายดูงดงามยิ่งนัก
ส่วนฉินไห่นั้นเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ เพราะถึงอย่างไรจางหยวนก็เคยยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขาไว้
"หืม"
จางหยวนกำลังจะเอ่ยตอบกลับ ทว่าจิตสำนึกกลับสัมผัสได้ว่าภาพนิมิตเทพสายฟ้าเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมากะทันหัน
วินาทีต่อมา เขาก็รู้สึกราวกับว่าจิตสำนึกของตนไปโผล่อยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง เริ่มล่องลอยสูงขึ้น เริ่มหลุดพ้นจากพันธนาการ
"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย"
[จบแล้ว]