- หน้าแรก
- หนึ่งวินาที สิบขั้นพลัง เริ่มต้นจากทหารเล็กๆ ที่ชายแดนสู่ผู้พิชิตทุกสรรพสิ่ง
- บทที่ 470 ลูกปัดย้อนภาพ! สำนักเทียนเชวี่ยล้อมปราบ!
บทที่ 470 ลูกปัดย้อนภาพ! สำนักเทียนเชวี่ยล้อมปราบ!
บทที่ 470 ลูกปัดย้อนภาพ! สำนักเทียนเชวี่ยล้อมปราบ!
หลังจากเจียงเป่ยออกจากหุบเขาชื่อหยางได้มินาน เงาร่างสองสายก็ฉีกกระชากท้องฟ้าและร่อนลงสู่หุบเขา
หนึ่งในนั้นคือจั่วหลง อาจารย์ของจั่วเย่าเสวียน
ส่วนอีกคนหนึ่งคือผู้อาวุโสผู้ทรงเกียรติแห่งตระกูลหลักจั่ว นามว่าจั่วเหวิน
พวกเขาร่อนลงท่ามกลางซากปรักหักพังของสมรภูมิที่พังพินาศ
เมื่อได้เห็นภาพโลหิตไหลนองประดุจสายน้ำและซากศพเกลื่อนกราดเบื้องหน้า ทั้งสองต่างก็ต้องใจสั่นสะท้าน!
ในใจของพวกเขาบังเกิดคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ!
โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาเห็นซากศพของจั่วรงยวี่ที่ศีรษะแหลกเหลว รวมถึงซากศพของยอดฝีมือขั้นเสินหวงอย่างจั่วหยาและจั่วติ่งเฉิน พวกเขาก็รู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง!
"นี่... นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?!"
"จั่วรงยวี่เพิ่งจะจากตระกูลหลักมาในวันนี้ พร้อมกับพาเย่าเสวียนมาด้วย!"
"เหตุใด... เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?!"
"หุบเขาชื่อหยางกลับถูกล้างบางถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!"
"ใครกัน! ใครกันที่มีใจสุนัขกล้าหาญถึงเพียงนี้?!"
จั่วหลงร่างกายสั่นสะเทือนและเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
จั่วเหวินที่อยู่ข้างกายในยามนี้ใบหน้าหม่นหมองจนแทบจะมีหยดน้ำร่วงออกมาได้
ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะและความหวาดผวา
เขากำหมัดแน่นพลางแผดเสียงคำราม
"ขั้นเสินหวงระดับสูงสุดหนึ่งคน! ขั้นเสินหวงระดับฝึกใหญ่สามคน!"
"ยังมีขั้นเสินหวงระดับฝึกเล็กและขั้นเสินหวงระดับสูงสุดอีกมากมาย!"
"ทั้งหมดล้วนเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของตระกูลพวกเราที่นี่!"
"กลับถูก... ถูกสังหารจนสิ้น! มิเหลือแม้แต่ซากที่สมบูรณ์!"
"ยอดฝีมือท่านใดกัน?! ขุมกำลังใดกันที่ขวัญกล้าบังอาจถึงเพียงนี้!!"
ในตอนนั้นเอง จั่วหลงพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้และรีบเอ่ยถาม
"สหายเหวิน! 'ลูกปัดย้อนภาพ' ของท่านได้พกติดตัวมาด้วยหรือไม่?!"
เมื่อจั่วเหวินได้ยินดังนั้น ดวงตาก็พลันฉายประกายเจิดจ้าและกล่าวขึ้น
"ใช่! ยังมีลูกปัดย้อนภาพ!"
"มิว่าจะเป็นใคร หากเคยลงมือที่นี่ ย่อมมิอาจรอดพ้นการตรวจสอบของลูกปัดย้อนภาพไปได้!"
"ข้าอยากจะเห็นนักว่าคนพาลผู้ใดที่สามหาวเพียงนี้!"
เขาหาได้มีความลังเลไม่
เขาสะบัดมือวูบหนึ่ง ลูกปัดสีขาวนวลบริสุทธิ์ก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ
จากนั้นจั่วเหวินก็พึมพำคาถาในปาก ก่อนจะโยนลูกปัดย้อนภาพขึ้นไปกลางอากาศอย่างแรง!
"วูม!!"
ลูกปัดย้อนภาพหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศและส่งเสียงสั่นสะเทือน
ลูกปัดเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงและระเบิดรัศมีสีขาวโพลนออกมา
วินาทีต่อมา แสงสว่างเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นม่านแสงขนาดมหึมาแผ่กระจายออกไปกลางความว่างเปล่า!
ภาพที่ปรากฏบนม่านแสงนั้น คือเหตุการณ์การต่อสู้อันดุเดือดที่เกิดขึ้นที่นี่เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน!
เจียงเป่ยผู้กุมดาบไท่สวีเทียนไว้มั่น บดขยี้ศีรษะของจั่วติ่งเฉินด้วยหมัดเดียวอย่างดุดัน
จากนั้นจึงบดขยี้ศีรษะของจั่วหยาด้วยอีกหมัด
และสุดท้ายคือภาพที่เขาเหยียบลงบนศีรษะของจั่วรงยวี่จนแหลกละเอียด!
ทุกขั้นตอนชัดเจนยิ่งนัก แม้แต่เสียงกัมปนาทก็ยังถูกถ่ายทอดออกมา!
"คนเดียว?!! กลับ... กลับมีเพียงคนเดียวงั้นหรือ?!"
"เรื่องเช่นนี้เป็นไปได้อย่างไรกัน?!"
เมื่อได้เห็นสิ่งที่ปรากฏบนม่านแสง จั่วหลงก็สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกและร้องอุทานออกมา
จั่วเหวินเองก็สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหวาดผวา
เขากล่าวว่า "ซ้ำยัง... เยาว์วัยเพียงนี้! แท้จริงแล้วคนผู้นี้เป็นใครกัน?!"
เดิมทีพวกเขาคิดว่าผู้ที่กล้าหาญและมีพละกำลังมากพอจะล้างบางหุบเขาชื่อหยางได้นั้น ต้องเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดแน่นอน
ทว่ามิคาดคิดเลยว่า จะเป็นเพียงชายหนุ่มเยาว์วัยเพียงคนเดียวเท่านั้น!
"เจ้าเคยพบเห็นคนผู้นี้หรือไม่?!"
จั่วเหวินหันขวับมาถามจั่วหลงที่อยู่ข้างกายทันที
จั่วหลงจ้องเขม็งไปยังใบหน้าของเจียงเป่ยบนม่านแสงก่อนจะส่ายหน้า
"มิเคยพบเห็นมาก่อน..."
ทว่า ยังมิทันที่คำพูดของเขาจะขาดคำ ในม่านแสงพลันมีเสียงร้องตะโกนดังขึ้น:
"ตัว... ตัวประหลาด! เจียงเป่ยผู้นี้มันคือตัวประหลาดชัดๆ!!!"
"เจียงเป่ย?!!"
ทันทีที่ได้ยินนามนี้ ร่างกายของจั่วหลงก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับถูกอสนีบาตฟาดใส่กลางศีรษะ
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดผวาถึงขีดสุด!
จั่วเหวินรีบหันมามองเขา
"เจ้ารู้จักเจียงเป่ยผู้นี้งั้นหรือ?!"
จั่วหลงดวงตาแทบแตกออกมาและแผดเสียงคำรามลั่น
"มันคือเจ้าเด็กนรกจากมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ทำร้ายเย่าเสวียน!!"
"เป็นเพียงศิษย์เทวะศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งเท่านั้น!"
"มันต้องมาเพื่อชิงยาลูกกลอนปราบมารสุริยันแดงแน่นอน!!"
"มันกลับกล้า... กล้าล้างบางหุบเขาชื่อหยางด้วยตัวคนเดียว!!!"
"ว่าอย่างไรนะ?! เพียงศิษย์เทวะศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งของมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ?!"
"แม้แต่ผู้อาวุโสของมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ยังมิมีความสามารถระดับนี้เลย!"
"นี่มันคือศิษย์ตัวประหลาดประเภทใดกัน?!!"
จั่วเหวินสั่นสะท้านไปทั้งใจและเอ่ยออกมาอย่างมิอยากจะเชื่อ
จั่วหลงรีบกล่าวต่อ
"เจ้าเด็กนี่พิเศษนัก มิอาจใช้สายตาของคนทั่วไปมองเขาได้"
"พรสวรรค์ของเขามิได้ด้อยไปกว่าเย่าเสวียนเลยแม้แต่นิดเดียว!"
"สหายเหวิน จะปล่อยให้มันหนีไปมิได้เด็ดขาดนะ!"
แววตาของจั่วเหวินฉายรังสีอำมหิตออกมาวูบหนึ่ง
เขาคว้าลูกปัดย้อนภาพกลับมาแล้วกล่าวว่า "วางใจเถอะ! มีลูกปัดย้อนภาพอยู่นี่ มันหนีมิพ้นแน่!"
"ลูกปัดนี้สามารถล็อกกลิ่นอายที่มันหลงเหลือไว้ที่นี่และติดตามร่องรอยไปได้!"
"ต่อให้มันจะหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว ข้าก็จะลากตัวมันออกมาบดขยี้กระดูกให้เป็นผงให้จงได้!!"
เมื่อจั่วหลงได้ยินดังนั้น ในดวงตาก็พลันมีประกายแห่งความหวังขึ้นมา
ทว่าวินาทีต่อมาเขาก็พลันนึกบางอย่างได้จนใบหน้าขาวซีด
"แย่แล้ว! เย่าเสวียน!!"
จากนั้นเขาก็หาได้มีความลังเลไม่
ร่างกายพุ่งทะยานตรงไปยังส่วนลึกของหุบเขาชื่อหยาง มุ่งหน้าไปยังสระสวรรค์เก้าสุริยันทันที!
จั่วเหวินเองก็ติดตามไปติดๆ
ทั้งสองคนมาถึงขอบสระในชั่วพริบตา
เมื่อมาถึงสระสวรรค์เก้าสุริยัน ก็พบว่าน้ำในสระแห้งขอดจนสิ้น
จั่วเย่าเสวียนนอนทอดกายอยู่บนพื้นดิน ใบหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ
กลิ่นอายแห่งชีวิตของเขาแผ่วเบาถึงขีดสุด
ที่มุมปากและเสื้อคลุมเต็มไปด้วยรอยเลือด
"เย่าเสวียน——!!!"
จั่วหลงดวงตาแทบแตกออกมาพร้อมแผดเสียงร้องโหยหวนอย่างปิ่มจะขาดใจ
เขาเดินลงไปที่ก้นสระและพยุงร่างของจั่วเย่าเสวียนขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา
เขาเร่งส่งพลังหลิงเข้าไปในร่างกายของอีกฝ่ายเพื่อประคองอาการบาดเจ็บ
"สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?"
จั่วเหวินขมวดคิ้วแน่นและรีบถาม
"น้ำในสระสวรรค์ถูกสูบออกไปอย่างรุนแรง ทำให้การขัดเกลาหยุดชะงักกลางคัน พิษเพลิงจึงเสียการควบคุมและสะท้อนกลับเข้าทำลายร่างกายอย่างหนัก!"
"ของเขาในยามนี้ อวัยวะภายในของเขา แหลกเหลวไปหมด!"
"ซ้ำเส้นลมปราณยังขาดสะบั้น รากฐาน... พังทลายสิ้นแล้ว!"
จั่วหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า
จั่วเหวินมองดูสภาพของจั่วเย่าเสวียนที่ลมหายใจรวยรินดุจแสงเทียนจวนจะดับมอดแล้วถอนหายใจ
"การขัดเกลาในสระสวรรค์หากถูกขัดจังหวะ ผลลัพธ์ย่อมร้ายแรงยิ่งนัก"
"จั่วเย่าเสวียนในครั้งนี้... เกรงว่าต่อให้เป็นเทพเซียนก็ยากจะเยียวยา"
"ทว่า... ก็นับว่ายังโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายที่เขาสิ้นสติอยู่ที่นี่จนเจียงเป่ยมิได้สังเกตเห็น"
"มิเช่นนั้น... ป่านนี้คงมิเหลือแม้แต่ซากศพแล้ว"
"เจียงเป่ย!!"
จั่วหลงโอบกอดศิษย์รักไว้แน่น ดวงตาแดงฉานพร้อมกับแผดเสียงคำราม
"สหายเหวิน! จะปล่อยมันไปมิได้เด็ดขาด!"
"ข้าต้องการให้มันตาย! ให้มันอยู่มิสู้ตาย!!"
สายตาของจั่วเหวินฉายประกายเย็นวาบพร้อมจิตสังหารที่รุนแรง
"ข้าจะไปไล่ล่ามันเดี๋ยวนี้!"
"กลิ่นอายของเจ้าเด็กนั่นถูกลูกปัดย้อนภาพล็อกไว้แล้ว ยามนี้มันกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เขตแดนของสำนักเทียนเชวี่ย!"
"เจ้าจงรีบพาจั่วเย่าเสวียนกลับตระกูลหลัก และช่วยรักษาเขาอย่างสุดความสามารถ!"
"ในขณะเดียวกัน จงรีบส่งข่าวแจ้งตระกูลหลักให้ส่งคำสั่งระดับสูงสุด ให้เจ้าสำนักเทียนเชวี่ยขัดขวางเจียงเป่ยไว้ให้จงได้!"
"ห้ามปล่อยให้มันหนีกลับไปถึงมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์เด็ดขาด!"
"หลังจากเจ้าจัดการเรื่องเย่าเสวียนเสร็จแล้ว จงรีบพายอดฝีมือของตระกูลตามมาล้อมปราบมันทันที!"
"ครั้งนี้ พวกเราจะวางตาข่ายฟ้าดิน เพื่อสับมันให้แหลกเป็นหมื่นชิ้น!!"
"ตกลง!!"
จั่วหลงพยักหน้าอย่างหนักหน่วง
จากนั้นเขาก็มิได้ชักช้า ค่อยๆ อุ้มร่างของจั่วเย่าเสวียนขึ้น
เขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของตระกูลหลักจั่วอย่างบ้าคลั่ง
จั่วเหวินเองก็มิมีความลังเลแม้เพียงนิด
เขากุมลูกปัดย้อนภาพไว้มั่นและล็อกทิศทางที่เจียงเป่ยหนีไป
เขาพุ่งร่างหายลับไปในขอบฟ้าเช่นกัน
...
อีกด้านหนึ่ง หลังจากออกจากหุบเขาชื่อหยางแล้ว เจียงเป่ยก็เร่งความเร็วเต็มที่เพื่อมุ่งหน้ากลับสู่มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์
ยามนี้เขากำลังบินอยู่เหนือเทือกเขาที่กว้างใหญ่ไพศาล
เมื่อออกจากหุบเขาชื่อหยางมาแล้ว พลังเทพเพลิงผลาญของเขาก็อันตรธานหายไปจนสิ้น
เจียงเป่ยเร่งความเร็วถึงขีดสุดพลางครุ่นคิดในใจ
"สภาพแวดล้อมในหุบเขาชื่อหยาง ช่างเหมาะสมกับการสำแดงพรสวรรค์พลังเทพเพลิงผลาญของข้าให้ระเบิดออกมาได้อย่างเต็มที่ จนพละกำลังพุ่งสูงขึ้นมหาศาล"
"แม้แต่ขั้นเสินหวงระดับฝึกใหญ่ข้าก็ยังสังหารได้อย่างง่ายดาย หรือแม้แต่ขั้นเสินหวงระดับสูงสุดก็มิใช่คู่ต่อสู้"
"ทว่ายามนี้เมื่อออกจากหุบเขาชื่อหยางมาแล้ว ความรู้สึกถึงพละกำลังที่หดหายไปช่างยิ่งใหญ่นัก!"
"ตัวข้าในยามนี้เกรงว่าคงต่อสู้กับขั้นเสินหวงระดับฝึกเล็กได้เท่านั้น"
"ส่วนขั้นเสินหวงระดับฝึกใหญ่คงทำได้เพียงรับมืออย่างยากลำบาก"
"เห็นทีข้าต้องรีบเพิ่มพละกำลังให้ตนเองโดยเร็ว"
"มิเช่นนั้นหากตระกูลหลักจั่วส่งผู้ใดมา ข้าคงยากจะต้านทานได้ไหว"
เมื่อคิดได้ดังนั้น ความปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นของเจียงเป่ยก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ทว่า ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม ในจังหวะที่เขาบินอยู่เหนือเทือกเขาที่สูงชันและอันตราย เหตุการณ์มิคาดฝันก็บังเกิดขึ้น!
"ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว——!!!"
เสียงฉีกกระชากอากาศดังขึ้นจากทุกทิศทางอย่างกะทันหัน!
หัวใจของเจียงเป่ยกระตุกูวบ
เขาหยุดร่างนิ่งอยู่กลางอากาศและส่งสายตากวาดมองรอบกายทันที
เห็นเพียงร่างนับร้อยสายพุ่งออกมาจากป่าทึบเบื้องล่างและตามหน้าผาโดยรอบ!
คนเหล่านั้นสวมชุดรัดกุมสีเขียวหม่นเหมือนกันหมด
ในมือถืออาวุธครบมือ แววตาแต่ละคนดุดันและเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร!
เพียงชั่วอึดใจ พวกเขาก็ล้อมวงไว้จนหนาแน่น และกักขังเจียงเป่ยไว้ตรงกลางอย่างสมบูรณ์!
ผู้นำกลุ่มคือชายฉกรรจ์ที่ถือดาบยาวใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอัมหิต
เขาแหงนหน้าขึ้นตะโกนกู่ร้องเสียงดังลั่นท้องฟ้า:
"ท่านเจ้าสำนัก! เจอตัวมันแล้ว! คือมันมิผิดแน่——!!!"
สิ้นเสียงตะโกนกู่ร้องของเขา ความว่างเปล่าเบื้องบนพลันปริแยกออก
วินาทีต่อมา ร่างที่กำยำใหญ่โตประดุจหอคอยเหล็กของชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิตินั้น!
เขาสวมชุดคลุมลายมังกรสีทองแดง ใบหน้าหยาบกร้านแฝงไปด้วยอำนาจที่น่าเกรงขามโดยมิต้องเอ่ยวาจา
แรงกดดันอันมหาศาลของขั้นเสินหวงระดับฝึกใหญ่แผ่กระจายออกมาอย่างรุนแรง!
เขาจ้องมองลงมาที่เจียงเป่ยจากที่สูง แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารพลางแผดเสียงตะโกนลั่น:
"เจ้าหนูผู้ขวัญกล้าบังอาจ!"
"ทำลายหุบเขาชื่อหยางของตระกูลหลักจั่วแล้วยังคิดจะหนีไปง่ายๆ งั้นหรือ?!"
"ในเมื่อล่วงเกินตระกูลหลักจั่วแล้ว มิว่าแดนเทพจะกว้างใหญ่เพียงใด ก็จะมิมีที่ว่างให้เจ้าได้ซุกหัวนอนอีกต่อไป!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ หัวใจของเจียงเป่ยก็จมดิ่งลงทันที
ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึม
คนของตระกูลหลักจั่วกลับไล่ตามมาทันเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ทว่าเพียงมินานเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติ
คนเหล่านี้มิหน้าจะใช่คนของตระกูลหลักจั่ว ทว่าน่าจะเป็นขุมกำลังในสังกัดของตระกูลหลักจั่วที่อยู่แถวนี้ จึงสามารถเดินทางมาถึงได้รวดเร็วเพียงนี้!
ทว่า ปัญหาคือคนพวกนี้ล่วงรู้ตำแหน่งของเขาได้อย่างไร?
ในใจของเจียงเป่ยพลันสังหรณ์ใจถึงอันตราย นิ้วทั้งห้ากำหมัดไว้แน่น
ยามนี้ ชายวัยกลางคนที่ประดุจหอคอยเหล็กฝั่งตรงข้ามจ้องมองเจียงเป่ยและเอ่ยเสียงเรียบ
"เจ้าคือเจียงเป่ยสินะ? ช่างมีความกล้ามิเบา!"
"ถึงขนาดกล้าบุกโจมตีหุบเขาชื่อหยาง ข้าคือหลี่ฉงเฟิง เจ้าสำนักเทียนเชวี่ย รับคำสั่งมาเพื่อเด็ดศีรษะสุนัขของเจ้า!"
เจียงเป่ยรูม่านตาหดวูบลงก่อนจะเอ่ยเสียงหนัก
"ข้ามิมิรู้ว่าเจ้าพูดเรื่องอันใด"
"ยังจะมาแสร้งทำเป็นไขสืออยู่อีกรึ?!"
หลี่ฉงเฟิงแค่นยิ้มเย็นพลางกล่าว
"ทางตระกูลหลักส่งข่าวมาแล้ว ว่าเจ้าเพียงแต่อาศัยการดูดซับธาตุไฟในหุบเขาชื่อหยางถึงจะมีพละกำลังมหาศาล"
"ทว่าท่ามกลางป่าเขารกร้างเช่นนี้ มิมีพลังธาตุไฟอันใดให้เจ้าใช้ได้"
"ข้าอยากจะเห็นนักว่าเจ้าจะดิ้นรนไปได้สักกี่น้ำ!!"
จากนั้นเขาก็สะบัดมือวูบหนึ่งพร้อมแผดเสียงสั่ง
"ฆ่า!!"
"ฆ่า!!!"
ทันใดนั้น เสียงโห่ร้องสังหารก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วชั้นฟ้า
เหล่าศิษย์สำนักเทียนเชวี่ยนับร้อยต่างพุ่งทะยานมาจากทุกทิศทาง และเข้ารุมล้อมสังหารเจียงเป่ยที่อยู่ตรงกลางทันที!
เจียงเป่ยเมื่อเห็นดังนั้น แววตาก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยือก
เขาเดินออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับแผดเสียงตะโกนลั่น:
"แม้จะมิมีธาตุไฟ ทว่าการจะสังหารพวกเศษสวะอย่างพวกเจ้า ก็ยังถือว่าเหลือเฟือ!"
(จบบท)
แจ้งนักอ่านทุกท่านครับ ตอนนี้ผมแปลถึงบทที่470 ต้นฉบับตอนนี้อัพถึงบทที่483 (10/4/69) ผมจะแปลแล้วอัพเดทให้ทุก5บทนะครับ
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านครับ ^^
"ผมกลับมาแปลต่อตามปกติแล้วนะครับ พอดีป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลไปพักหนึ่ง ตอนนี้ร่างกายดีขึ้นพร้อมลุยต่อแล้ว ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่ยังรอนะครับ!"