- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 180 พรีเซนเตอร์
บทที่ 180 พรีเซนเตอร์
บทที่ 180 พรีเซนเตอร์
สวนสนุกระดับสูงของเจ้าแม่จิ้งจอกดึงดูดความสนใจได้มากในช่วงนี้ก็จริง แต่มันก็เป็นแค่สวนสนุก ไม่ได้มีการถ่ายทอดสดเหมือนงานประลองยุวชนบำเพ็ญเพียร กระแสความนิยมจึงเทียบกันไม่ได้เลย
ดังนั้นภายหลังฉีเตี่ยนคว้าอันดับหนึ่งมาได้ เขาก็ได้ออกกล้องให้สัมภาษณ์ไปแค่สามวินาทีเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นก็แทบไม่มีใครพูดถึงอีก เทียบไม่ได้เลยกับตอนจบการแข่งรอบเก็บคะแนน ตอนนั้นถึงขนาดมีบริษัทสื่อสารมวลชนมาตามขอเซ็นสัญญาถึงที่เลยทีเดียว
เรื่องนี้ทำเอาฉีเตี่ยนแอบผิดหวังไปนิดหน่อย หากไม่นับนิสัยชอบแสดงออกของเขาแล้ว ลึกๆ เขาก็หวังอยากให้ครอบครัวได้เห็นความสำเร็จของเขาด้วยเหมือนกัน
ถึงจะทะเลาะกับพ่อจนหนีออกจากบ้านมา แต่ในใจของฉีเตี่ยนก็ยังคงโหยหาการยอมรับจากครอบครัวอยู่ดี
ส่วนเยว่เหวินพอกลับมาถึงก็รีบส่งข้อความไปหาเหล่าป๋าย เพื่อถามว่าบัวเมฆาอัสนีกับใบเมฆาอัสนีสามารถนำไปหลอมเป็นยาวิเศษอะไรได้บ้าง ถึงจะได้ยินคนทั่วไปพูดมาบ้างแล้ว แต่ในเรื่องการหลอมยา ตอนนี้เยว่เหวินเชื่อใจเหล่าป๋ายมากกว่า
เขาไม่เหมือนกับพวกนักปรุงยาทั่วไปที่ไม่ได้เรื่องได้ราวพวกนั้น
เหล่าป๋ายยังไม่ตอบกลับมา และวันๆ เขามัวแต่วุ่นวายทำอะไรอยู่ก็พูดยาก เยว่เหวินจึงได้แต่รออย่างใจเย็น
ส่วนจ้าวซิงเอ๋อร์กลับเก็บตัวฝึกวิชาอยู่เงียบๆ ซึ่งหาดูได้ยาก ถึงแม้วิญญาณวรยุทธ์แสงสีแดงของเธอจะสามารถเพิ่มตบะได้จากการต่อสู้ แต่ในจังหวะที่จะต้องทะลวงขอบเขตแบบนี้ ก็ยังต้องเดินพลังเคล็ดวิชาเพื่อทะลวงจุดคอขวดอยู่ดี
วันรุ่งขึ้น เธอผลักประตูห้องเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับประกาศเสียงดัง "ฉันทะลวงด่านได้แล้ว!"
ต้าป๋ายถึงกับสะดุ้งตกใจกระโดดตัวลอย
"หา?" ฉีเตี่ยนเงยหน้าขึ้นมา "เธอถึงขอบเขตที่สามขั้นสมบูรณ์แล้วเหรอ?"
"ใช่แล้ว" จ้าวซิงเอ๋อร์กำหมัด แม้จะรู้สึกว่าพละกำลังไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่การควบคุมพลังกลับแข็งแกร่งขึ้นมาก ในการต่อสู้สามารถปล่อยหรือรั้งพลังได้อย่างอิสระมากขึ้น
ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนขอบเขตเดียวกัน
"ฉันพร้อมจะใช้ไฟใหญ่หลอมปราณกังได้ทุกเมื่อเลย!" เธอกล่าวอย่างหนักแน่น
เยว่เหวินที่กำลังฝึกวิชาอยู่ชั้นบนได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็เดินลงมาพูดว่า "งั้นเดี๋ยวฉันติดต่อกับนักพรตจื่อกวงตอนนี้เลย ลองดูว่าจะขอเบิกวัตถุดิบสำหรับหลอมปราณกังล่วงหน้าได้ไหม ปราณกังเพลิงสยบมารของตระกูลเธอต้องใช้วัสดุเซียนอะไรบ้างล่ะ?"
"ผลกายาทองหลิวหลี ทรายจันทราจม เถ้าถ่านทุติยภัย แล้วก็เชื้อไฟสุริยันหลอมทอง" จ้าวซิงเอ๋อร์บอกชื่อวัสดุเซียนออกมาอย่างคล่องแคล่วราวกับท่องจำของในบ้านตัวเอง
ถึงตอนนี้เธอจะหนีออกจากบ้านมา แต่ข้อดีของการมีตระกูลคอยหนุนหลังก็ยังคงแสดงให้เห็นอยู่เสมอ แม้แต่ในยามที่ยากจนข้นแค้นที่สุด เธอก็ไม่เคยขาดแคลนเคล็ดวิชาในระดับต่อไปเลย
ผู้ฝึกตนอิสระทั่วไปเมื่อบำเพ็ญเพียรจนถึงช่วงปลายของแต่ละขอบเขต ก็ต้องเริ่มลงมือค้นหาเคล็ดวิชาใหม่สำหรับระดับต่อไป เคล็ดวิชาในสามขอบเขตล่างถึงแม้จะไม่แพงนัก แต่วิชาก็มีมากมายก่ายกอง การจะเลือกวิชาที่เข้ากับตัวเองได้ก็เป็นเรื่องยากมาก
ยิ่งบำเพ็ญเพียรสูงขึ้นไป มูลค่าของวิชาก็ยิ่งแพงลิบลิ่ว บางครั้งก็ไม่มีทางเลือกเลย ทำได้แค่พยายามเลือกวิชาที่ราคาไม่แพงและพอจะเข้ากับตัวเองได้เท่านั้น
สุดท้ายตบะที่ได้จากการฝึกวิชาแบบผสมปนเปกันก็จะยุ่งเหยิงไปหมด แทบไม่มีพลังต่อสู้เลยเมื่อเทียบกับคนในระดับเดียวกัน
แต่จ้าวซิงเอ๋อร์ที่เกิดในตระกูลใหญ่กลับไม่ต้องกังวลเรื่องเคล็ดวิชาเลยสักนิด ส่วนเรื่องทรัพยากรตอนนี้ก็มีสำนักงานปราบปรามความผิดปกติคอยสนับสนุนให้ เรียกได้ว่ายังคงได้รับสิทธิพิเศษแบบลูกหลานตระกูลใหญ่อยู่ดี
ภายหลังเยว่เหวินติดต่อกับนักพรตจื่อกวง เธอก็ตอบตกลงเรื่องการให้เบิกวัตถุดิบล่วงหน้าอย่างง่ายดายจริงๆ
ก็เพราะวัตถุดิบสำหรับไฟใหญ่หลอมปราณกังของผู้ช่วยสองคนนั้นเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย วัตถุดิบสำหรับรวบรวมร่างลักษณ์ของเยว่เหวินในอนาคตต่างหากที่เป็นค่าตอบแทนก้อนใหญ่จากสำนักงานปราบปรามความผิดปกติ การให้วัตถุดิบหลอมปราณกังแก่จ้าวซิงเอ๋อร์ก็เหมือนกับการจ่ายมัดจำล่วงหน้าส่วนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยเลย
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าจ้าวซิงเอ๋อร์หลอมปราณกังสำเร็จ อีกไม่กี่วันก็สามารถช่วยสำนักงานปราบปรามความผิดปกติทำภารกิจได้ดีขึ้น นักพรตจื่อกวงย่อมยินดีที่จะสนับสนุนอยู่แล้ว
วัตถุดิบเหล่านี้ของจ้าวซิงเอ๋อร์ด้อยกว่าที่เยว่เหวินใช้ตอนหลอมปราณกังเพียงเล็กน้อย ราคาตลาดรวมกันแล้วเกินสี่ล้าน หากไม่มีช่องทางที่เหมาะสมก็ต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อหาซื้อ ซึ่งราคาจะแพงกว่านี้มาก ตอนนี้มีสำนักงานปราบปรามความผิดปกติเป็นผู้สนับสนุน ก็ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย
เพียงแค่นักพรตจื่อกวงเอ่ยปากคำเดียว ตกกลางคืนก็จะมีคนนำวัตถุดิบมาส่งให้ถึงที่
ข้อดีของการมีขั้วอำนาจใหญ่คอยหนุนหลังก็อยู่ตรงนี้ ยิ่งบำเพ็ญเพียรสูงขึ้นก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจน ตระกูลใหญ่ สำนักเซียน หรือสำนักงานปราบปรามความผิดปกติซึ่งเป็นองค์กรขนาดมหึมาเหล่านี้ ล้วนมีคลังทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์และช่องทางมากมายเป็นของตัวเอง สามารถให้การสนับสนุนบุคคลได้อย่างครอบคลุมที่สุด
สำหรับคนที่ฉายเดี่ยวอย่างเยว่เหวิน แค่จะรวบรวมวัตถุดิบหลอมปราณกังชักชุดก็ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนัก ความยากในการทะลวงด่านแต่ละครั้งในอนาคตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
แต่ต้าหลงนั้นก็เปรียบเสมือนคลังทรัพยากรส่วนตัว ในบางแง่มุมก็สามารถให้การสนับสนุนเขาได้มากกว่าสำนักเซียนใหญ่ๆ เสียอีก
พอนึกถึงต้าหลง ก็รู้สึกว่าไม่ได้ไปหามันมาพักใหญ่แล้วเหมือนกัน
การล่องแก่งภูเขามังกรอัสนีครั้งนี้เก็บเกี่ยวเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายมาได้หนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญ ตอนนี้ยอดรวมในตัวเยว่เหวินคือหนึ่งร้อยยี่สิบสองเหรียญ ถือว่าได้มาไม่น้อย แต่ถ้าจะเอาไปซื้อวิชาอาคมหรือของวิเศษที่ทรงพลังในระดับนี้ก็ยังไม่ค่อยพอใช้ คงต้องเก็บสะสมไปก่อนชั่วคราว
ทางนี้เพิ่งจะติดต่อกับสำนักงานปราบปรามความผิดปกติเสร็จ ทางนั้นก็มีคนผลักประตูเดินเข้ามา
"ที่นี่คือสำนักงานบำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่ใช่ไหมครับ?" ผู้มาเยือนคือชายในชุดสูทที่ดูสุภาพเรียบร้อย พอเดินเข้ามาก็โค้งตัวอย่างมีมารยาท "กระผมม่ายเย่าเต๋อ เป็นผู้จัดการจากสำนักโปรดสัตว์ครับ"
...
"สวัสดีครับ"
เยว่เหวินผายมือเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลง ก่อนจะเริ่มกวาดสายตามองประเมินผู้มาเยือนอย่างระมัดระวัง
ผู้ชายคนนี้อายุราวสามสิบปี รูปร่างสันทัด หน้าตาธรรมดาๆ หวีผมเรียบแปล้ การแต่งกายดูเป็นทางการไปหมด เข้ากับใบหน้าที่ดูสุภาพเรียบร้อยมาก
ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่คนที่มาหาเรื่อง แต่คำว่าสำนักโปรดสัตว์สามพยางค์นี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนจริงๆ ก่อนหน้านี้แก๊งสามช่าแห่งสำนักงานเพิ่งจะไปทำลายห้องวิจัยที่สำนักโปรดสัตว์กับตระกูลหูร่วมกันสร้างขึ้น ภายหลังนั้นตระกูลหูก็ไม่ได้มาแก้แค้นเพราะเกรงกลัวอิทธิพลของตระกูลจ้าว ส่วนสำนักโปรดสัตว์ก็ไม่มีท่าทีอะไรเลย
ตอนนี้ในที่สุดก็มาตามคิดบัญชีแล้วเหรอ?
จ้าวซิงเอ๋อร์ที่เพิ่งจะทะลวงด่านมากอดอกยืนอยู่ข้างหลังเยว่เหวิน ในฐานะขุนพลอันดับหนึ่งใต้บังคับบัญชาของเถ้าแก่เยว่แห่งสำนักงาน เธอได้แสดงท่าทีดุดันตามที่ควรจะเป็นออกมา
ส่วนฉีเตี่ยนก็รับบทบาทฝ่ายบุ๋นอย่างคุ้นเคย เอ่ยปากถามขึ้นมาว่า "คุณมีธุระอะไรจะมอบหมายให้สำนักงานของเราเหรอครับ?"
"มีเรื่องจะร่วมมือด้วยจริงๆ ครับ แต่คงเรียกไม่ได้ว่าเป็นการมอบหมาย น่าจะเรียกว่าเป็นการเจรจาธุรกิจมากกว่าครับ" ม่ายเย่าเต๋อยิ้มตอบ
"ธุรกิจ?" เยว่เหวินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
จากนั้นก็เห็นม่ายเย่าเต๋อหยิบกระเป๋าหิ้วใบเล็กสีเงินออกมาจากของวิเศษเก็บของ พอเปิดออก ทั้งสองด้านก็มียาน้ำสีต่างๆ วางอยู่ด้านละสี่หลอด รวมทั้งหมดแปดหลอด
"ขออนุญาตอธิบายจุดประสงค์ที่มาในวันนี้นะครับ" เขากล่าวช้าๆ "นี่คือเซตบำเพ็ญเพียรรุ่นใหม่ล่าสุดที่สำนักโปรดสัตว์ของเราคิดค้นขึ้นมา หนึ่งเซตมีสี่หลอด ประกอบด้วยยาน้ำวิญญาณเบิกสติรู้แจ้ง ยาน้ำวิญญาณทะลวงด่าน ยาน้ำวิญญาณระเบิดพลังรบ และยาน้ำวิญญาณเสริมสร้างรากฐาน ตอนนี้ผลลัพธ์ของมันสามารถครอบคลุมการบำเพ็ญเพียรในห้าขอบเขตแรกได้ ช่วยสนับสนุนเส้นทางการแสวงหาเต๋าของผู้ฝึกตนได้อย่างรอบด้านเลยครับ"
"ขอโทษด้วยครับ" เยว่เหวินยกมือขึ้นปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "พวกเราเน้นการบำเพ็ญเพียรตามธรรมชาติครับ ไม่ซื้อยา"
อย่าว่าแต่เวลาปกติพวกเขาทั้งสามคนแทบจะไม่ค่อยใช้ยาช่วยในการฝึกวิชาเลย ต่อให้ใช้ ก็ไม่มีทางใช้ยาฉีดที่มีผลข้างเคียงสูงขนาดนี้แน่นอน
มีแต่พวกมังกรยาหัวแหลมๆ เท่านั้นแหละที่จะยอมฉีดยาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
"เอ่อ" เมื่อเห็นอีกฝ่ายมองว่าตัวเองเป็นพนักงานขาย ม่ายเย่าเต๋อก็รีบอธิบาย "ไม่ได้จะมาขายให้ทั้งสามท่านหรอกครับ แน่นอนว่าถ้าทั้งสามท่านต้องการจะทดลองใช้ เราก็สามารถสนับสนุนตัวยาทั้งหมดไปจนถึงขอบเขตที่ห้าให้ฟรีๆ ได้เลยครับ"
"ช่วงนี้สำนักโปรดสัตว์ของเราเพิ่งจะกำหนดให้เมืองเจียงเฉิงเป็นเมืองเป้าหมายหลักในการพัฒนาเมืองแรกของเขตเทียนเป่ย เรากำลังจะทุ่มเทโปรโมตธุรกิจของสำนักโปรดสัตว์ที่นี่อย่างเต็มที่ครับ และสำหรับสินค้าใหม่ตัวนี้ สำนักเราก็เตรียมจะเปิดตัวที่เมืองเจียงเฉิงเป็นที่แรกด้วย"
"ถึงตอนนั้นเราอาจจะต้องมองหาพรีเซนเตอร์สักสองสามคนครับ ซึ่งรวมถึงศิษย์สำนักเซียนที่มีชื่อเสียงบางคน และผู้ฝึกตนอิสระที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงอีกสองสามคนด้วย"
เขาส่งยิ้มมองไปยังเยว่เหวินทั้งสามคน "พวกคุณทั้งสามคนนี่แหละครับคือตัวเลือกผู้ฝึกตนอิสระที่โดดเด่นที่เราเล็งไว้เป็นอันดับแรก วันนี้ที่ผมมาที่นี่ก็เพื่อจะมานำเสนอผลิตภัณฑ์ของเราให้ทั้งสามท่านได้ชม และขอเรียนเชิญทั้งสามท่านมาเป็นพรีเซนเตอร์ระดับเขตเทียนเป่ยให้กับผลิตภัณฑ์ตัวนี้ของเราครับ"
"พรีเซนเตอร์เหรอ?" เยว่เหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "นั่นหมายความว่าพวกเราต้องประกาศให้คนอื่นรู้ว่าพวกเราใช้ยาตัวนี้ด้วยใช่ไหม?"
"หึหึ เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้วครับ" ม่ายเย่าเต๋อพยักหน้า "ในฐานะพรีเซนเตอร์ ก็ต้องให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรมโปรโมตของเราตามความเหมาะสม ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่สามารถเจรจากันได้ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ แต่การประกาศออกไปว่าใช้ยานั้น ถือเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นครับ"
เยว่เหวินถึงเพิ่งจะเข้าใจจุดประสงค์ในการมาของอีกฝ่าย
ก็เพราะบารมีของสำนักงานมันยังเล็กเกินไป วันนี้พวกเขาถึงเพิ่งจะเจอเรื่องแบบนี้ ถ้าเป็นศิษย์สำนักเซียนที่มีชื่อเสียงหน่อย ก็คงจะเคยเจอพวกพ่อค้ามาติดต่อเป็นร้อยเป็นแปดสิบรายไปแล้ว
ตอนนี้พวกเขาก็ถือว่าเป็นดาวรุ่งที่กำลังน่าจับตามองในแวดวงผู้ฝึกตนอิสระของเมืองเจียงเฉิง สร้างชื่อเสียงโด่งดังได้จากการแข่งรอบเก็บคะแนนเพียงครั้งเดียว ในอนาคตก็ย่อมต้องมีผลงานที่โดดเด่นอย่างแน่นอน
ผู้ฝึกตนอิสระที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ถ้าประกาศว่าตัวเองใช้ยาอะไร ก็ต้องมีคนแห่ทำตามเป็นจำนวนมากแน่นอน
ผู้ฝึกตนในเมืองเจียงเฉิงถึงจะไม่ได้มีมากนัก แต่ยาพวกนี้เมื่อเริ่มใช้แล้วก็ต้องใช้ไปในระยะยาว แถมแต่ละหลอดก็ราคาไม่เบาเลย ผู้ฝึกตนก็เป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถในการหาเงินได้เก่งมากอยู่แล้ว หากนำยาตัวนี้มาโปรโมตให้เป็นที่แพร่หลาย มันก็จะกลายเป็นช่องทางโกยเงินที่ไหลมาเทมาอย่างไม่มีวันหมด
แต่เขาไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้เด็ดขาด
เยว่เหวินปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "ขอโทษด้วยครับ ถ้าอย่างนั้นมันก็กลายเป็นการโฆษณาหลอกลวงสิครับ พวกเราคงร่วมมือกับคุณไม่ได้"
"ผมทราบดีครับ ว่าก่อนหน้านี้ทั้งสามท่านเคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกับห้องวิจัยของสำนักโปรดสัตว์เรามาก่อน อาจจะทำให้รู้สึกกังวลและมีอคติกับสำนักของเรา" ม่ายเย่าเต๋อไม่สนใจคำปฏิเสธของเขา และยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมต่อ "แต่พวกคุณสบายใจและปล่อยวางเรื่องขุ่นข้องหมองใจนั้นไปได้เลยครับ ห้องวิจัยแห่งนั้นเป็นเพราะตระกูลหูแห่งเมืองเจียงเฉิงมาขอเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากเรา แล้วพวกเขาก็เป็นคนบริหารจัดการและก่อสร้างเอง ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสำนักโปรดสัตว์ของเราเท่าไหร่เลย เราจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้มาส่งผลกระทบต่อความร่วมมือใดๆ และไม่มีเจตนาร้ายต่อทั้งสามท่านด้วยครับ"
"พวกเราปฏิบัติต่อพรีเซนเตอร์อย่างใจกว้างมาโดยตลอดครับ เพียงแค่ทั้งสามท่านยอมเซ็นสัญญาและให้ความร่วมมือถ่ายทำวิดีโอโปรโมตเล็กๆ น้อยๆ เงินค่าจ้างตัวเลขแปดหลักก็จะตกเป็นของพวกคุณทันที หากยอดขายดีในภายหลัง ก็อาจจะมีการเลื่อนขั้นให้เป็นสัญญาตลอดชีพด้วยนะครับ"
เขาส่งยิ้มอย่างจริงใจ "นี่มันไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องปฏิเสธเลยใช่ไหมล่ะครับ?"
"ผมก็เพิ่งจะบอกไปไม่ใช่เหรอครับ ว่าเหตุผลที่ปฏิเสธไม่ใช่เพราะกังวลว่าพวกคุณจะมาแก้แค้น หรือรังเกียจเรื่องเงินมากเงินน้อย แต่เป็นเพราะผมจะไม่ยอมให้ความร่วมมือกับการโฆษณาหลอกลวงของพวกคุณครับ" เยว่เหวินกล่าว
"จริงเหรอครับเนี่ย?" ม่ายเย่าเต๋อดูเหมือนแทบไม่อยากจะเชื่อ "ผลข้างเคียงของยาน้ำวิญญาณชุดนี้ของเราได้ลดลงไปจนต่ำมากแล้วนะครับ จากการทดสอบ มีผู้ทดลองใช้ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ไม่พบผลข้างเคียงใดๆ เลยในระยะสั้น ส่วนอีกห้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ เราก็มีวิธีแก้ไขให้ครับ ทางสำนักมีทีมกฎหมายที่สามารถจัดการปัญหาผลกระทบในแง่ลบได้ทั้งหมดเลย คุณเยว่ครับ ผมไม่ค่อยเข้าใจการตัดสินใจของคุณเลยจริงๆ"
เขาหันไปมองจ้าวซิงเอ๋อร์กับฉีเตี่ยน "พวกคุณสองคนไม่อยากจะช่วยเกลี้ยกล่อมเขาหน่อยเหรอครับ? แปดหลักเลยนะครับ แถมอาจจะเป็นแปดหลักต่อปีด้วย... ในเมืองเจียงเฉิงไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้ฝึกตนอิสระที่มีชื่อเสียงกว่านี้นะครับ ที่ผู้อาวุโสของเราเลือกพวกคุณทั้งสามคน ก็เป็นเพราะเห็นว่าความก้าวหน้าที่รวดเร็วของพวกคุณมันตรงกับความต้องการของเราพอดีเป๊ะ ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปแล้วก็..."
จ้าวซิงเอ๋อร์ถลึงตาใส่เขา "นี่นายหูหนวกหรือไง?"
"ขอประทานโทษครับ" ม่ายเย่าเต๋อก้มศีรษะลง เก็บกระเป๋าหิ้วใบเล็กของตัวเองให้เรียบร้อย แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างจ๋อยๆ
เยว่เหวินจ้องมองแผ่นหลังของม่ายเย่าเต๋อที่เดินจากไป คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความกังวล
ทำไมจู่ๆ สำนักโปรดสัตว์ถึงได้ถ่อมาพัฒนาอย่างจริงจังในเมืองเจียงเฉิงที่เป็นแค่เมืองเล็กๆ ในเขตเทียนเป่ยได้ล่ะเนี่ย?
ทุกวันนี้มีมังกรยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำนักที่ทำตัวเหมือนบริษัทแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในตัวการหลักสำคัญ เพื่อที่จะขายยาน้ำบำเพ็ญเพียรของตัวเองให้ได้ ก็เลยโหมโฆษณาโปรโมตกันอย่างหนักหน่วงไปทั่วทุกพื้นที่
การโปรโมตของพวกเขานั้นใช้ประโยชน์จากความเหลื่อมล้ำทางพรสวรรค์และความโลภของมนุษย์ล้วนๆ ในบรรดาคนที่ฉีดยาเพื่อบำเพ็ญเพียรร้อยคน อาจจะมีเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้นที่สามารถทนไปจนถึงระดับสูงๆ ได้ ส่วนที่เหลือก็ต้องกลายเป็นมังกรยาที่อายุสั้นกันหมด
แต่ก็ยังคงมีคนอีกมากมายที่พร้อมจะเสี่ยงดวง โดยหวังว่าตัวเองจะเป็นหนึ่งหรือสองคนนั้น
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ที่แท้ไอ้หนึ่งหรือสองคนนั้นก็คือพรีเซนเตอร์กำมะลอที่พวกเขาหามางั้นเหรอ?
ศิษย์สำนักเซียนมียาลูกกลอนของแท้ที่มีผลข้างเคียงต่ำแต่หายากยิ่งกว่า จึงไม่สนใจยาพวกนี้ ยาที่ผลิตออกมาจำนวนมากแบบนี้ก็มีแค่พวกผู้ฝึกตนอิสระเท่านั้นแหละที่จะใช้ในระยะยาว โดยหวังจะนำมาใช้พลิกชะตาชีวิตตัวเอง แต่สุดท้ายแม้แต่ความหวังอันริบหรี่นั้นก็ยังเป็นเรื่องหลอกลวง
นี่มันหลอกลวงผู้ฝึกตนอิสระเหมือนกับหลอกพวกเผ่ามารชัดๆ...
ระหว่างที่กำลังคิดเรื่องนี้อยู่ จู่ๆ โทรศัพท์มือถือก็สั่นสะเทือน พอมองดูก็เห็นว่าเป็นเหล่าป๋ายโทรเสียงมาหาโดยตรง
ภายหลังเยว่เหวินกดรับสาย ก็ได้ยินเสียงอันตื่นเต้นของอีกฝ่ายดังขึ้นมา "นี่นายบอกว่าพวกนายหาบัวเมฆาอัสนีมาได้ต้นนึงงั้นเหรอ?"