- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 175 ขอร้องล่ะ พวกนายช่วยมองฉันหน่อยได้ไหม?!
บทที่ 175 ขอร้องล่ะ พวกนายช่วยมองฉันหน่อยได้ไหม?!
บทที่ 175 ขอร้องล่ะ พวกนายช่วยมองฉันหน่อยได้ไหม?!
สำหรับคนที่เคยดูการแข่งขันรอบเก็บคะแนนสายผู้ฝึกตนอิสระ และจำท่าผสานเลือดเดือดหมายเลขหนึ่งของพวกเยว่เหวินได้ ก็คงพอจะมีภูมิต้านทานรับมือกับความช็อกของท่าผสานหมายเลขสองนี้อยู่บ้าง
แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยเห็นวิชาอาคมผสานที่แปลกประหลาดหลุดโลกขนาดนี้มาก่อน พอมาเห็นเป็นครั้งแรก โลกทัศน์ก็ย่อมถูกสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หูอวิ๋นถิงก็คือหนึ่งในนั้น
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดเลยว่าในเมืองเจียงเฉิงจะมีผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์คนไหนที่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อเขาได้ จึงไม่มีทางที่จะไปหาดูการแข่งขันสายผู้ฝึกตนอิสระด้วยตัวเองอยู่แล้ว เรื่องพวกนี้เป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ในตระกูล ที่จะต้องรวบรวมวิดีโอย้อนหลังและข้อมูลการบำเพ็ญเพียรของผู้เข้าแข่งขันตัวเต็งแต่ละคน เพื่อค้นหาวิธีการต่อสู้ที่เหมาะสมที่สุด
เมื่อเขาได้เห็นเฮลิคอปเตอร์เพลิงแบบคู่บินขึ้นสู่ท้องฟ้า รูม่านตาของเขาก็เบิกกว้าง ร่างกายราวกับถูกเงามืดปกคลุม ในหัวเต็มไปด้วยความรู้สึกที่นอกจากคำว่าบ้าเอ๊ยแล้ว ก็ไม่รู้จะบรรยายออกมาอย่างไร
ยังไงเสียเขาก็เป็นแค่นักเรียนอาชีวะที่ยังเรียนไม่จบ
คลังคำศัพท์อันน้อยนิด ไม่สามารถรองรับอารมณ์ที่ซับซ้อนเกินไปได้จริงๆ
นี่มันอะไรกันเนี่ย?
ไปเรียนต่างถิ่นแค่ไม่กี่ปี วิชาอาคมของบ้านเกิดพัฒนาไปถึงขั้นนี้แล้วเหรอ?
เรื่องที่สายตาคนทั้งสนามถูกดึงดูดไปมันไม่สำคัญแล้ว ตัวเขาเองก็ถูกดึงดูดความสนใจไปจนหมด ถึงขนาดอยากจะโทรเรียกญาติสนิทมิตรสหายให้มาดูด้วยกันเลยทีเดียว
ในตอนนั้นเอง ประกายสายฟ้าสายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
แม้หูอวิ๋นถิงจะไม่ได้ระวังตัว แต่ร่างกายกลับรับรู้ถึงอันตรายได้ตามสัญชาตญาณ ปลายนิ้วขยับเพียงเล็กน้อย สายน้ำสายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกไป เสียบทะลุอสูรอัสนีที่พุ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้ง
ฉึก—
อินทรีตัวใหญ่ยักษ์ปีกกว้างสามเมตร ที่มีกระแสไฟฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่รอบตัว กำลังโฉบลงมา แต่กลับถูกสายน้ำแทงทะลุกลางอากาศ สลายกลายเป็นแสงหายไป
ท่ามกลางการพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว การล่องแก่งของพวกเขาได้ผ่านด่านแรกมาถึงด่านที่สองแล้ว ที่นี่นอกจากจะมีลิงอัสนีที่พร้อมจะพุ่งขึ้นมาจากน้ำตลอดเวลาแล้ว ยังมีอินทรีอัสนีบินวนเวียนอยู่เหนือหัวเพิ่มมาอีกด้วย!
อินทรีอัสนีตัวใหญ่มหึมา เวลาโฉบลงมาราวกับเป็นเมฆสายฟ้า ความเร็วและพละกำลังดุดันร้ายกาจ แข็งแกร่งกว่าลิงอัสนีมากนัก
ในด่านแรก หลายคนกระโดดขึ้นไปบนที่สูง เพื่อให้พ้นจากรัศมีการโจมตีของลิงอัสนี
พออินทรีอัสนีปรากฏตัวขึ้นมา พวกที่ตกเป็นเป้าหมายแรกก็คือคนที่ลอยตัวหลบอยู่กลางอากาศ ทันใดนั้นก็มีหลายคนถูกปีกหรือกรงเล็บของอินทรีอัสนีโจมตีเข้า ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนชาไปชั่วขณะ และร่วงหล่นลงน้ำไปในทันที
คนที่เหลือรอดก็ทำได้เพียงร่อนลงมา แม้จะอยู่บนเรือยางซึ่งยังอยู่ในรัศมีโจมตีของลิงอัสนี แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องโดนอินทรีอัสนีรุมโจมตี
ในขณะที่หลายคนไม่กล้าบินเพราะกลัวอินทรีอัสนี เฮลิคอปเตอร์เพลิงแบบคู่บนท้องฟ้าก็ยิ่งดูโดดเด่นสะดุดตา จ้าวซิงเอ๋อร์ตะโกนก้องขยายวงแหวนไฟให้กว้างขึ้น พุ่งทะยานเข้าหาฝูงอินทรีอัสนีที่บินสวนมาอย่างดุดัน
ตู้ม—
เพียงชั่วพริบตา อินทรีอัสนีเจ็ดแปดตัวที่เข้ามารุมโจมตีพวกเขาก็ถูกสวนกลับจนตายเรียบ
ทันใดนั้น ไอหมอกสีทองก็พุ่งมารวมตัวกันที่ร่างของเยว่เหวิน ภายใต้การควบคุมของเคล็ดวิชากระบี่ประสานใจ การฆ่าอสูรอัสนีก็ทำให้เขาได้รับเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายด้วยจริงๆ!
เยว่เหวินเดาว่า ในทางเทคนิคแล้ว ตอนนี้ซิงเอ๋อร์ก็เหมือนเป็นอาวุธชิ้นหนึ่งที่เขาควบคุมอยู่ สัตว์ปีศาจที่เธอฆ่าได้ ก็เลยถูกนับรวมเป็นผลงานของเขาด้วย
เพียงแต่เงินสะกดสิ่งชั่วร้ายจากอินทรีอัสนีก็ไม่ได้เยอะอะไร ต้องฆ่าถึงสี่ห้าตัวถึงจะรวมกันได้หนึ่งเหรียญ ก็แค่ดีกว่าลิงอัสนีนิดหน่อย
ในเมื่อคุณภาพไม่ถึง ก็ต้องใช้ปริมาณเข้าสู้แล้วล่ะ
เยว่เหวินบังคับเฮลิคอปเตอร์เพลิงแบบคู่ พุ่งชนตะลุยไปในทิศทางที่ฝูงอินทรีอัสนีบินมา
ตู้ม ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
ตอนแรกอินทรีอัสนีเหล่านั้นยังอาศัยสัญชาตญาณดิบพุ่งเข้ามาโจมตี แต่ไม่นานก็ถูกฆ่าจนแตกกระจายไปหมด อินทรีอัสนีที่อยู่ด้านหลังเริ่มเกิดความกลัว และเริ่มบินหลบหนีพวกเขาทั้งสองคนแล้ว!
ในขณะที่ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังยังคงถูกอินทรีอัสนีรุมล้อมโจมตี พวกเขากลับบินไล่ล่าอินทรีอัสนีไปทั่วท้องฟ้าแล้ว!
มองดูฝูงอินทรีอัสนีที่กำลังบินหนีตายอยู่ตรงหน้า เยว่เหวินก็ตวาดลั่น "คิดจะหนีรึไง?"
วี้ด—
เร่งปราณกังจนเต็มสูบ วิชาควบคุมกระบี่ที่ร่างและใต้เท้าก็เร่งความเร็วขึ้นอีกครั้ง พริบตาเดียวก็พุ่งชนฝูงอินทรีอัสนีกลุ่มนั้นจนกระเด็น ทุกที่ที่พาดผ่าน แสงไฟสาดกระจาย!
"สมกับเป็นผู้กำกับเยว่จริงๆ ค่ะ" หลานจือมองภาพตรงหน้า แล้วอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาจากใจจริงอีกครั้ง
ไม่ว่าสถานการณ์ไหน ก็สามารถกลายเป็นจุดเด่นที่สุดในงานได้อย่างง่ายดายเสมอ
เธอหาจังหวะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา พิมพ์บันทึกด้วยมือเดียว "ในยามจำเป็น สามารถให้เพื่อนร่วมงานคอสเพลย์เป็นเฮลิคอปเตอร์..."
ฉีเตี่ยนได้ยินที่เธอบ่นพึมพำ ก็ขมวดคิ้วตะโกนลั่น "จดทุกอย่างที่เห็น มีแต่จะพาตัวเองซวยเอานะครับ หัวหน้าหน่วยหลาน!"
ความจริงแล้ว ใครที่ได้เห็นฉากนี้ต่างก็อ้าปากค้างกันทั้งนั้น
มันดุดันเกินไปแล้วจริงๆ
เริ่มจะแยกไม่ออกแล้วเนี่ย ว่าไอ้ตัวที่แหกปากตะโกนร้องเสียงหลง พร้อมกับบินไล่ล่าด้วยรูปร่างแปลกประหลาดนั่น มันคือสัตว์ปีศาจใช่ไหม?
หูอวิ๋นถิงดึงสติกลับมา สูดหายใจลึกๆ ท่องในใจ เย็นไว้
ก็แค่พวกชอบเรียกร้องความสนใจเท่านั้นแหละ
ถึงแม้วิชาอาคมของพวกเยว่เหวินจะทรงพลังมาก ก้าวข้ามขีดจำกัดของขอบเขตปราณกังขั้นต้นไปไกล แต่ในสายตาของหูอวิ๋นถิง อานุภาพของมันยังไม่ถึงขั้นทำให้เขาต้องตกตะลึง
ที่เขาชะงักไป ก็เพราะภาพที่เห็นมันกระแทกตาเกินไปต่างหาก
เขาบอกกับตัวเองว่า สองคนนี้ไม่มีทางไปถึงฝั่งฝันได้หรอก อันดับหนึ่งในตอนท้ายจะต้องเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว
ตัวเองต้องรักษามาดของผู้เชี่ยวชาญเอาไว้ นิ่งสงบ ไม่สะทกสะท้าน อย่าทำตัวเหมือนคนไม่เคยเห็นโลกกว้าง คนที่กลับมาจากโรงเรียนมัธยมกระบี่เลื่องชื่อ ถ้าเกิดมาตกตะลึงกับวิชาของผู้ฝึกตนพื้นเมืองเจียงเฉิง มันก็เสียชื่อแย่
เขาหันหน้ากลับไปมองตรงไปข้างหน้า ฟื้นฟูสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ยืนเอามือไพล่หลังตามเดิม พอมีอสูรอัสนีพุ่งเข้ามา เขาก็ส่งปราณกระบี่สายน้ำไปสังหาร
ยังคงเป็นยอดกระบี่ผู้สูงส่ง
แต่เสียงกระหึ่มของเฮลิคอปเตอร์และเสียงคำรามที่ดังมาจากไม่ไกล ก็ยังทำให้สายตาของเขาอดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองไปทางนั้นอยู่ดี
เขาทำได้เพียงเตือนสติตัวเองตลอดเวลาว่า ห้ามมอง
ถ้าแม้แต่ฉันยังถูกพวกเขาดึงดูดความสนใจไป ก็จะไม่มีใครสนใจฉันเลย นิ่งเข้าไว้ พอความแปลกใหม่ผ่านไป ฉันก็ยังคงเป็นยอดฝีมือที่เปล่งประกายที่สุดในงานอยู่ดี
หูอวิ๋นถิงพยายามเตือนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ทนเสียงเฮลิคอปเตอร์ที่บินโฉบผ่านเหนือหัวไปไม่ได้ แถมยังมีเสียงตะโกนร้องแปลกๆ ประสานเสียงของเยว่เหวินกับจ้าวซิงเอ๋อร์ดังแทรกมาอีก "โอ้ โรโรโรโร่—"
"เกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย?" แววตาของหูอวิ๋นถิงเริ่มหวั่นไหว
"ในจิตสัมผัสรู้สึกได้ว่าพวกเขากำลังไล่ล่าฝูงอินทรีอัสนีอยู่ ท่าทางตอนที่ฝูงนกบินหนีมันดูแปลกๆ นะ หรือว่า..."
"จะแอบปรายตามองแวบเดียวดีไหมเนี่ย?"
ฉันยอมแล้ว!
เจอแบบนี้ ใครมันจะทนไม่มองไหววะ?
...
"อ๊าก——"
ในขณะที่ฝั่งหูอวิ๋นถิงยังอยู่ในช่วงต่อสู้กับจิตใจ ทางฝั่งจีหยางก็เข้าสู่สภาวะสิ้นหวังไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พวกแกเป็นคนกันหรือเปล่าเนี่ย?
ทำไมถึงได้ขยันหาเรื่องมาแย่งซีนกันจังวะฮะ?
เดิมทีเขาตั้งใจว่า พอเข้ามาปุ๊บก็จะใช้พลังอันแข็งแกร่งสะกดคนทั้งสนามให้ตะลึงตาค้าง แล้วก็กู้ชื่อเสียงตัวเองคืนมาอย่างสวยงาม
ผลคือ พอเข้ามาปุ๊บก็โดนหูอวิ๋นถิงแย่งความสนใจไปจนหมด ยังไม่ทันจะคิดหาวิธีดึงดูดความสนใจกลับมาได้ เยว่เหวินและจ้าวซิงเอ๋อร์ก็ทำให้เขาดูเป็นตัวอย่างซะแล้ว
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งมันจะทำเรื่องหลุดโลกแบบนี้ได้ยังไงวะ?!
อ้อ ไม่สิ สองคนต่างหาก
จีหยางเคยดูท่าผสานหมายเลขหนึ่งของสำนักงานของพวกเยว่เหวินในการถ่ายทอดสดรอบเก็บคะแนนมาแล้ว และเขาค่อนข้างสนใจพวกเยว่เหวินอยู่ไม่น้อย ตอนนั้นเขาก็ประทับใจสุดยอดวิชาอาคมสามประสานนั่นอย่างลึกซึ้ง
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า พวกแกจะแอบไปอัปเดตเวอร์ชันมาด้วยเนี่ย?
ถ้าพูดถึงความสามารถในการดึงดูดสายตาคน หากวิชาเพลิงวิญญาณเงาจันทราของเขาเปรียบเสมือนสิงโตลอดบ่วงไฟแบบดั้งเดิม เฮลิคอปเตอร์เพลิงแบบคู่ของพวกเยว่เหวินก็คงเปรียบเหมือนสฟิงซ์สวมถุงน่องตาข่ายให้คลีโอพัตราขี่หลังแล้วลอดบ่วงไฟนั่นแหละ
คนอื่นเล่นใหญ่เบอร์นี้ แล้วใครมันจะมามัวสนใจแกล่ะฟะ?
จีหยางมองไปรอบๆ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่ศิษย์พี่ซูเหรินเสวี่ยของเขาเอง ก็ยังจ้องมองไอ้โรคจิตสองคนนั่นไล่ล่าอินทรีอัสนีอยู่กลางอากาศตาไม่กะพริบเลย
ใจจริงเขาก็อยากจะบินขึ้นฟ้าไปไล่ล่าอินทรีอัสนีบ้างเหมือนกัน แบบนั้นคงจะดึงดูดความสนใจได้มากกว่านี้แน่ๆ แต่พอคิดว่าต้องโดนฝูงอินทรีอัสนีรุมสกรัม เขาก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่
อินทรีอัสนีที่ลอยอยู่กลางอากาศก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนบินหนีขึ้นฟ้าตามอำเภอใจ การตั้งใจบินขึ้นไปสู้กับอินทรีอัสนีเพื่อเรียกร้องความสนใจ มันก็ดูเหมือนจงใจทำตัวเด่นเกินไปหน่อย
เขาไม่รู้เลยว่าพวกเยว่เหวินทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร
หรือว่านี่จะเป็นแผนการชั่วร้ายอะไรที่จงใจมาเล่นงานเขาอีก?
เกมในรอบนี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนสัตว์ปีศาจที่ฆ่าได้ หรือความเร็วในการล่องแก่ง แต่วัดกันที่ว่าใครสามารถล่องแก่งไปได้ไกลกว่ากัน การล่องไปตามกระแสน้ำอย่างสงบเสงี่ยมจึงเป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุด
มาทำตัวบ้าๆ บอๆ ในเวลาแบบนี้ เดี๋ยวพอไปเจอสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งกว่าในด่านหลังๆ แล้วพลังปราณกังหมดจะทำยังไง?
เขาไม่รู้ว่าเยว่เหวินฆ่าสัตว์ปีศาจแล้วจะได้เงินสะกดสิ่งชั่วร้าย และไม่รู้ถึงพลังฟื้นฟูของปราณกังมังกรโกลาหลชั้นหนึ่งโดยกำเนิด ย่อมไม่สามารถเข้าใจพฤติกรรมผลาญปราณกังเล่นแบบนี้ได้
ในขณะที่จีหยางกำลังอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา สถานการณ์ก็พลิกผันอย่างกะทันหัน
เบื้องหน้ามีหน้าผาหิน กระแสน้ำไหลไปจนถึงจุดที่ต้องลอดเข้าไปในอุโมงค์มืดมิด ทุกคนต้องก้มหัวลงถึงจะลอดเข้าไปได้
แบบนี้พวกเยว่เหวินก็ไม่มีทางบินต่อไปได้แล้ว เฮลิคอปเตอร์เพลิงแบบคู่จำต้องลงจอดฉุกเฉิน
"น่าเสียดายจัง" จ้าวซิงเอ๋อร์ร่อนลงมาบนเรือยางของตัวเอง บ่นอย่างอาลัยอาวรณ์ "ฉันยังสนุกไม่พอเลยนะ"
"ไว้คราวหน้ามีโอกาสค่อยมาประกอบร่างกันใหม่" เยว่เหวินก็ยังรู้สึกไม่จุใจเช่นกัน เมื่อครู่ไล่ล่าอินทรีอัสนีมาตลอดทาง ทำให้เขาได้เงินสะกดสิ่งชั่วร้ายเพิ่มมาอีกยี่สิบกว่าเหรียญ รวมกับลิงอัสนีก่อนหน้านี้ คาดว่าน่าจะได้มาสักสามสิบเหรียญ
ถึงจะไม่มากนัก แต่สำหรับเขาที่ไม่ได้มีเงินเข้ามาหลายวันแล้ว ก็ถือว่าเป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งกับเงินสะกดสิ่งชั่วร้าย
"ข้างหน้าระวังตัวด้วยนะ!" ฉีเตี่ยนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ เอ่ยเตือนว่า "ในกระทู้ไกด์บอกว่าในถ้ำนี้มืดตึ๊ดตื๋อ แถมยังมีค้างคาวอัสนีคอยลอบโจมตีด้วย! แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้ฝึกตนถูกคัดออกที่นี่แหละ!"
"แค่ทำให้ในถ้ำสว่างขึ้นก็พอแล้วใช่ไหม?" เยว่เหวินกล่าว "พี่ฉี นายจัดเต็มวิชาแสงเจิดจรัสของนายไปเลยนะ เดี๋ยวฉันกับซิงเอ๋อร์จะเป็นบอดี้การ์ดคอยคุ้มกันซ้ายขวาให้เอง!"
"ได้!" ฉีเตี่ยนรับคำ
...
เมื่อเห็นว่าเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นสลายตัวไปแล้ว หูอวิ๋นถิง จีหยาง และคนอื่นๆ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเสียที
โดยเฉพาะจีหยาง เขามองดูอุโมงค์อันมืดมิดเบื้องหน้า แล้วแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
เขาก็เคยอ่านกระทู้ไกด์มาเหมือนกัน อุโมงค์นี้แคบและมืดมิด แถมยังมีค้างคาวอัสนีที่เคลื่อนไหวได้อย่างแนบเนียนคอยซุ่มโจมตีอยู่ พลาดพลั้งนิดเดียวก็จะถูกโจมตีตกน้ำได้
มืดนักใช่ไหม?
จีหยางคิดคำนวณอยู่ในใจ เดี๋ยวพอเข้าไปในถ้ำ ฉันจะเร่งปราณกังเพลิงเงาเร้นลับอย่างเต็มกำลัง เพื่อส่องสว่างให้ทุกคน แบบนี้พวกแกก็ต้องเห็นฉันแล้วล่ะสิ?
เยว่เหวิน... จ้าวซิงเอ๋อร์...
พวกแกที่มองข้ามการมีอยู่ของฉัน จะต้องตกตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของฉัน!
ซู่—
พริบตาเดียว กระแสน้ำก็ม้วนตัวเข้าไปในอุโมงค์ ทุกคนต่างก้มตัวลง หากตั้งใจฟังให้ดี จะได้ยินเสียงสวบสาบแปลกๆ ดังอยู่รอบตัว เดาว่าน่าจะเป็นค้างคาวอัสนีที่รอจังหวะซุ่มโจมตีอยู่
"มาแล้ว" จีหยางเงยหน้าขึ้นอย่างฮึกเหิม "จงลุกโชนขึ้นมา เพลิงวิญญาณเงาจันทรา!"
พรึ่บ!
เขาพุ่งทะยานไปข้างหน้า จากนั้นเปลวไฟสีแดงทองสว่างจ้าก็สว่างขึ้นรอบตัว ส่องสว่างไปทั่วอุโมงค์ แต่เมื่อสายตาของเขาเหลือบมองไปด้านข้าง จู่ๆ ก็มีแสงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามา จนเขาต้องยกแขนขึ้นมาบังตามสัญชาตญาณ!
นั่นคือศิษย์สำนักเซียนที่ชื่อฉีเตี่ยนซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างเยว่เหวินกับจ้าวซิงเอ๋อร์ ความประทับใจเดียวที่จีหยางมีต่อคนผู้นี้ ก็คือศิษย์ทรยศสำนักเคียงนที
เขาก็เก่งกาจขนาดนี้เลยเหรอ?
วิชาแสงเจิดจรัสของฉีเตี่ยนนั้นสว่างจ้าเป็นพิเศษ มันแผ่กระจายออกมาจากทั่วร่างของเขา ในตอนแรกสว่างจ้าบาดตา จากนั้นก็ค่อยๆ อ่อนโยนลง กลายเป็นแสงสีขาวนวลตา ในขณะเดียวกันก็มีประกายแสงเจ็ดสีลอยวนเวียนอยู่รอบตัว ราวกับเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่แผ่ออกมาจากเซียนผู้วิเศษ
ชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างตกตะลึง เมื่อพบว่ารอบด้านถูกส่องสว่างราวกับตอนกลางวัน
พอมองไปยังแหล่งกำเนิดแสง แผ่นหลังของชายผู้นั้นท่ามกลางแสงศักดิ์สิทธิ์ ช่างดูโดดเด่นเหลือเกิน
แสงสว่างจ้านี้สาดส่องไปทั่วผนังอุโมงค์ เผยให้เห็นค้างคาวอัสนีสีม่วงดำจำนวนมากเกาะห้อยหัวอยู่ตามผนังถ้ำ พวกมันแทบจะล่องหนได้ในความมืด แต่ตอนนี้กลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ค้างคาวอัสนีพวกนี้ดูเหมือนจะเกลียดแสงสว่างมาก พวกมันร้องเสียงแหลม แล้วพากันพุ่งเข้าโจมตีฉีเตี่ยนทันที
แต่ฉีเตี่ยนกลับวางใจมาก เขาเพียงแค่ยืนเอามือไพล่หลังอย่างสงบ
เพราะที่ด้านซ้ายและด้านขวาของเขา จ้าวซิงเอ๋อร์และเยว่เหวินต่างก็คอยคุ้มกันให้เขา คนหนึ่งควงกระบองเพลิงฟาดฟันค้างคาวอัสนีที่พุ่งเข้ามาจนร่วงหล่นลงไป อีกคนใช้ปราณกระบี่เป็นเกราะกำบัง กระบี่บินถูกเหวี่ยงจนควันขึ้นแล้ว
ฉีเตี่ยนเพียงแค่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงศักดิ์สิทธิ์เจ็ดสีอย่างนิ่งสงบและเยือกเย็น
ฉากนี้ทำให้แม้แต่หูอวิ๋นถิงก็ยังรู้สึกลังเล ออร่ายอดฝีมือของคนผู้นี้... ดูเหมือนจะเหนือกว่าฉันซะอีกนะเนี่ย!
ส่วนจีหยางนั้น สติแตกไปในวินาทีนั้นเลย
เพลิงวิญญาณเงาจันทราที่เขาเร่งพลังอย่างเต็มที่ เมื่ออยู่ต่อหน้าแสงเจิดจรัสขั้นสุดยอดของฉีเตี่ยน ก็เหมือนกับโปรแกรมเมอร์หัวเถิกที่ไปเจอกับพระสงฆ์มืออาชีพ ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองหัวล้านสะท้อนแสงพอแล้ว แต่พอเงยหน้าขึ้นไปมองกลับเหมือนเห็นดวงอาทิตย์!
ถึงแม้ตอนนี้เขาจะยืนอยู่แถวหน้าสุดของขบวน แต่ก็ไม่มีใครมองมาที่เขาสักคน ในสายตาของทุกคน เขาเป็นเพียงแค่จุดดำเล็กๆ ราวกับจุดดับบนดวงอาทิตย์เท่านั้น
จีหยางกระทืบเท้าด้วยความเจ็บใจ คนเขากำลังจะพิสูจน์ตัวเองนะเว้ย พวกนายมาทำอะไรกันเนี่ย?
ฉันขอร้องล่ะ
ช่วยมองฉันหน่อยได้ไหม?!