- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 170 เจอกับแก๊งสามเหมียวอีกครั้ง
บทที่ 170 เจอกับแก๊งสามเหมียวอีกครั้ง
บทที่ 170 เจอกับแก๊งสามเหมียวอีกครั้ง
เงาสีขาวขนาดมหึมาทะลวงผ่านตรอกอันมืดมิด ไปจนถึงหัวมุมที่ไร้ผู้คน ในที่สุดก็หยุดลง แล้วยืดตัวลุกขึ้นยืน
ที่แท้ก็คือหัวแมวร่างมนุษย์ตัวอ้วนกลม มันคือปีศาจแมวสีขาวนั่นเอง มันหันไปพูดกับตรงมุมมืดด้วยความตื่นเต้น "ฉันเก็บของกินมาได้ด้วยล่ะ! หมึกย่าง พวกนายจะลองชิมไหม?"
จากในเงามืดมีหัวแมวโผล่ออกมาอีกสองหัว เป็นแมวหนุ่มสีดำและแมวสาวสีส้ม ซึ่งก็คือแก๊งสามช่าแห่งลัทธิเหมียวเหมียวที่เยว่เหวินเคยเจอมาก่อนนั่นเอง
"หมึกย่างงั้นเหรอ..." แมวดำลากเสียงยาว ก่อนจะสะบัดหน้าหนี "ของกินหลอกเด็ก ฉันไม่ชอบหรอก พวกนายกินกันไปเถอะ"
"ฉันอยากลองชิมดูจัง" แมวสาวสีส้มยิ้มอย่างเขินอาย "ฉันขอแบ่งแค่นิดเดียวก็พอแล้ว"
แมวขาวกล่าวอย่างใจกว้าง "ไม่เป็นไรหรอก เจ้าส้ม เจ้าดำ พวกนายกินกันไปเถอะ เดี๋ยวฉันไปหาเก็บมาใหม่ได้ ใครๆ ก็บอกว่าตลาดนัดกลางคืนมีของอร่อยอยู่เต็มพื้นไปหมด ไม่ผิดจริงๆ ด้วย!"
"อืม..." ปีศาจแมวน้อยอีกสองตัวต่างก็รู้สึกลังเลเล็กน้อย
หมึกย่างที่เริ่มจะเย็นชืดและเปื้อนฝุ่นดินเล็กน้อยถูกวางไว้ตรงกลาง แต่มันก็ยังคงส่งกลิ่นหอมฉุย ยั่วน้ำลายลูกแมวทั้งสามตัว
แต่ไม่มีแมวตัวไหนขยับ
ไม่ใช่เพราะรังเกียจว่าสกปรก แต่เป็นเพราะพวกมันอยากให้เพื่อนได้กินเป็นคำแรกต่างหาก
ในระหว่างที่กำลังลังเลกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มใสคุ้นหูแทรกขึ้นมาจากตรงหัวมุม "ไม้นั้นมันตกพื้นไปแล้ว มากินของสะอาดๆ ดีกว่านะ"
พร้อมกับมือที่ยื่นเข้ามา เป็นกำปิ้งย่างและของทอดหลากชนิดกำใหญ่ มีทั้งหมึกย่าง หลอดลม เนื้อวัวและแกะเสียบไม้ ไก่ป๊อป กึ๋นไก่...
"ว้าว—" ปีศาจแมวน้อยทั้งสามตัวส่งเสียงอุทานออกมาพร้อมกัน
ก่อนหน้าที่จะพุ่งกรูกันเข้าไปในวินาทีสุดท้าย แมวดำเพิ่งจะนึกขึ้นได้ จึงมองตามมือที่ยื่นของอร่อยมาให้ เพื่อดูคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงและเงา
ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้ชายที่คุ้นหน้าคุ้นตา
"นายเองเหรอ!" มันตกใจจนกระโดดถอยหลัง แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังคงพูดเสียงแข็ง "ฉันขอเตือนนายไว้ก่อนนะ อย่ามาทำอะไรบุ่มบ่ามเชียว! ที่นี่คือเขตชุมชนมนุษย์ ถ้านายทำเสียงดังโวยวายขึ้นมา พวกเราได้ตายกันหมดแน่!"
แมวขาวกับแมวส้มพอเงยหน้าขึ้นมอง ก็ตกใจจนตัวสั่นงันงกเช่นกัน
คนที่ตามมา ย่อมต้องเป็นเยว่เหวิน
เดิมทีครอบครัวสี่ชีวิตของพวกเขากำลังเดินเล่นในตลาดนัดกลางคืน ต้าป๋ายสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปีศาจ เยว่เหวินมองตามทิศทางที่เขาชี้ ก็ดันไปเห็นแมวขาวที่เคยเจอในสุสานก่อนหน้านี้... กำลังเก็บหมึกย่างบนพื้นกินอยู่
เขาเดาว่าท่านประมุขลัทธิเหมียวเหมียวน่าจะไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นแมวขาวตัวนี้ก็คงไม่น่าเวทนาขนาดนี้ จึงลองแอบตามมาดูสถานการณ์ ก็เห็นแก๊งสามเหมียวกำลังแบ่งหมึกย่างกันอยู่จริงๆ
ฉีเตี่ยนที่เดินตามมาข้างหลัง พอได้ยินคำพูดของแมวดำ ก็ถามด้วยความอยากรู้ "มันกำลังขู่นายอยู่เหรอ?"
"ก็เป็นแบบนี้ตลอดแหละ" เยว่เหวินหัวเราะ "พูดดีด้วยแต่ทำหน้าไม่รับแขก"
"เป็นปีศาจมาถึงจุดนี้ได้นี่ ช่าง..." จ้าวซิงเอ๋อร์เดินตามมาสมทบ ในมือหิ้วถุงพลาสติกใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยของกินเล่นจากตลาดนัด "เมื่อกี้ซื้อติดมือมานิดหน่อย มากินด้วยกันเถอะ"
"พวกคุณ...?" แมวสาวสีส้มถามอย่างลังเล
"จะชวนพวกเรากินของอร่อยของมนุษย์พวกนี้จริงๆ เหรอ?" แมวขาวเผยสีหน้าโหยหา
"ห้ามกินนะ!" แมวดำตวาดเสียงกร้าว "ท่านประมุขเคยบอกไว้ ว่าพวกมนุษย์น่ะเจ้าเล่ห์ พวกมันต้องแอบใส่ยาพิษลงไปในของกินพวกนี้แน่!"
ในตอนนั้นเอง ต้าป๋ายในร่างเล็กจิ๋วก็ก้าวออกมา เขาส่งยิ้มให้ปีศาจน้อยทั้งสาม "ทั้งสามคนไม่ต้องกลัวนะครับ คุณพ่อ คุณแม่ และคุณน้องชายของผม เขาตั้งใจจะชวนพวกคุณมากินมื้อดึกด้วยกันจริงๆ"
เขาขยับโชว์หางฟูพวงใหญ่ของตัวเอง "ดูสิครับ ผมเองก็เป็นปีศาจเหมือนกัน แต่พวกเราก็อยู่ด้วยกันอย่างปรองดองนะครับ อย่างมากคุณแม่ก็แค่ฟาดผมวันละหลายสิบไม้ หรือเตะผมวันละหลายสิบทีอะไรทำนองนั้น ไม่ทำร้ายปีศาจหรอกครับ"
ลูกแมวทั้งสาม: "?"
"เอาน่า ไปกันเถอะ" เยว่เหวินกวักมืออย่างกระตือรือร้น "สำนักงานบำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่ของฉันอยู่ตรงกลางถนนเส้นนี้เอง พวกนายเดินลัดเลาะตามตรอกเล็กๆ ตามฉันมา อย่าให้ใครเห็นล่ะ ถ้าฉันคิดจะจับพวกนายจริงๆ พวกนายคิดว่าจะหนีรอดเหรอ?"
พูดจบ เขาก็ยัดของปิ้งย่างใส่มือปีศาจแมวน้อยทั้งสามตัวละกำ แล้วหันหลังเดินนำไปทางสำนักงาน
"ห้ามกินนะ" แมวดำยังคงจ้องเพื่อนทั้งสอง กวาดสายตามองอย่างระแวดระวังรอบหนึ่ง ถึงได้เอ่ยปาก "เว้นแต่ฉันจะทดสอบพิษดูก่อน"
...
ภายในสำนักงานที่เปิดไฟสว่างไสวอบอุ่น บนโต๊ะน้ำชาเต็มไปด้วยกองมื้อดึก ปีศาจแมวน้อยสามตัวนั่งเรียงแถวหน้ากระดานอยู่บนโซฟา ร่างกายแข็งเกร็งเล็กน้อย สีหน้าก็ดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย
ราวกับว่าไม่เคยอยู่ในที่ที่มีแสงไฟสว่างจ้าขนาดนี้มาก่อน
ส่วนครอบครัวสี่ชีวิตในสำนักงาน ก็ลากเก้าอี้มานั่งเรียงหน้ากระดานอยู่ฝั่งตรงข้าม
"ทำตัวตามสบาย คิดซะว่าเป็นบ้านตัวเองนะ" เยว่เหวินเปิดบทสนทนาเป็นคนแรก "กินตามสบายเลย หิวน้ำก็มีเครื่องดื่มให้"
แก๊งสามแมวถึงค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบของกินอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะค่อยๆ กินอย่างเต็มที่
พอบรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย เยว่เหวินก็เริ่มถาม "ทำไมพวกนายถึงกล้าไปโผล่ที่ตลาดนัดกลางคืนได้ล่ะ? คนพลุกพล่านขนาดนั้น ขืนมีใครเห็นเข้าจะอันตรายนะ ถึงพวกนายจะดูไม่มีพลังโจมตีอะไร แต่ถ้าคนทั่วไปมาเห็นแล้วตกใจกลัว ก็อาจจะโทรแจ้งสำนักงานปราบปรามความผิดปกติได้นะ"
"คือว่า..." แมวขาวเอาอุ้งเท้าสองข้างมาจิ้มชนกันไปมา หัวเราะเจื่อนๆ "ฉันหิวแล้วน่ะ ไม่อยากกินอาหารเม็ด อยากกินอะไรหอมๆ บ้าง... แต่ที่บ้านไม่มีอะไรกินเลย..."
"ท่านประมุขลัทธิเหมียวเหมียวของพวกนาย ฉันน่าจะเคยเจอเธอมาก่อนนะ" เยว่เหวินทำท่าทางเลียนแบบผมทรงทวินเทล "เธอเก่งกาจขนาดนั้น ปล่อยให้พวกนายกินไม่อิ่มได้ยังไง?"
"ท่านประมุขห้ามไม่ให้พวกเรากินของพวกนี้ต่างหาก" แมวสาวสีส้มถอนหายใจยาว "ท่านบอกว่าของพวกนี้มันเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและสารเคมีอันตราย มนุษย์กินก็ช่างเขาเถอะ แต่แมวอย่างพวกเราห้ามกินเด็ดขาด"
"..." มนุษย์ทั้งสามคนในห้องถึงกับเงียบไปครู่หนึ่ง
แมวขาวค่อยๆ วางไม้ปิ้งย่างในมือลงอย่างรู้สึกผิด เพียงแค่คุยกันไปไม่กี่ประโยค ซากไม้เสียบลูกชิ้นบนโต๊ะตรงหน้ามันก็กองเป็นภูเขาเลากาแล้ว
"แต่เธอก็กินไปไม่ใช่น้อยๆ เลยนี่" จ้าวซิงเอ๋อร์มองไปที่แมวสาวสีส้ม
ตรงหน้าเธอก็มีขยะกองอยู่มากมายเช่นกัน
"แหะๆ" แมวส้มหัวเราะ "ก็พวกเราไม่ใช่ลูกแมวแล้วนี่นา ฉันอายุตั้งร้อยกว่าปีแล้วนะ"
"นี่มันแผนชั่วร้ายของมนุษย์ชัดๆ! สร้างของอร่อยแต่ทำลายสุขภาพแบบนี้ขึ้นมา ก็เพื่อจะกำจัดสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีความยับยั้งชั่งใจให้สูญพันธุ์ไปยังไงล่ะ!" แมวดำโวยวายอย่างขุ่นเคือง
"นายนั่นแหละที่กินเยอะที่สุด!" ฉีเตี่ยนอดไม่ได้ที่จะสวนกลับ
กองขยะตรงหน้าแก๊งสามแมวลัทธิเหมียวเหมียว แต่ละกองคือสูงกว่ากัน ดูท่าทางคงจะหิวโซกันมานานจริงๆ
"ท่านประมุขห้ามพวกเรากินอาหารขยะ สั่งให้เราเรียนรู้วัฒนธรรมของมนุษย์ทุกวัน ต้องเข้านอนแต่หัวค่ำตื่นแต่เช้า แถมยังต้องพับผ้าห่มอีก" แมวขาวทำหน้าใหญ่นิ่วคิ้วขมวด "มันทรมานอยู่เหมือนกันนะ"
"เมื่อช่วงก่อน ท่านบอกว่าไปก่อเรื่องมานิดหน่อย เลยต้องหนีออกจากเมืองเจียงเฉิงไปหลบหน้าสักพัก ท่านทิ้งอาหารกับเงินค่าขนมไว้ให้พวกเรานิดหน่อย สั่งให้อยู่รอดไปก่อนสองสามวัน" แมวส้มเล่าต่อ "แต่พวกเราก็กินอาหารหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว แถมเงินก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนหมด..."
"ไม่เป็นไรหรอก หิวเมื่อไหร่ก็แวะมาหาพวกเราที่นี่ได้ตลอดเลย" เยว่เหวินโบกมืออย่างใจกว้าง "เดี๋ยวฉันให้เงินติดตัวไปสักหน่อย กลับไปซื้อของกินเองก็ได้"
"ว้าว" แมวขาวตาลุกวาวจ้องมองเยว่เหวิน "ทำไมคุณถึงดีกับพวกเราขนาดนี้ล่ะ?"
"ท่านประมุขเคยบอกไว้ว่า 'พังพอนมาอวยพรปีใหม่แมว ย่อมไม่ได้มาดีแน่'" แมวดำยังคงเยือกเย็น จ้องเยว่เหวินเขม็ง "นี่ทั้งให้ของกิน ทั้งให้เงินพวกเรา แกมีแผนอะไรแอบแฝงอยู่แน่! ขอเตือนไว้ก่อนนะ... อย่างมากฉันก็ยอมรับแกเป็นพ่อ แค่นั้นแหละ!"
"ก็ไม่ต้องเกรงใจถึงขนาดนั้นก็ได้มั้ง" เยว่เหวินรีบห้ามปราม
สาเหตุที่เขาต้อนรับแก๊งสามแมวลัทธิเหมียวเหมียวอย่างอบอุ่น ส่วนหนึ่งก็เพราะเห็นว่าพวกมันน่าสงสารจริงๆ และอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อตอบแทนที่พวกมันเคยบอกเบาะแสขุมทรัพย์ในเขตทุรกันดารให้ จนเขาได้กระบี่น้อยทองเหลืองที่ทรงอานุภาพมากมาครอบครอง
และเหตุผลสุดท้ายก็คือ เขาอยากจะสร้างความสัมพันธ์กับพวกมันไว้ เพื่อสืบข่าวคราวให้มากขึ้น
ในเมื่อแก๊งสามแมวถามขึ้นมา เขาก็เลยบอกไปตามตรง "ฉันสามารถให้ทั้งอาหารและเงินค่าขนมกับพวกนาย แลกกับการที่พวกนายช่วยเล่าข้อมูลเกี่ยวกับปีศาจในเมืองเจียงเฉิงให้ฉันฟังเยอะๆ หน่อยได้ไหม?"
คำกล่าวที่ว่า 'งูก็มีทางงู หนูก็มีทางหนู' นั้นไม่ผิด แก๊งสามแมวคลุกคลีอยู่ในแวดวงปีศาจ ข่าวสารที่พวกมันได้รับรู้ หลายเรื่องก็อยู่นอกเหนือเครือข่ายข้อมูลของมนุษย์
ช่วงที่ผ่านมาเขามัวแต่วุ่นวายอยู่กับเรื่องของตำหนักผีเปลวเพลิง ไม่ได้มีรายได้เป็นเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายเข้ามานานแล้ว อีกสิบวันข้างหน้าก็ยังมีภารกิจใหญ่อีกหนึ่งงาน เขาไม่สะดวกที่จะออกไปยังเขตทุรกันดาร จึงคิดจะอาศัยหลอกถามเบาะแสจากพวกมันดู
...
"อ๋อ... ที่แท้ก็อยากได้ข่าวสารของเผ่าปีศาจอื่นๆ จากพวกเรานี่เอง? ว่าแล้วเชียวว่าไม่ได้หวังดีอะไร" แมวดำพูดเสียงเย็นชา "มนุษย์เอ๋ย ฉันขอตอบแกสั้นๆ สามคำเลยว่า... ไม่มีปัญหา!"
"ฉันอุตส่าห์ดึงกระบองออกมาครึ่งนึงแล้วนะเนี่ย" จ้าวซิงเอ๋อร์เกาหัวด้วยความสับสน "เดาใจนายไม่ออกจริงๆ แฮะ"
"เดี๋ยวก็ชินไปเอง" เยว่เหวินหัวเราะ
"แล้วคุณอยากได้ข้อมูลแบบไหนล่ะ?" แมวส้มถาม "พวกเรามักจะได้ยินเรื่องราวของเผ่าปีศาจอื่นๆ มาบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่รู้ว่ามันจะเป็นประโยชน์กับพวกคุณหรือเปล่า"
"พวกนายก็ลองเล่ามามั่วๆ ดูก็ได้" เยว่เหวินกล่าว "ความเคลื่อนไหวของปีศาจอะไรก็ตามในเมืองเจียงเฉิง ยิ่งถ้ามีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมด้วยยิ่งดีเลย"
"ถ้าเป็นเรื่องแบบนั้นล่ะก็ ฉันรู้เรื่องนึงนะ" แมวส้มชูมือขึ้นเป็นคนแรก
"ในเมืองเจียงเฉิง มีแก๊งวิหคเหิน เป็นการรวมตัวกันของปีศาจนกที่มาจากเขตทุรกันดาร พวกมันรวมตัวกันจนกลายเป็นองค์กร แก๊งวิหคเหินมักจะรับจ้างทำเรื่องผิดกฎหมายสารพัดอยู่ตลอดเลยล่ะ!" แมวส้มพูดเน้นเสียง
"โอ๊ะ?" เยว่เหวินเริ่มสนใจ "พวกมันทำอะไรบ้างล่ะ?"
"หัวหน้าแก๊งวิหคเหิน มีสายเลือดของ 'ฮั่วอวี่' สัตว์ประหลาดโบราณอยู่ สามารถเชื่อมต่อสายตากับลูกน้องปีศาจนกตัวอื่นๆ ได้ และบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เห็นออกมาเป็นภาพประทับได้" แมวส้มกล่าว "มันก็เลยใช้ความสามารถนี้ไปลักลอบถ่ายภาพ รับจ้างตามสะกดรอย แอบถ่าย และสืบเรื่องส่วนตัวของชาวบ้าน"
"อย่างเช่น ผัวบ้านไหนมีชู้ เมียใครแอบไปกิ๊กกับช่างทำผม ลูกหนี้หนีหนี้ หรือแม้แต่รับจ้างจับตาดูเจ้าหนี้... พวกมันก็สามารถรับจ้างสะกดรอยตามให้ได้หมด... แน่นอนว่าสลับกันก็รับทำนะ ไม่มีใครทันสังเกตนกที่บินอยู่บนฟ้าหรอก"
"ฉันได้ยินมาว่า ช่วงนี้มีดาราสาวคนนึงมาถ่ายละครที่เมืองเจียงเฉิงด้วยนะ ชื่อซู..."
"ซูช่าง?" แมวดำทักขึ้น
"ซูอวิ๋น ต่างหาก!" แมวส้มค้อนใส่แมวดำ แล้วพูดว่า "ดาราสาวสวยๆ ที่เป็นซูเปอร์สตาร์ในซีรีส์ไง"
จากนั้นเธอก็เล่าต่อ "ว่ากันว่าแก๊งวิหคเหินเตรียมจะไปดักแอบถ่ายรูปหลุดของเธอตอนอยู่กองถ่าย รูปพวกนั้นเอาไปขายให้แฟนคลับบนเน็ตทำเงินได้สบาย ถ้าบังเอิญแอบถ่ายรูปความลับส่วนตัวของดาราได้ล่ะก็ ยิ่งทำเงินได้ก้อนโตเลย เหมือนพวกมันเคยใช้วิธีนี้แบล็กเมล์ดารามาหลายครั้งแล้ว และอีกฝ่ายก็ยอมจ่ายเงินค่าไถ่เพื่อซื้อรูปคืนแต่โดยดีด้วย"
"พฤติกรรมผิดกฎหมายแบบนี้เองเหรอ?" เยว่เหวินหัวเราะเบาๆ "ฟังดูแล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนี่นา"
ธุรกิจของแก๊งวิหคเหินนี้ดูเหมือนจะเป็นนักสืบเอกชนบวกกับปาปารัสซี ถึงแม้จะหมิ่นเหม่ต่อกฎหมายจริงๆ แต่เรื่องพรรค์นี้ก็ไม่คุ้มที่เขาจะต้องลงมือเอง
การจับนกพวกนั้นนอกจากจะเปลืองแรงเปล่าแล้ว ความผิดก็ไม่ถึงขั้นต้องตาย จะไปได้เงินสะกดสิ่งชั่วร้ายอะไรล่ะ
"ฉันรู้เรื่องพวกที่เลวร้ายกว่านี้อีก!" แมวขาวชูมือขึ้นพูด "ในเมืองเจียงเฉิงยังมีแก๊งละมั่งอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง!"