- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 150 การคัดเลือกสุดบ้าคลั่ง
บทที่ 150 การคัดเลือกสุดบ้าคลั่ง
บทที่ 150 การคัดเลือกสุดบ้าคลั่ง
เมืองหมายเลขเจ็ด บาร์เพลิงกัลป์
เมื่อไม่นานมานี้ที่สำนักงานปราบปรามความผิดปกติออกกวาดล้างพวกแก๊งอันธพาล 'สมาคมซานเหวิน' บาร์เพลิงกัลป์ก็โดนหางเลขต้องปิดปรับปรุงไปพักนึง แต่ไม่กี่วันก็กลับมาเปิดให้บริการตามปกติได้แล้ว
บรรยากาศข้างในยังคงคึกคัก แสงสีวิบวับ ชายหญิงเบียดเสียดเต้นแร้งเต้นกากันอย่างเมามันส์
ชายหนุ่มในชุดรัดรูปปักเลื่อมเดินแหวกฝูงชน ตรงดิ่งไปยังห้องๆ หนึ่งสุดทางเดิน แล้วผลักประตูเข้าไป
ห้องนี้เป็นห้องทรงกลม ผนังรอบๆ เต็มไปด้วยตู้เก็บเหล้า กุญแจตู้ส่วนใหญ่พนักงานจะเป็นคนเก็บไว้ มีแค่ไม่กี่ตู้เท่านั้นที่ลูกค้าจะเก็บกุญแจไว้เอง
ชายหนุ่มคนนี้แต่งหน้าเข้ม กรีดอายไลเนอร์หนาเตอะ หน้าตาดูมีเสน่ห์แบบแปลกๆ เขาเดินตรงไปที่ตู้หมายเลข 66 ที่อยู่ตรงข้ามประตู ไขกุญแจเปิดตู้ออก ก็เห็นขวดเหล้าหลายขวดวางอยู่ข้างใน
เขาหยิบขวดนึงขึ้นมา ก็เห็นกระดาษแผ่นนึงพับครึ่งซ่อนอยู่ใต้ขวด เขาเลยหยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมา
พอคลี่ออกดูก็เห็นข้อความเขียนไว้ว่า "ท่านประมุขมีคำสั่งให้จัดตั้งสาขาย่อยที่เมืองเจียงเฉิง ศิษย์ในสำนักที่บรรลุขอบเขตปราณกังทุกคน มีสิทธิ์เข้าร่วมชิงตำแหน่งหัวหน้าสาขาได้ ผู้อาวุโสกงซุนได้กำหนดกติกาการคัดเลือกรอบแรกไว้ดังนี้..."
"ผู้ที่ต้องการลงสมัคร ให้ไปรวมตัวกันที่หน้าสวนผลไม้วิญญาณพิฆาต ชานเมืองหมายเลขเจ็ด ในเวลาเที่ยงคืนของอีกสามวันข้างหน้า ผู้สมัครทุกคนต้องบุกเข้าไปในสวน ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่สำนักงานปราบปรามความผิดปกติที่เฝ้าอยู่ และชิง 'ผลไม้วิญญาณพิฆาต' ออกมาให้ได้อย่างน้อยหนึ่งผล จึงจะถือว่าผ่านเข้ารอบแรก"
"ถ้ามีคนผ่านเข้ารอบแค่คนเดียว ก็รับตำแหน่งหัวหน้าสาขาไปเลย แต่ถ้ามีคนผ่านเข้ารอบหลายคน ก็จะต้องมาประลองฝีมือกันในรอบต่อไป"
พออ่านข้อความจบ ชายหนุ่มก็เบิกตากว้าง สบถด่าเสียงหลง "ไอ้แก่กงซุน! มันบ้าไปแล้วเหรอวะ?!"
ชายหนุ่มคนนี้ก็คือศิษย์ของตำหนักผีเปลวเพลิงที่แฝงตัวอยู่ในเมืองเจียงเฉิง และนี่ก็คือวิธีส่งข่าวสารของพวกเขา ในทุกๆ เมืองบริวาร จะมีบาร์แบบนี้อยู่อย่างน้อยหนึ่งแห่ง ศิษย์ตำหนักผีเปลวเพลิงก็จะมาสมัครสมาชิก เปิดตู้เก็บเหล้าทิ้งไว้
พอมีข่าวสารอะไรจะแจ้ง ทางบาร์ก็จะส่งข้อความมาบอกว่า 'คืนนี้มีโชว์พิเศษ' พวกผู้ฝึกตนวิถีมารพอได้รับข้อความ ก็จะรู้ทันทีว่าต้องมาเปิดตู้เก็บเหล้าดูข่าวสาร
และในเวลาเดียวกันนี้เอง ตามบาร์ต่างๆ ในอีกหลายเมืองบริวาร ก็มีเสียงสบถด่าของศิษย์ตำหนักผีเปลวเพลิงดังขึ้นในทำนองเดียวกัน
กติกาการคัดเลือกบ้าบออะไรเนี่ย!
ไอ้ 'ผลไม้วิญญาณพิฆาต' ที่ว่าเนี่ย มันคือผลไม้ที่มีพลังหยินและไอสังหารเข้มข้นมากๆ ถึงจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ค่อยได้ แต่มูลค่ามันสูงลิบลิ่ว สำหรับพวกที่ฝึกวิชาเฉพาะทาง แค่กินเข้าไปลูกเดียว ก็ช่วยเพิ่มระดับตบะได้มหาศาลเลยล่ะ
แต่พวกที่ต้องการพลังหยินและไอสังหารแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกผู้ฝึกตนวิถีมารทั้งนั้นแหละ
ชานเมืองหมายเลขเจ็ดมีป่าที่ปลูกผลไม้นี้อยู่พอดี แต่ผลผลิตมันน้อย สำนักงานปราบปรามความผิดปกติก็เลยยึดพื้นที่นี้ไว้เป็นของรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกผู้ฝึกตนวิถีมารมาขโมยเด็ดไปกิน แถมยังจัดเวรยามส่งหัวหน้าหน่วยไปเฝ้าอย่างแน่นหนาด้วย
การบุกไปชิงผลไม้นี่ ก็เท่ากับประกาศสงครามกับสำนักงานปราบปรามความผิดปกติตรงๆ เลยน่ะสิ!
ปกติพวกผู้ฝึกตนวิถีมารอย่างพวกเขามักเอาแต่หลบๆ ซ่อนๆ หนีตำรวจกันหัวซุกหัวซุนอยู่แล้ว แต่นี่จะให้ไปบุกดงตำรวจเนี่ยนะ?
ถึงจะอยากเป็นหัวหน้าสาขาจนตัวสั่นก็เถอะ แต่กติกาแบบนี้ มันก็เหมือนเอาหนูไปท้าดวลกับแมวชัดๆ
นี่มันหาเรื่องตายชัดๆ เลยนะเว้ย!
แต่ทว่า...
ถ้าไม่มีสาขาย่อยก็แล้วไป ศิษย์ในเมืองเจียงเฉิงก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครสนใจใคร
แต่ถ้ามีการจัดตั้งสาขาย่อยขึ้นมาเมื่อไหร่ ศิษย์ทุกคนก็ต้องมารวมตัวกัน ถ้าไม่ยอมออกจากสำนัก ก็ต้องฟังคำสั่งของหัวหน้าสาขาแต่โดยดี
ในเมื่อท่านประมุขอาเฮยเหยี่ยนไม่ค่อยลงมาดูดำดูดีเท่าไหร่ ตำแหน่งหัวหน้าสาขาก็เท่ากับเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของตำหนักผีเปลวเพลิงในเมืองนี้เลยล่ะ
นั่นก็หมายความว่า ใครได้เป็นหัวหน้าสาขา ก็จะกลายเป็นบิ๊กบอสที่มีอำนาจล้นฟ้าในวงการวิถีมารเมืองเจียงเฉิงไปโดยปริยาย!
ด้วยบารมีของตำหนักผีเปลวเพลิง ต่อให้เจอผู้ฝึกตนวิถีมารที่เก่งกว่า ก็ไม่มีใครกล้าแหยมกับหัวหน้าสาขาหรอก แถมยังหาทรัพยากรมาบำเพ็ญเพียรได้ง่ายขึ้น การเลื่อนระดับตบะก็เร็วขึ้นตามไปด้วย
ข้อดีมันเยอะจนนับไม่ถ้วนเลยล่ะ
ติดอยู่ปัญหาเดียวก็คือ... ไอ้แก่กงซุนเหยี่ยนมันเอาสายไฟแรงสูงไปแหย่รูฉี่ตัวเองหรือไง? ถึงได้คิดกติกาบ้าๆ บอๆ แบบนี้ออกมาได้?
บุกฐานที่มั่นของสำนักงานปราบปรามความผิดปกติเนี่ยนะ!
อยากตายก็ตายไปคนเดียวดิวะ พวกกูยังไม่อยากตายโว้ย!
เดี๋ยวนะ... ไอ้แก่นี่ปกติมันปอดแหกจะตาย เพราะความขี้ขลาดของมันนี่แหละ ถึงทำให้ศิษย์รุ่นใหม่ๆ หลายคนไม่ค่อยเคารพมันเท่าไหร่
แล้วการที่มันตั้งกติกาแบบนี้ขึ้นมา มันเองจะกล้าลงแข่งไหม?
...
ในห้องมอนิเตอร์ของบาร์เพลิงกัลป์ แก๊งโจรสามช่าของเยว่เหวินกำลังยืนดูภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องเก็บเหล้า ร่วมกับหวังโส่วไฉและหลานจือ
นี่เป็นรายที่สามแล้ว ที่เข้ามายืนสบถด่าหน้าตู้เก็บเหล้าภายในชั่วโมงเดียว
ถ้ากงซุนเหยี่ยนไม่บอกเยว่เหวินตรงๆ แถมยังอุตส่าห์ไปเปิดตู้เหล้าให้เขาอีกตู้ สำนักงานปราบปรามความผิดปกติก็คงไม่มีทางรู้ถึงวิธีส่งข่าวสารแบบนี้แน่ๆ แต่ตอนนี้ พวกเขาสามารถรวบรวมข้อมูลของศิษย์ตำหนักผีเปลวเพลิงในเมืองหมายเลขเจ็ดได้หมดแล้ว
เพียงแต่ศิษย์พวกนี้มันก็แค่ลูกกระจ๊อก สำนักงานปราบปรามความผิดปกติเลยยังไม่รีบร้อนจะกวาดล้างตอนนี้
เป้าหมายหลักคืออาเฮยเหยี่ยนที่จะโผล่มาในวันชิงชนะเลิศต่างหาก
นี่สิปลาตัวใหญ่ของจริง
ตอนที่หวังโส่วไฉเอาเรื่องนี้ไปรายงาน นักพรตจื่อกวงก็ดีใจจนแทบเนื้อเต้น
ตอนแรกก็กะจะใช้กงซุนเหยี่ยนเป็นเหยื่อล่อจับฟ่านไป๋เหยี่ยน แต่ตอนนี้ดันมีลุ้นจับอาเฮยเหยี่ยนได้ด้วย แบบนี้มันยิ่งกว่าถูกหวยอีก
ฟ่านไป๋เหยี่ยนคือยอดฝีมือวิถีมารขอบเขตที่หกในอดีต ส่วนอาเฮยเหยี่ยนคือยอดฝีมือวิถีมารขอบเขตที่หกในปัจจุบัน ทั้งคู่ต่างก็เป็นตัวอันตรายที่ต้องกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก ขอแค่มีโอกาสจับได้สักคน สำนักงานปราบปรามความผิดปกติก็พร้อมจะทุ่มสุดตัวอยู่แล้ว
ยิ่งตอนนี้ ข่าวคราวของคนแรกยังมืดแปดด้าน แต่คนที่สองยืนยันแล้วว่าจะมาแน่ๆ
นักพรตจื่อกวงก็เลยสั่งการลงมาทันที ให้สำนักงานปราบปรามความผิดปกติทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดสนับสนุนภารกิจสายลับของเยว่เหวิน ต้องดันให้เขาไปถึงรอบชิงให้ได้ เพื่อจะได้รู้ตำแหน่งที่อาเฮยเหยี่ยนจะปรากฏตัว!
แต่การที่เยว่เหวินจะฝ่าฟันไปถึงรอบชิงได้ มันก็ไม่ง่ายเลย เพราะเขาไม่สามารถงัดวิชาอาคมสายธรรมะออกมาใช้ต่อหน้าพวกผู้ฝึกตนวิถีมารได้
วิชาของตำหนักผีเปลวเพลิงก็ไม่ใช่กระจอก ศิษย์ที่ทะลวงถึงขอบเขตปราณกังได้ ส่วนใหญ่ก็ต้องมีหุ่นเชิดศพเหล็กเงินอย่างน้อยหนึ่งหรือสองตัวอยู่แล้ว
หุ่นเชิดศพแบ่งระดับตามความแข็งแกร่ง จากต่ำไปสูงคือ เหล็กดำ, เหล็กทองแดง, เหล็กเงิน, เหล็กทอง และเหล็กวิญญาณ ซึ่งระดับเหล็กเงินก็คือหุ่นเชิดที่สร้างมาจากศพของผู้ฝึกตนขอบเขตปราณกังนั่นเอง พลังการต่อสู้ก็เลยดุดันเอาเรื่อง
ลำพังแค่วิชาตุกติกนิดๆ หน่อยๆ บวกกับหมัดมวยของจ้าวซิงเอ๋อร์ และเสียงเชียร์ของฉีเตี่ยน มันยากมากที่จะเอาชนะผู้ฝึกตนวิถีมารขอบเขตปราณกังในการต่อสู้แบบซึ่งๆ หน้าได้
แต่โชคยังดีที่กงซุนเหยี่ยน ผู้จัดงานคัดเลือกในครั้งนี้ ดันคิดว่าเยว่เหวินเป็นพวกเดียวกัน
เมื่อวานตอนที่นั่งสุมหัวคิดกติกาการคัดเลือกกัน เยว่เหวินก็ปิ๊งไอเดียบุกป่าผลไม้วิญญาณพิฆาตขึ้นมาได้
ถ้าเทียบกับการต้องไปประลองฝีมือกันต่อหน้าคนอื่น การแข่งแบบตะลุยด่านแบบนี้ ศัตรูก็คือคนของสำนักงานปราบปรามความผิดปกติแทน
แล้วประเด็นคือ สำนักงานปราบปรามความผิดปกติก็เป็นแบคอัปให้เขานี่แหละ
ทั้งผู้จัดงานและคู่แข่งอยู่ในกำมือเขาทั้งนั้น แล้วไอ้พวกนั้นจะเอาอะไรมาสู้ล่ะ?
ขอแค่สำนักงานปราบปรามความผิดปกติแกล้งทำเป็นจัดฉาก สกัดดาวรุ่งคู่แข่งคนอื่นแบบเนียนๆ เยว่เหวินก็ผ่านเข้ารอบชิงได้สบายๆ
พอถึงรอบชิงก็ไม่สำคัญแล้ว ขอแค่เขาไปถึงที่เกิดเหตุ แล้วแกล้งยอมแพ้ดื้อๆ เลยก็ยังได้ ยังไงเขาก็ไม่ได้กะจะไปเป็นหัวหน้าสาขาจริงๆ ซะหน่อย
ใครมันจะบ้าอยากไปเอาดีทางสายดาร์กกันล่ะ?
พออาเฮยเหยี่ยนโผล่หัวมาเมื่อไหร่ นักพรตจื่อกวงก็จะกระโดดออกมารวบตึงมันทันที!
ถึงตอนนั้น ไอ้หัวโจกวิถีมารที่เดินกร่างไปทั่วเขตเทียนเป่ยมาหลายปี ก็ต้องมาสิ้นชื่อที่เมืองเจียงเฉิงนี่แหละ ตัวเขาก็จะได้รับความดีความชอบไปเต็มๆ ได้เข้าไปฟาร์มเวลในดินแดนลี้ลับกักขังปีศาจ แถมยังได้โกยเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายมาตุนไว้อีกเพียบ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับศึกฮีโร่ประจำเมืองที่กำลังจะมาถึง...
พอภาพแผนการอันสวยหรูแล่นเข้ามาในหัว เยว่เหวินก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย "เจี๊ยกๆๆๆ..."
ตรงมุมห้องด้านหลัง หลานจือแอบหยิบมือถือขึ้นมาเปิดแอปจดโน้ต แล้วก็พิมพ์ยิกๆ อย่างตั้งใจ "เวลาหัวเราะ ต้องทำเสียง 'เจี๊ยกๆๆ' ด้วย"
"หัวหน้าหน่วยหลาน!" หวังโส่วไฉทักขึ้นด้วยความสงสัย "นั่นเธอจดอะไรอยู่น่ะ?"
หลานจือหันมาตอบด้วยสีหน้าจริงจัง "ก็บอกแล้วไงคะว่าจะเรียนรู้วิชาจากเขา ฉันก็เลยกำลังจดบันทึกพฤติกรรมและลักษณะเด่นของเขาเอาไว้ศึกษาไงคะ"
"แต่ไอ้เสียงหัวเราะเมื่อกี้ มันใช่เรื่องน่าเอาไปเลียนแบบตรงไหนเนี่ย?" หวังโส่วไฉเกาหัวแกรกๆ ถามด้วยความอยากรู้ "ว่าแต่สองวันมานี้ เธอจดอะไรไปบ้างแล้วขอดูหน่อยสิ?"
"ยังจดได้ไม่เยอะหรอกค่ะ" หลานจือยื่นหน้าจอมือถือให้ดู ก็เห็นข้อความสั้นๆ เรียงกันอยู่ไม่กี่บรรทัด
"เวลาขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าออกไปไหน ยิ่งซ้อนท้ายกันเยอะยิ่งดี..."
"ทุกมื้ออาหาร ต้องสั่งให้ลูกน้องผู้ชายเป็นคนกดสั่งเดลิเวอรี่ให้..."
"ชอบเดินกอดคอลูกน้องผู้หญิง..."
"เวลาไปบาร์ ชอบเอาเงินสดมาทิปพนักงาน เพราะเดี๋ยวก็เนียนหยิบกลับคืนไปได้..."
"ตอนกินข้าว ชอบแย่งกับข้าวของหัวหน้าหวัง..."
"เฮ้ย!" หวังโส่วไฉทนไม่ไหว ตะโกนลั่น "หัวหน้าหน่วยหลานครับ การใฝ่รู้มันก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ช่วยเลือกจำแต่เรื่องดีๆ หน่อยได้ไหม?"
หลานจือทำหน้างง "แต่สองวันมานี้ ฉันก็เห็นเขาทำแต่เรื่องพวกนี้จริงๆ นี่นา"
"เป็นไปไม่ได้หรอกน่า" หวังโส่วไฉแย้ง "ในตัวเขาต้องมีข้อดีอย่างอื่นบ้างสิ?"
"ก็มีอยู่นะคะ..." หลานจือเหลือบมองไปทางเยว่เหวิน อึกอักอยู่นานกว่าจะหลุดมาคำนึงว่า "...หน้าตาหล่อ?"
...
ในคืนเดียวกันนั้น ท่ามกลางป่าเขาลึกแห่งหนึ่งในเมืองเจียงเฉิง
ชายร่างกำยำในชุดดำคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ก้มหน้าพูดว่า "ท่านอาจารย์ครับ ท่านสั่งให้ผมลงชิงตำแหน่งหัวหน้าสาขาเมืองเจียงเฉิง แต่กติกาการคัดเลือกคราวนี้ มันดูจะโจ่งแจ้งเกินไปหน่อยไหมครับ? มันผิดวิสัยของพวกเราชาววิถีมารเลยนะครับ?"
เบื้องหน้าของเขา คือชายหนุ่มที่ดูเด็กกว่าเขาหลายปี ผิวพรรณขาวเนียนใสราวกับหยก หน้าตาหล่อเหลาหมดจด ดูยังไงก็อายุไม่น่าเกินสิบห้าสิบหก
แต่ทว่า ในดวงตาสีมรกตคู่นั้น กลับแฝงไปด้วยความเยือกเย็นและผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ขัดกับหน้าตาอย่างสิ้นเชิง
ชายหนุ่มสวมเสื้อฮู้ดสีดำตัวโคร่ง กางเกงยีนส์ขายาวกองๆ สีหน้าเคร่งขรึม การแต่งตัวสไตล์ฮิปฮอปสุดๆ
"บุกป่าผลไม้วิญญาณพิฆาตงั้นรึ?" เขากระตุกยิ้มมุมปาก "น่าสนุกดีนี่ กงซุนเหยี่ยนถึงจะไม่ใช่ศิษย์สายตรงของฉัน แต่ก็ยังมีกลิ่นอายความบ้าบิ่นของลัทธิเทพจำแลงฝันอยู่บ้าง"
"นึกถึงสมัยก่อน ตอนที่พวกเราอยู่ใต้การนำของท่านประมุข มีที่ไหนบ้างที่เราเคยกลัวพวกธรรมะ? ไม่ว่าจะเป็นห้าสำนักเซียนใหญ่ หรือสำนักงานปราบปรามความผิดปกติ พวกเราวิถีมารก็พร้อมบวกเสมอ!"
"ไม่เหมือนพวกผู้ฝึกตนวิถีมารสมัยนี้ เอาแต่หลบๆ ซ่อนๆ ไม่มีความห้าวหาญของยอดฝีมือเอาซะเลย"
ชายร่างกำยำที่คุกเข่าอยู่ทำท่าจะค้าน แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ผ่านไปพักใหญ่ถึงได้ก้มหัวรับคำ "ศิษย์รับทราบครับ!"
"ฉันรู้ว่านายกลัวอะไร สำนักงานปราบปรามความผิดปกติเมืองเจียงเฉิงก็มียอดฝีมืออยู่จริงๆ นั่นแหละ แต่ไม่ต้องไปรับมือกับพวกนั้นหรอก" ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ "เป้าหมายคือเอาชนะพวกศิษย์ร่วมสำนัก และชิงตำแหน่งหัวหน้าสาขามาให้ได้ก่อนก็พอ"
"ถึงฉันจะเพิ่งสั่งสอนมาได้แค่เจ็ดวัน แต่ด้วยหุ่นเชิดศพเหล็กเงินสองตัวที่นายไปขโมยมาได้ มันก็เกินพอแล้วล่ะ"
ชายหนุ่มในชุดฮิปฮอปตัวโคร่ง ยืนท้าลมหนาวกลางดึก แววตาเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
"รอให้นายได้ขึ้นเป็นหัวหน้าสาขาเมื่อไหร่ ฉันจะเคี่ยวเข็ญต่ออีกสักสองสามปี ถึงตอนนั้นนายก็คงเอาชนะไอ้ศิษย์อกตัญญูที่ไม่ได้เรื่องของฉันอย่าง... อาเฮยเหยี่ยน ได้สบายๆ เลยล่ะ"