- หน้าแรก
- สยบยุทธภพด้วยระบบความปรารถนาร้าย
- บทที่ 220 - สิ้นเปลืองของดี
บทที่ 220 - สิ้นเปลืองของดี
บทที่ 220 - สิ้นเปลืองของดี
บทที่ 220 - สิ้นเปลืองของดี
หลังจากปลอบประโลมกัวฝูอยู่นาน
เขาอธิบายว่าแม้อายุของกัวเซียงจะยังน้อย แต่นางก็เฉลียวฉลาดและมีไหวพริบเป็นเลิศ
ยามนี้กองทัพของมองโกลและแมนจูได้ถอยทัพกลับไปแล้ว เส้นทางลงใต้จึงไม่น่าจะมีอันตรายอะไรมากนัก
เฉินอวี้สั่งให้เฉิงอิงส่งคนของสำนักคุ้มภัยฝูเวยขึ้นเหนือไปในวันพรุ่งนี้ เพื่อสืบข่าวของกัวเซียง และคอยรับตัวนางกลับมาด้วย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
เฉินอวี้กลับมาที่เรือนพักรับรองของสำนักหัวซาน
เมื่อผลักประตูออกไป ก็เห็นเมฆหมอกปกคลุมไปทั่วภูเขา แสงแรกของดวงอาทิตย์ทะลวงผ่านหมู่เมฆ ค่อยๆ สาดส่องลงมายังหุบเขา
เมื่อเดินไปถึงหน้าหอเจิ้งชี่ ก็เห็นหนิงจงเจ๋อกำลังนำศิษย์สำนักหัวซานฝึกเพลงกระบี่ยามเช้า
ส่วนเยว่ปู้ฉุนก็นั่งตัวตรงอยู่ด้านหน้าสุด จิบชาไปพลางจับตาดูศิษย์ของตนไปพลาง
หากเห็นกระบวนท่าของใครไม่ถูกต้อง เขาก็จะลงไปชี้แนะด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นเฉินอวี้เดินเข้ามา
เยว่ปู้ฉุนก็ลุกขึ้นยืนทันที สั่งให้บรรดาศิษย์ฝึกต่อไป ส่วนตัวเขาก็เดินมาหาเฉินอวี้ ประสานมือคารวะพร้อมรอยยิ้ม "ประมุขเฉิน เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่?"
หยกนุ่มหอมกรุ่น
"หลับสบายดี" เฉินอวี้อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงความดีงามของเฉิงอิงและลู่อู๋ซวง
ถึงแม้ตอนหลังจะจบลงอย่างรีบร้อนเพราะกัวฝูเข้ามากะทันหัน แต่เตียงในคฤหาสน์ก็ยังนอนสบายกว่าเตียงของสำนักหัวซานตั้งเยอะ
เมื่อเห็นว่าเฉินอวี้ดูพอใจจริงๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของเยว่ปู้ฉุนก็ยิ่งกว้างขึ้น "ซานเอ๋อร์เด็กคนนี้ดื้อรั้นไปบ้าง แต่เรื่องการดูแลแขกก็ถือว่าเอาใจใส่ใช้ได้"
คำพูดคำจาแฝงเจตนาที่จะนำเสนอตัวบุตรสาวของตนเองอย่างเห็นได้ชัด
เฉินอวี้มีหรือจะไม่เข้าใจ
อีกฝ่ายกำลังอิจฉาตาร้อนกับเพลงกระบี่สองชุดของพรรคเหอฮวน หวังจะส่งตัวเยว่หลิงซานเข้าไปขัดเกลาฝีมือในพรรคเหอฮวนน่ะสิ
เพียงแต่ตาเฒ่าเยว่สวมหัวโขน "จอมกระบี่วิญญูชน" อยู่ จะให้เอ่ยปากขอตรงๆ ก็คงจะกระดากใจ
จึงได้แต่รอให้เฉินอวี้เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
แต่เฉินอวี้ไม่รีบร้อน ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เล่นตามน้ำกับเยว่ปู้ฉุนไป แกล้งโง่ไปก่อนก็ดีเหมือนกัน
ยังไงซะหนิงจงเจ๋อก็เป็นอาหารตาชั้นดีจริงๆ
เฉินอวี้ปรายตามองไป
เรือนร่างอันเย้ายวนของหนิงจงเจ๋ออาบไล้ไปด้วยแสงตะวันยามเช้า ใบหน้าขาวผ่องที่ดูทั้งอ่อนโยนและห้าวหาญในเวลาเดียวกันนั้น เปล่งประกายเจิดจ้าภายใต้แสงแดด
ในใจอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ เยว่ปู้ฉุนผู้นี้ช่างสิ้นเปลืองของดีเสียจริง
หลายปีมานี้ เอาแต่มกมุ่นอยู่กับการฝึกฝน "พลังเทพจื่อเซี่ย" จนแทบไม่ได้หลับนอนฉันท์สามีภรรยากับหนิงจงเจ๋อเลย
หลังจากให้กำเนิดเยว่หลิงซานเพียงคนเดียว ก็แทบไม่มีวี่แววอะไรอีก
ในหนังสือเล่มหลังๆ ถึงขั้นไปตัดเจ้านั่นทิ้งเสียด้วยซ้ำ ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการแย่งชิงอำนาจบารมี อำนาจพรรค์นี้มันจะมีรสชาติอะไรนักหนากัน
เยว่หลิงซานที่อยู่ตรงนั้นก็ยืนอยู่ระนาบเดียวกับมารดาของนางพอดี
ตอนฝึกเพลงกระบี่ นางมักจะสัมผัสได้ถึงสายตาของเฉินอวี้ที่จ้องมองมาอย่างไม่ปิดบัง ในใจทั้งเขินอาย และก็สงสัย
ไม่รู้ว่าเฉินอวี้เอาแต่จ้องมองนางทำไม
เมื่อการฝึกซ้อมยามเช้าสิ้นสุดลง เขาก็ร่วมรับประทานอาหารเช้ากับบรรดาศิษย์ทุกคน
เยว่หลิงซานอดไม่ได้ที่จะแอบมองเฉินอวี้
นางเห็นเฉินอวี้เตรียมนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเยว่ปู้ฉุน บิดาของตน และกำลังพูดคุยอย่างออกรสกับบิดามารดาของนาง
ในใจก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกชื่นชมและภาคภูมิใจขึ้นมา
ที่ชื่นชมก็เพราะเฉินอวี้อายุน้อยถึงเพียงนี้กลับได้เป็นถึงประมุขสำนัก แถมวรยุทธ์ยังสูงส่งยิ่ง
ที่ภาคภูมิใจก็เพราะแม้แต่พวกติงเหมี่ยนและลู่ไป่แห่งสำนักซงซาน เฉินอวี้ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา แต่กลับปฏิบัติต่อบิดามารดาของนางด้วยความเคารพให้เกียรติเป็นอย่างยิ่ง
พอเห็นศิษย์พี่รองเหลาเต๋อนั่วถือชามข้าวต้มกับผักกาดดองเข้ามา นางก็รีบแย่งมาจากมือของเขา แล้วเดินเข้าไปในหอเจิ้งชี่ด้วยตนเอง
นางวางชามข้าวต้มกับผักกาดดองลงบนโต๊ะ
ยิ้มแย้มพลางกล่าวว่า "ท่านพ่อเชิญเจ้าค่ะ ท่านแม่เชิญ... ประมุขเฉินเชิญเจ้าค่ะ..."
เยว่ปู้ฉุนมองบุตรสาวของตนด้วยความพึงพอใจ ดีมาก รู้จักเอาใจใส่
เฉินอวี้ก็ให้เกียรตินาง เขาชิมข้าวต้มไปคำหนึ่ง แล้วพยักหน้าชื่นชม "รสชาติดี หอมหวานมาก คนต้มข้าวต้มช่างใส่ใจจริงๆ"
ทว่ากลับเห็นเยว่หลิงซานอดหัวเราะไม่ได้ "อร่อยจริงๆ หรือเจ้าคะ?"
"อร่อยสิ" เฉินอวี้พยักหน้า
หนิงจงเจ๋อจึงค้อนเยว่หลิงซานไปวงหนึ่ง แกล้งทำเป็นดุว่า "พอรู้ว่าเป็นฝีมือตัวเองต้มเข้าหน่อย ดูทำท่าภูมิใจเข้าสิ"
ทว่าในแววตาของนางกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความเอ็นดูอย่างเห็นได้ชัด
เฉินอวี้จึงอาศัยจังหวะนั้นถามขึ้น "หรือว่าอาหารของสำนักหัวซาน ล้วนเป็นฝีมือของคุณหนูเยว่หรือ?"
"ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ ไม่ใช่ ข้าก็มีท่านแม่คอยช่วยอยู่บ่อยๆ แล้วก็ยังมีลิงหก... เอ้ย ศิษย์พี่หก..." เยว่หลิงซานพูดด้วยความเขินอาย
สำนักหัวซานเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาก แต่ตั้งแต่เกิดศึกประชันกระบี่เมื่อหลายสิบปีก่อนก็สูญเสียกำลังสำคัญไปมาก
พอมาถึงยุคที่เยว่ปู้ฉุนรับตำแหน่งประมุขสำนัก ก็ยิ่งเกิดภาวะขาดแคลนผู้สืบทอด
จำนวนศิษย์รวมกันแล้วก็มีอยู่ไม่เท่าไหร่ ถึงขั้นไม่มีแม่ครัวประจำสำนักด้วยซ้ำ
เพียงแต่บรรดาศิษย์สำนักหัวซานก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้ กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันมากกว่า
"ประมุขเฉิน ทานข้าวเช้าเสร็จแล้ว ให้ซานเอ๋อร์พาท่านไปเดินเล่นบนเขาสิ ยอดเขาอวี้หนวี่แม้จะไม่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์นัก แต่ทิวทัศน์ก็งดงามมากทีเดียว" เยว่ปู้ฉุนลูบเคราพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เดี๋ยวเขากับหนิงจงเจ๋อจะต้องลงเขาไปธุระ ไปช่วยเหลืองานที่เมืองเชิงเขา หากไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะกลับมาคืนนี้
ได้ยินมาว่าช่วงนี้มีกลุ่มโจรหนีมาแถวนี้ ทำให้ชาวบ้านละแวกนี้อยู่กันอย่างไม่เป็นสุข
ในฐานะ "จอมกระบี่วิญญูชน" ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพ การปราบปรามคนชั่วช่วยเหลือคนดี ย่อมเป็นหน้าที่ที่เยว่ปู้ฉุนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ
เฉินอวี้เดินออกมาจากหอเจิ้งชี่ ปรายตามองเหลาเต๋อนั่วที่ยืนรออยู่หน้าประตู
อีกฝ่ายสวมชุดผ้าฝ้ายสีเทา ผมหงอกขาว ดูท่าทางอายุมากกว่าเยว่ปู้ฉุนเสียอีก
พอเห็นเฉินอวี้ ก็แสดงท่าทีเคารพนอบน้อม ยิ้มแย้มพลางเอ่ยทัก "ประมุขเฉิน"
หากไม่รู้มาก่อนว่าคนผู้นี้คือไส้ศึกที่จั่วเหลิ่งฉานส่งมาแฝงตัวในสำนักหัวซาน เฉินอวี้ก็คงถูกทักษะการแสดงอันยอดเยี่ยมของเขาหลอกเอาได้เหมือนกัน
เขาหันไปมองเยว่ปู้ฉุนที่กำลังคุยกับหนิงจงเจ๋อ ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายรู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง
เมื่อเยว่ปู้ฉุนและภรรยาพาเหลาเต๋อนั่ว เหลียงฟา และคนอื่นๆ ลงเขาไป
คนของสำนักหัวซานที่เหลืออยู่ต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ไม่รู้สึกกดดันเหมือนก่อนหน้านี้อีก
ทำราวกับนักเรียนที่รู้ว่าวันนี้ครูไม่มา แล้วได้คาดเรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างนั้นแหละ
ลู่ต้าโหย่ว ศิษย์คนที่หกของเยว่ปู้ฉุนกระโดดขึ้นไปบนระเบียง ทำท่าทางตลกขบขัน แล้วเริ่มเล่าเรื่องตลกให้ทุกคนฟัง
เยว่หลิงซานเห็นว่าเฉินอวี้กำลังมองอยู่ ก็รู้สึกเขินอายและโมโหขึ้นมาทันที นางปาหินก้อนเล็กๆ ใส่ลู่ต้าโหย่ว
พลางดุว่า "ศิษย์พี่หก! มีแขกอยู่นะ หากท่านพ่อมาเห็นเข้า ไม่รู้ว่าจะลงโทษท่านอย่างไร!"
ลู่ต้าโหย่วเป็นคนร่าเริง แม้จะโดนเยว่หลิงซานปาหินใส่จนตกลงมาจากระเบียงก็ไม่โกรธ
กลับยิ้มทะเล้นแล้วพูดว่า "ศิษย์น้องเล็ก เดี๋ยวตอนไปเยี่ยมศิษย์พี่ใหญ่ อย่าลืมเอาสุราสองไหไปให้ด้วยนะ เมื่อวานตอนข้าเอาข้าวไปให้เขาลืมเอาสุราไป เขาบ่นอุบเลยล่ะ"
"หึ บ่นว่าอะไรล่ะ?" เยว่หลิงซานจัดเตรียมของที่จะนำขึ้นเขาไปพลาง กลั้นยิ้มไปพลาง
ลู่ต้าโหย่วปรายตามองเฉินอวี้ แล้วหัวเราะ "ศิษย์พี่ใหญ่บอกว่า ทรมานเหมือนไม่ได้เจอศิษย์น้องเล็กมาตั้งนานเลยน่ะสิ"
"หนอย เจ้าลิงหก! รอท่านพ่อกลับมาก่อนเถอะ ข้าจะฟ้องให้ท่านพ่อฉีกปากเจ้า!" ใบหน้างดงามของเยว่หลิงซานแดงก่ำขึ้นมาทันที
นางวิ่งไล่ตีลู่ต้าโหย่วอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะวิ่งหอบกลับมาหาเฉินอวี้ แล้วพูดด้วยความเขินอายว่า "ให้ท่านเห็นเรื่องขบขันแล้ว ประมุขเฉิน ศิษย์พี่หกก็มีนิสัยแบบนี้แหละเจ้าค่ะ"
"ไม่เป็นไร" เฉินอวี้มีหรือจะไม่เข้าใจเจตนาของลู่ต้าโหย่ว
คนผู้นี้เป็นสหายสนิทของลิ่งหูชง เมื่อครู่นี้ก็แค่จงใจประกาศความเป็นเจ้าของแทนลิ่งหูชงก็เท่านั้น
......
อันที่จริงเมื่อเทียบกับเยว่หลิงซานแล้ว เฉินอวี้ยังคงสนใจหนิงจงเจ๋อมากกว่า
เว้นเสียแต่เยว่หลิงซานผู้นี้จะมีความปรารถนาร้ายที่น่าสนใจขึ้นมาบ้าง
พวกเขาเดินขึ้นไปตามทางหลักของยอดเขาอวี้หนวี่
เยว่หลิงซานหิ้วปิ่นโตและสุราสองไหเดินนำหน้า
ระหว่างทางนางก็ทำตามคำสั่งของเยว่ปู้ฉุนผู้เป็นบิดา แนะนำทิวทัศน์สองข้างทางให้เฉินอวี้ฟังไปเรื่อยๆ
ยิ่งขึ้นไปสูง ทิวทัศน์ของยอดเขาอวี้หนวี่ก็ยิ่งงดงาม
เดินไปได้ประมาณครึ่งชั่วยาม ทั้งสองก็หยุดพักบนโขดหินใหญ่
เยว่หลิงซานแอบมองเสี้ยวหน้าของเฉินอวี้ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะหยุดนิ่งไป
เป็นความหล่อเหลาที่ไร้ที่ติตามมุมมองใดๆ จริงๆ
"มีอะไรหรือ คุณหนูเยว่?" เฉินอวี้เห็นใบหน้าของนางแดงระเรื่อ จึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ" เยว่หลิงซานรีบส่ายหน้าแรงๆ แม้บางครั้งนางจะติดตามบิดามารดาท่องยุทธจักร
แต่ก็ไม่เคยพบเห็นบุรุษที่หล่อเหลาสง่างามราวกับเทพเซียนจุติเช่นเฉินอวี้มาก่อนเลย
นางรู้สึกเพียงว่าหัวใจเต้นแรงมากเหลือเกิน
ความรู้สึกเช่นนี้ ต่อให้อยู่กับศิษย์พี่ใหญ่ ก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย
(จบแล้ว)