- หน้าแรก
- ทุกอาชีพของผม พรสวรรค์เป็นระดับพระเจ้าทั้งหมดเลยหรือ
- บทที่ 20 - เมือง
บทที่ 20 - เมือง
บทที่ 20 - เมือง
บทที่ 20 - เมือง
༺༻
แก้วเหล้ากระทบกัน...
พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นไปตามคาด นั่นคือเช้าวันถัดไปนั่นเอง
ลู่ชางกุมหัวที่ปวดหนึบ และลุกขึ้นมาจากโต๊ะไม้
เจ้าพวกนี้
บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ารินเหล้าให้เด็กสิ!
ไอ้ที่ว่ามีคูมิโรนีอยู่แล้วไม่เป็นไรนี่มันอะไรกัน พอลองหันไปมองข้างตัว ชื่อเฉิงยังคงนอนกรนสนั่นแถมยังมีน้ำมูกโป่งออกมาด้วย
และที่อยู่ตรงหน้าตนเอง
คือคูมิโรนีที่กำลังส่งยิ้มเจื่อนๆ มาให้: "ข้าได้ยินเรื่องเมื่อคืนแล้วล่ะ นึกอยู่แล้วว่าพวกเจ้าก็น่าจะตื่นกันได้แล้ว"
คูมิโรนีเดินมาข้างหลังลู่ชาง พลังแห่งชีวิตที่นุ่มนวลไหลเวียนอยู่ในร่างกายของลู่ชาง
อาการเมาค้างและความรู้สึกหน้ามืดทุเลาลงอย่างรวดเร็ว
"คูมิโรนี... เขาเป็นแบบนี้ตลอดเลยเหรอครับ?"
"อืม... ก็ประมาณนี้แหละจ้ะ"
"ที่จริงเขาก็หวังดีนะ"
ลู่ชางถอนหายใจออกมาเบาๆ
ในฐานะที่เคยเป็นพนักงานบริษัทมาก่อนข้ามมิติ เขาก็พอจะเข้าใจเจตนาของชื่อเฉิงอยู่หรอก
เพียงแต่...
กระเป๋าตังค์ของผมนี่สิ!
ลู่ชางมองดูถุงเงินที่ว่างเปล่า
ค่าใช้จ่ายเมื่อคืนมันช่างพอดิบพอดีเสียเหลือเกิน นั่นคือ 2 เหรียญทอง 26 เหรียญเงินพอดีเป๊ะ
บดคั้นเงินเก็บที่เพิ่งหามาได้จนหมดเกลี้ยงเลยทีเดียว
คูมิโรนีเอามือปิดปาก
ดูเหมือนนางจะแอบขำอยู่
ในที่สุดนางก็แอบยื่นมือออกมา วางทับลงบนมือของลู่ชาง
เมื่อมือเลื่อนออกไป ในฝ่ามือของลู่ชางก็มีเหรียญทองที่ส่องประกายวับวาว 2 เหรียญปรากฏขึ้น
คูมิโรนีพูดเบาๆ ว่า: "ถือว่าครั้งนี้ข้าเลี้ยงแล้วกันนะ"
"คูมิโรนี..."
ลู่ชางพยายามดันเหรียญทองกลับคืนไป: "ช่างมันเถอะครับ"
"ที่จริงนี่ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากทำเหมือนกัน"
"ตายจริง... ดูเหมือนลู่ชางน้อยจะมีความเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัยนะเนี่ย~"
"แต่ว่าไม่เป็นไรหรอกจ้ะ"
"นี่นับเป็นค่าชดเชยที่อิซไม่ได้คุ้มครองเจ้าให้ดีด้วยนะ"
"ในฐานะบอดี้การ์ดที่ถูกจ้างมา แต่กลับปล่อยให้ผู้จ้างงานเกือบตายกลับมา ถือเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ของเขานะ"
"ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่เพียงแต่จะรับเงินไม่ได้แล้ว ยังต้องให้ค่าชดเชยแก่ผู้จ้างงานด้วยถึงจะถูก"
"เหรียญทอง 2 เหรียญนี้ ถือเป็นข้อพิสูจน์การคืนดีกันระหว่างเจ้ากับอิซแล้วกันนะ"
ลู่ชางเถียงคูมิโรนีไม่ชนะ
เขาจึงเก็บเหรียญทอง 2 เหรียญเข้ากระเป๋าไป
หลังจากเมามาทั้งคืน ความระแวง ความไม่เชื่อใจ และความไม่พอใจจากเมื่อวาน ก็ค่อยๆ จางหายไป
บางทีนี่อาจจะเป็นวิธีการจัดการปัญหาในแบบของชื่อเฉิงล่ะมั้ง
คูมิโรนีเผยยิ้ม: "พวกอิซยังไม่ตื่นเลย ให้ข้าพาเจ้าไปเดินเล่นหน่อยไหม เจ้ายังไม่เคยเห็นเมืองเรนน์ตอนเช้าตรู่เลยนี่นา?"
ลู่ชางพยักหน้าเบาๆ: "ครับ"
ความจริงนี่คือเจตนารมณ์เดิมของเขาเมื่อคืน แต่เพราะชื่อเฉิงโผล่มา จู่ๆ มันเลยกลายเป็นปาร์ตี้ฉลองไปเสียเฉยๆ
เขาเดินออกจากกิลด์นักผจญภัยตามคูมิโรนีไป
เวลานี้คือช่วงเช้าตรู่พอดี
หึๆ... ต้องบอกว่า เดิมทีนึกว่าเวลาพักผ่อนจะรวนไปเพราะการสลบไปอีกรอบแล้วเสียอีก
แต่ผลจากการเมาครั้งนี้ กลับทำให้เวลาการใช้ชีวิตกลับมาเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้งแบบลบเจอลบเป็นบวกจริงๆ
"อืม... ข้าจะขอแนะนำทีละที่แล้วกันนะ"
"นี่คือกิลด์นักผจญภัยเมืองเรนน์ สถานที่ที่เหล่านักผญภัยมารับภารกิจ และยังเป็นจุดรวมตัวกันตามปกติของเหล่านักผจญภัยด้วย"
"ทางด้านนั้นคือห้องสมุดเมืองเรนน์..."
ลู่ชางเดินทอดน่องไปตามถนนของเมืองเรนน์ในยามเช้าพร้อมกับคูมิโรนี
นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่ชางได้ผ่อนคลายและชื่นชมโลกใบนี้จริงๆ
ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ นานๆ ทีจะเห็นอาคารที่มีรูปร่างแปลกประหลาดซึ่งไม่รู้ว่าสร้างมาจากวัสดุอะไร
อย่างเช่นห้องสมุดและสถานที่ทำนองนั้น ก็จะดูพิเศษขึ้นมาหน่อย
ในเมืองเรนน์นอกจากห้องสมุดแล้ว ความจริงยังมีลานฝึกซ้อมเฉพาะทางอีกด้วย
ปกติเหล่านักผจญภัยจะมาฝึกฝนทักษะการต่อสู้ หรือเวทมนตร์กันที่ลานฝึกนี้แหละ
การที่ลู่ชางไปร่ายเวทเล่นในห้องพักแบบนั้น
ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ถูกสั่งห้ามอย่างเคร่งครัดเลยล่ะ
พอคูมิโรนีพูดขึ้นมา ลู่ชางถึงได้รู้ว่า ความจริงวันที่เขาร่ายเวทฝึกในห้องนั้น อิซได้วางม่านพลังดูดซับไว้ให้รอบๆ ห้องแล้ว
เวทมนตร์ของเขาจึงไม่ได้ถูกคนอื่นเห็น และแน่นอนว่าไม่ได้ไปรบกวนใครด้วย
นอกเหนือจากลานฝึกซ้อมแล้ว
ยังมี 【โถงแห่งชีวิต】
ที่นี่สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บส่วนใหญ่ได้ฟรี หรือจะมาแก้คำสาประดับต่ำ รักษาบาดแผลที่ไม่รุนแรงนักก็ได้
แต่ถ้าบาดแผลรุนแรงมาก ก็จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายบ้าง
ลู่ชางเข้าใจได้
โถงแห่งชีวิต ก็คือโรงพยาบาลนั่นเอง...
ตามมุมต่างๆ ของเมือง ยังมีแท่นบูชาว่างเปล่าตั้งอยู่ด้วย
คูมิโรนีเน้นย้ำเล็กน้อยว่า เมืองเรนน์ไม่มีโบสถ์ ไม่มีแท่นบูชาเทพเจ้าเป็นการเฉพาะ
หากผู้มีศรัทธาอยากจะสักการะ ก็ต้องไปที่แท่นบูชาว่างเปล่าเพื่อสักการะเอาเอง
แต่ถึงจะมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา ก็ยังมีเทพเจ้าบางองค์ที่ถูกสั่งห้ามสักการะที่แท่นบูชาว่างเปล่านี้ด้วย
องค์แรกคือ 「สีขาวแห่งความตายและการล่มสลาย」 และอีกองค์คือ 「บานีแห่งสงครามและไฟ」
เทพเจ้าสององค์นี้ ล้วนเป็นสัญลักษณ์แห่งลางร้าย
โดยเฉพาะ 「สีขาวแห่งความตายและการล่มสลาย」 ไม่ใช่แค่ในเมืองเรนน์เท่านั้น แต่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก ล้วนถูกสั่งห้ามสร้างโบสถ์ หรือแม้กระทั่งห้ามมีความเชื่อศรัทธาเลยทีเดียว
หากถูกค้นพบ จะถูกจัดการในฐานะลัทธินอกรีตตามกฎหมายท้องถิ่น
หากมีพฤติการณ์รุนแรงหน่อย ความเป็นไปได้ที่จะถูกตัดสินโทษประหารชีวิตนั้นมีสูงมาก
เอ๋...
สีขาวแห่งความตายและการล่มสลายงั้นเหรอ?
ฟังดูเป็นสิ่งที่ไม่เป็นมงคลจริงๆ นั่นแหละ ทางที่ดีควรจะอยู่ห่างๆ ไว้ดีกว่า รู้สึกว่าถ้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยจะลำบากเอา...
ไม่สิ ของแบบนี้ใช่ว่าตนเองอยากจะเจอก็เจอกันง่ายๆ เสียเมื่อไหร่
ดูเหมือนยังไงเขาก็เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งล่ะนะ
เรื่องเกี่ยวกับความเชื่อความศรัทธาความจริงก็ไม่มีอะไรต้องระวังมากนัก โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าลู่ชางเป็นผู้ไม่มีศรัทธาในเทพองค์ใดเลย ก็ยิ่งไม่มีอะไรต้องระวังเข้าไปใหญ่
การไม่มีศรัทธามันช่างเบาสบายตัวจริงๆ
คูมิโรนีในฐานะมหาปุโรหิตแห่งวิหารแห่งชีวิต บางครั้งก็ต้องรับผิดชอบงานตรวจตราของวิหารแห่งชีวิต งานอำนวยพร และงานอื่นๆ ด้วย
นอกจากเรื่องศรัทธาแล้ว คูมิโรนียังถือโอกาสพาลู่ชางไปเดินดูร้านขายอาวุธ ร้านขายชุดเกราะ ร้านขายยา และร้านขายวัตถุดิบอาหารต่างๆ ด้วย
ลู่ชางเริ่มมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับราคาสินค้าของโลกนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว
ค่าอาหารการกินของคนหนึ่งคนต่อวัน หากไม่ได้กินมื้อหรูหรา ก็จะอยู่ที่ประมาณ 10 เหรียญทองแดงเท่านั้นเอง
1 เหรียญทอง = 10,000 เหรียญทองแดง
เดี๋ยวนะ... เมื่อคืนเจ้าพวกนั้นกินเงินผมไป 2 เหรียญทอง 26 เหรียญเงิน!
นี่มันเท่ากับค่าอาหารตั้ง 2,260 วันเลยเหรอ?
เป็นหน่วยวันนะ! ไม่ใช่หน่วยมื้อ!
เมื่อคืนในกิลด์นักผจญภัย เหมือนว่าจะมีคนอยู่แค่ร้อยกว่าคนเองนะ
ลู่ชางลองคำนวณซ้ำไปซ้ำมา ก็เริ่มรู้สึกว่าการเลี้ยงแขกร้อยกว่าคน อย่างมากก็น่าจะเสียแค่ 50 เหรียญเงินเอง
เหล่านักผจญภัยพวกนี้ ไม่เกรงอกเกรงใจกันเลยจริงๆ!
เดี๋ยวนะ เมื่อคืนชื่อเฉิงพูดว่าอะไรนะ?
เอาเหล้าที่ดีที่สุดของที่นี่ออกมางั้นเหรอ?
ความทรงจำที่ลางเลือนก่อนจะสลบไปผุดขึ้นมา ลู่ชางก็อดไม่ได้ที่เส้นเลือดที่ขมับจะปูดขึ้นมาเล็กน้อย
เกือบจะหลุดมาดเด็กด้วยการสบถคำหยาบออกมาเสียแล้ว
ฟู่ว——
อดทนไว้ อดทนไว้ จิตใจที่สงบนิ่ง——
ลู่ชางพยายามสะกดอารมณ์ตนเองให้สงบลง...
ถือซะว่าเป็นภาษีข้ามมิติแล้วกัน
หลังจากเดินชมสถานที่สำคัญในเมืองเรนน์จนครบหนึ่งรอบ ก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว
คูมิโรนีนับนิ้ว: "เมืองเรนน์ก็น่าจะมีสถานที่ประมาณนี้แหละจ้ะ"
"ไม่น่าจะมีที่ไหนตกหล่นแล้วนะ"
ดีเลยครับ
คูมิโรนีเนี่ย ดูพึ่งพาได้มากกว่าเจ้าสองคนนั้นเยอะเลยแฮะ
"ขอบคุณครับพี่คูมิโรนี"
คูมิโรนีพูดว่า: "อืม ข้านัดกับยายซังซีไว้ว่าตอนบ่ายจะไปช่วยนางเก็บเกี่ยวผลิตผลในไร่น่ะ"
"เดี๋ยวอาจจะไม่มีเวลาอยู่ช่วยเจ้าทำความคุ้นเคยกับเมืองเรนน์ต่อแล้วล่ะ"
ลู่ชางฉีกยิ้มพูด: "ไม่เป็นไรครับพี่คูมิโรนี ผมตั้งใจว่าจะลองเดินเล่นด้วยตัวเองคนเดียวดูน่ะครับ"
ใบหน้าของคูมิโรนีฉายแววกังวลออกมาแวบหนึ่ง
แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า ลู่ชางคือนักเวทที่สามารถฉายเดี่ยวเคลียร์ดันเจี้ยนระดับสองได้แล้ว อย่างน้อยเมืองเรนน์ก็เป็นสถานที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงเขามากนัก
"ตกลงจ้ะ งั้นข้าไปก่อนนะ"
"จำทางกลับโรงแรมได้ใช่ไหม?"
ลู่ชางพยักหน้า: "ครับๆ จำได้ครับ"
คูมิโรนีก้มลงมาลูบผมของลู่ชาง แล้วจึงโบกมือจากไป
༺༻