- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 38 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (38)
บทที่ 38 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (38)
บทที่ 38 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (38)
หลินอันเจี๋ยเดินไปได้เพียงครึ่งทางก็ถูกแม่ของเซวียเฟิงเรียกตัวไว้
ตอนนี้แม่ของเซวียเฟิงกำลังลำพองใจสุดขีด
เดิมทีเซวียเฟิงเรียนหนังสือไม่ค่อยเอาไหน แต่ภายหลังได้อันหนิงช่วยติวเข้มให้ ผลการเรียนของเขาจึงก้าวกระโดดขึ้นมาก และตอนสอบเกาเข่าเขาก็ทำคะแนนได้ดีเยี่ยมจนสอบติดมหาวิทยาลัยในปักกิ่งได้สำเร็จ เรื่องนี้ทำให้ตระกูลเซวียรู้สึกมีหน้ามีตาเป็นอย่างมาก
แม่ของเซวียเฟิงไม่บ่นเรื่องอากาศหนาวเลยแม้แต่นิดเดียว เธอยืนหยัดอยู่ข้างนอกเพื่อโอ้อวดชีวิตอันสุขสบายของลูกชายในปักกิ่งให้คนอื่นฟัง
"ฉันจะบอกพวกเธอให้นะ เฟิงจื่อบ้านฉันน่ะอยู่ที่มหาลัยสบายมาก ที่พักเขามีสิ่งที่เรียกว่าฮีตเตอร์ หน้าหนาวก็ไม่หนาว อาหารในโรงอาหารก็ดีเลิศ ได้กินหมั่นโถวแป้งขาวทุกวัน แถมยังมีเนื้อให้กินเป็นระยะๆ ทั้งหมดนี้ไม่ต้องเสียเงินที่บ้านเลยสักหยวน เพราะรัฐบาลมีเงินอุดหนุนให้หมด"
ใบหน้าของแม่เซวียเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ยิ่งพูดยิ่งได้ใจ "เซวียเฟิงกลับมาบอกฉันว่าวิชาที่เขาเรียนที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์อะไรนั่นน่ะ ต่อไปจะเป็นที่ต้องการมาก เรียนจบแล้วเขาน่าจะได้ทำงานต่อที่ปักกิ่ง ต่อไปเขาก็จะได้เป็นคนปักกิ่งเต็มตัวแล้วล่ะ"
บรรดาสตรีชาวชนบทที่ล้อมวงฟังอยู่ต่างก็พากันอิจฉาตาร้อน ในใจก็นึกย้อนไปว่าจะต้องกลับไปสั่งสอนเจ้าลูกชายที่บ้านให้ดี ให้ตั้งใจเรียนเพื่อจะได้สอบติดมหาวิทยาลัยแบบนี้บ้าง
ขณะที่แม่เซวียกำลังคุยโตอยู่นั้น เธอเหลือบไปเห็นหลินอันเจี๋ยเดินโซซัดโซเซผ่านมาพอดี จึงแสร้งทำเป็นเดินเข้าไปทักทายด้วยความห่วงใย "อันเจี๋ย กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่จ๊ะ? แล้วนี่กำลังจะไปไหนล่ะ?"
หลินอันเจี๋ยไม่ได้ยินเสียงเรียกของแม่เซวียด้วยซ้ำ เธอยังคงก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป
แม่เซวียฉายแววไม่พอใจในดวงตาครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปฉุดกระชากแขนของหลินอันเจี๋ยไว้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ลึกๆในใจเธอก็ดูถูกหลินอันเจี๋ยอยู่แล้ว ราวกับมีแค้นฝังหุ่นต่อกัน พอเห็นหลินอันเจี๋ยตกต่ำ เธอก็อยากจะเข้าไปถากถางให้จมดิน
"นังหนูคนนี้เป็นอะไรไปเนี่ย?"
หลินอันเจี๋ยถูกกระชากถึงเพิ่งจะได้สติกลับมา
เธอไม่อยากให้ใครเห็นสภาพที่น่าขบขันของตัวเอง จึงฝืนยิ้มตอบ "เพิ่งกลับมาน่ะค่ะ กำลังจะกลับบ้าน"
แม่เซวียแค่นยิ้ม "ก็จริงนะ ตอนนี้เธอกลับมาก็คงไปได้แค่บ้านตระกูลซูเท่านั้นแหละ เพราะญาติเขาตัดขาดกับเธอหมดแล้วนี่นา เข้าประตูบ้านตัวเองไม่ได้ก็น่าสงสารจริงๆเลยนะ"
พวกกลุ่มผู้หญิงที่ยืนอยู่แถวนั้นเริ่มเดินเข้ามาล้อมวงแล้วซุบซิบนินทาหลินอันเจี๋ยต่อหน้าต่อตา
"น่าสงสารอะไรกัน ทั้งหมดน่ะเธอทำตัวเองทั้งนั้น ฉันไม่เคยเห็นใครใจดำขนาดนี้มาก่อน อิจฉาแม้กระทั่งน้องสาวตัวเองที่สอบติดมหาวิทยาลัย ถึงขั้นลงมือขโมยใบแจ้งผลการเรียน"
"ก่อนหน้านี้เธอยังคิดจะทำร้ายอันหนิงอีกนะ ตอนสอบเกาเข่ายังจะเอายานอนหลับให้อันหนิงกินเลย ไม่แปลกใจหรอกที่หลินอ้ายกั๋วจะตัดขาดความสัมพันธ์ บ้านไหนมีลูกสาวแบบนี้ใครจะกล้าเอาไว้"
"ไม่รู้ว่ากลับมาครั้งนี้จะมาทำอะไรอีก คงไม่มีเรื่องดีๆหรอกมั้ง"
คำพูดถากถางเหล่านี้ค่อยๆแทรกซึมเข้าหูหลินอันเจี๋ย ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวในใจยิ่งขึ้น
ใบหน้าของเธอค่อยๆเปลี่ยนสีด้วยความโกรธแค้น จึงสวนกลับไปอย่างดุเดือด"ฉันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของที่บ้านฉัน ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพวกป้าสักหน่อย!"
เมื่อเห็นสายตาดูถูกเหยียดหยามจากแม่ของเซวียเฟิง หลินอันเจี๋ยก็รู้สึกเหมือนมีกองเพลิงสุมอยู่ในทรวงอก
เธอผลักฝูงชนออกไป "ฉันมีธุระ ต้องไปก่อนแล้ว"
ทันทีที่เธอเดินจากไป ก็มีเสียงด่าไล่หลังมาทันที "หน้าไม่อายจริงๆ"
"ไร้ยางอายสิ้นดี"
"เป็นเมียคนแท้ๆ แต่ไม่เฝ้าบ้านเฝ้าเรือน ออกไปเถลไถลข้างนอกทั้งวัน ใครจะไปรู้ว่าไปอยู่กับชายชู้คนไหนมาบ้าง ป่านนี้ซูจื้อเฉียงคงโดนสวมเขาไปกี่กิ่งแล้วก็ไม่รู้"
ทางด้านอันหนิง เธอไม่ได้สนใจเลยว่าหลินอันเจี๋ยจะไปเจอใครระหว่างทาง หรือที่บ้านตระกูลซูจะเป็นอย่างไร
ตอนนี้เป็นวันที่ 20 เดือนสิบสองแล้ว ที่บ้านกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมของกินของใช้สำหรับเทศกาลตรุษจีน
ปีนี้ครอบครัวตระกูลหลินหาเงินได้เยอะ จึงตั้งใจจะจัดงานฉลองปีใหม่อย่างอลังการ
ก่อนหน้านี้หลินหงจวินได้ไปซื้อหมูตัวเป็นๆน้ำหนักกว่า 200 ชั่ง หรือประมาณ 100 กิโลกรัมมาหนึ่งตัวเต็มๆ แล้วหาคนมาช่วยฆ่าหมู สามพี่น้องแบ่งเนื้อหมูกันคนละส่วน ทำให้ปีนี้มีเนื้อกินกันอย่างเหลือเฟือ
หลินอ้ายกั๋วยังไปซื้อไก่ เป็ด และปลามาเพิ่ม ส่วนหลินอ้ายหมินก็ซื้อข้าวของมาสมทบอีกมากมาย
ช่วงไม่กี่วันนี้ ในบ้านจึงยุ่งอยู่กับการต้มเนื้อ ทำไส้กรอก ทอดลูกชิ้น นึ่งหมั่นโถว และทำเต้าหู้
หวังชุ่ยฮวายุ่งจนหัวหมุนแทบไม่ได้พัก อันหนิงจึงต้องคอยเป็นลูกมือช่วยหยิบจับนั่นนี่ และถือโอกาสแอบชิมของอร่อยไปด้วย
นอกจากนี้ อันหนิงยังต้องคอยกวดขันการเรียนของหลินอันผิงอีกด้วย
หลินอันผิงเป็นเด็กที่สมองดีค่อนข้างฉลาด เพียงแต่ไม่ค่อยมีความมุ่งมั่นเท่าไหร่ นิสัยของเขาค่อนข้างอยู่ไม่นิ่ง และไม่ค่อยชอบนั่งอ่านหนังสือนานๆ
หากปล่อยให้เขาเรียนเองคนเดียว เขาคงเรียนไม่เข้าหัวแน่ๆ แต่ถ้ามีคนคอยจ้องล่ะก็ เขาก็ยังพอจะทำตัวเรียบร้อยได้บ้าง
อันหนิงตั้งใจจะให้หลินอันผิงสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้เช่นกัน ดังนั้นในช่วงที่อยู่บ้าน เธอจึงจับเขามาท่องหนังสือและทำโจทย์ทุกวันอย่างไม่ลดละ
หลินอันผิงถูกอันหนิงเคี่ยวเข็ญให้ตะลุยทำโจทย์จนหัวแทบระเบิดกลายเป็นสองซีก
แต่เขาก็รู้ดีว่าอันหนิงทำไปเพราะหวังดี ถึงแม้ในใจจะไม่เต็มใจนัก แต่เขาก็ยังฝืนข่มความใจร้อนตั้งตาตั้งตาเรียนต่อไปได้
อันหนิงกลัวว่าหลังจากเธอกลับไปเรียนแล้วหลินอันผิงจะกลับไปมีสภาพเดิม เธอจึงไปหาหลินอันหรานที่บ้านของอาสาม เพื่อไหว้วานให้อันหรานมาทำการบ้านพร้อมกับอันผิงทุกวัน และช่วยเป็นหูเป็นตาคุมประพฤติเขาไปในตัว
พออันหนิงจัดการเรื่องราวต่างๆจนเกือบเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็ถึงช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พอดี
วันนี้ที่บ้านซื้อเมล็ดทานตะวันและลูกกวาดมามากมาย หลินอ้ายกั๋วยังซื้อเหล้ามาอีกลังหนึ่ง โดยตั้งใจว่าเย็นนี้จะให้หวังชุ่ยฮวาทำกับข้าวสักสองสามอย่าง แล้วเชิญหลินหงจวินและหลินอ้ายหมิน พี่น้องทั้งสามคนมาดื่มฉลองกันสักหน่อย ทว่าจู่ๆก็ได้ยินเสียงทุบประตูโครมคราม
หลินอันผิงวิ่งไปเปิดประตู พอประตูเปิดออก ก็เห็นสามพี่น้องตระกูลซูยืนหน้าถมึงทึงอยู่ที่หน้าประตูใหญ่
"เกิดอะไรขึ้นน่ะ?"
หลินอันผิงเห็นท่าไม่ดี รีบตะโกนเรียกเสียงดัง "พ่อ! พ่อครับ! รีบออกมาเร็ว!"
อันหนิงได้ยินเสียงก็รีบออกมาเช่นกัน เธอดูออกทันทีว่าสามพี่น้องตระกูลซูตั้งใจมาหาเรื่องแน่ๆ จึงรีบวิ่งออกไปตามคนมาช่วย
เมื่ออันหนิงพาหลินหงจวิน หลินอ้ายหมิน และบรรดาลุงป้าน้าอาในตระกูลมาถึง ก็เห็นซูจื้อเฉียงและพี่น้องอีกสองคนกำลังยืนปั้นปึงเถียงกับหลินอ้ายกั๋วอยู่
อันหนิงแอบดึงหลินอันผิงมาถามเบาๆถึงได้รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ที่แท้... หลินอันเจี๋ยหนีไปแล้ว!
หลังจากหลินอันเจี๋ยกลับไปที่บ้านตระกูลซู เธอถูกซูจื้อเฉียงด่าทออย่างหนักจนเกือบจะวางมวยกัน
ภายหลังหลินอันเจี๋ยใช้เงินติดสินบนหลิ่วเอ้อนีรวมถึงหวังหมิ่นและหลี่เม่ย เมื่อมีทั้งสามคนช่วยพูดจาหว่านล้อม ซูจื้อเฉียงถึงยอมสงบศึกและไม่ลงไม้ลงมือกับเธอ
หลินอันเจี๋ยยอมอดทนเอาใจซูจื้อเฉียง และซื้อของกินของใช้สำหรับวันตรุษจีนมาให้มากมาย จนในที่สุดเมื่อวานซืนเธอก็หลอกล่อจนได้สมุดทะเบียนบ้านมาไว้ในมือ
พอได้สมุดทะเบียนบ้านมาแล้ว เมื่อเย็นวานนี้อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครอยู่ในบ้านตระกูลซู เธอก็หอบข้าวของหนีไปทันที
ซูจื้อเฉียงกลับมาถึงบ้านแล้วตามหาอยู่ทั้งคืนก็ไม่พบ จนภายหลังได้ยินคนบอกว่าเห็นหลินอันเจี๋ยที่สถานีรถไฟในตัวอำเภอ เขาถึงได้ตาสว่างว่าหลินอันเจี๋ยหนีไปแล้วจริงๆ
ซูจื้อเฉียงโกรธจนควันออกหู พอเช้าวันนี้กินข้าวเสร็จเขาก็รีบบุกมาหาเรื่องที่บ้านตระกูลหลินทันที
หลินอ้ายกั๋วสวมเสื้อคลุมทหารยืนเด่นอยู่กลางลานบ้าน โดยไม่คิดจะเชิญสามพี่น้องบ้านซูเข้าบ้านแม้แต่นิดเดียว
เขาปั้นหน้าขรึม "บ้านเราตัดขาดกับหลินอันเจี๋ยไปตั้งนานแล้ว เธอไม่ใช่ลูกสาวฉัน แต่เป็นเมียตระกูลซู พวกแกดูแลคนของตัวเองไม่ดีแล้วจะมาหาเรื่องพวกเราทำไม?"
หลินหงจวินเดินเข้ามาสมทบ "ใช่แล้ว ตอนที่ตัดขาดความสัมพันธ์ พวกเราก็ตั้งใจไปแจ้งที่บ้านพวกแกแล้ว ทะเบียนบ้านของเธอก็อยู่ที่บ้านแก ตอนนี้คนหายไปแล้ว พวกแกมาโวยวายหาเรื่องแบบนี้มันไม่ถูกนะ"
ซูจื้อเฉียงโกรธจนตัวสั่น แววตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ "ตอนเธอแต่งเข้าบ้านผม เธอยังเป็นคนตระกูลหลินอยู่นี่! เงินสินสอดบ้านพวกคุณก็รับไปแล้ว ตอนนี้คนหายไป ไม่หาพวกคุณแล้วจะไปหาใคร?"
"ใช่! ในเมื่อพวกคุณรับสินสอดไปแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด!" ซูจื้อเจี้ยนและซูจื้อคังตะโกนเสริมทัพให้พี่ชาย
เมื่อหลินอ้ายกั๋วได้ยินเรื่องสินสอด เขาก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้าเช่นกัน
"สินสอด? พวกแกยังมีหน้ามาพูดเรื่องสินสอดอีกเหรอ!"
เขากวาดสายตามองซูจื้อเฉียงตั้งแต่หัวจรดเท้า "ตอนแรกฉันดูไม่ออกเลยว่าแกมันจะเป็นไอ้ขี้แพ้ที่ไร้น้ำยาขนาดนี้ คิดว่าหลินอันเจี๋ยจะอยู่กินกับแกดีๆเสียอีก ใครจะไปรู้ว่าตระกูลซูของพวกแกจะไร้ยางอายขนาดนั้น ยังไม่ทันจะแต่งงานก็หลอกล่อให้หลินอันเจี๋ยขโมยเงินบ้านเราไปซื้อของให้พวกแก เงินสินสอดพวกนั้นหลินอันเจี๋ยก็ขโมยไปซื้อของให้บ้านแกหมดแล้ว แถมตอนแต่งงาน ฉันยังนึกถึงว่าเป็นลูกสาว ไม่อยากให้เธอไปแต่ตัว เลยจัดหาของหมั้นของขวัญและคืนเงินสินสอดทั้งหมดให้หลินอันเจี๋ยถือกลับไปบ้านตระกูลซูด้วยตัวเอง!"
หลินอ้ายกั๋วพูดถึงตรงนี้ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขารู้สึกอ่อนแรงอย่างบอกไม่ถูก "เพื่อการแต่งงานของพวกแก บ้านเราต้องแบกรับหนี้สินมากมาย เพิ่งจะมาใช้หมดก็ปีนี้นี่เอง ตอนนี้พวกแกยังมีหน้ามาทวงสินสอดกับฉันอีกเหรอ!"