- หน้าแรก
- ภัณฑารักษ์สยบวิญญาณ ตำนานพยัคฆ์สยบมาร
- ตอนที่ 6 เบิกเนตร
ตอนที่ 6 เบิกเนตร
ตอนที่ 6 เบิกเนตร
ตอนที่ 6 เบิกเนตร
ป้ายเอวพยัคฆ์หมอบแผ่ไอความร้อนออกมา เว่ยหยวนเคยมีประสบการณ์มาแล้วสองครั้ง จึงรู้ว่าต้องทำอย่างไร เขาหากระดาษขาวมาแผ่นหนึ่ง เอาด้านที่มีตัวอักษร 'เว่ย' ประทับลงบนกระดาษ ตัวอักษรเริ่มปรากฏขึ้นทีละตัว เว่ยหยวนเงยหน้าขึ้นมอง
"ผู้ใดที่สังกัดซือลี่เสี้ยวเว่ย สามารถฟาดฟันปีศาจสังหารภูตผี และใช้ผลงานความดีความชอบเพื่อเข้าไปในคลังสมบัติแห่งต้าฮั่น นำศาสตราวุธปราบมารออกมาได้"
"หากซือลี่เสี้ยวเว่ยยังไม่เคยฟาดฟันปีศาจและภูตผี จับกุมการเซ่นไหว้นอกรีต ไม่มีผลงานความดีความชอบ ก็ไม่อาจเปิดคลังสมบัติได้"
เว่ยหยวนชะงักไปเล็กน้อย สังเกตเห็นจุดที่น่าสนใจของข้อความ
คือคำว่า ไม่อาจเปิดคลังสมบัติแห่งต้าฮั่นได้ นั่นก็หมายความว่า เป็นไปได้ไหมที่ในยุคนี้ยังมีคลังสมบัติแห่งต้าฮั่นหลงเหลืออยู่?
ยังไม่ทันได้คิดอะไร ข้อความก็ปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
"บันทึกวิชานอกรีตไว้ห้าประเภท ไม่จำเป็นต้องมีตบะบารมี ก็สามารถเปิดเนตร หยั่งรู้หยินหยางได้"
จากนั้นข้อความที่ปรากฏขึ้นมาอย่างหนาแน่น ก็คือวิธีที่จะทำให้ปุถุชนคนธรรมดาสามารถใช้ดวงตาของตัวเองมองเห็นภูตผีและวิญญาณได้ เป็นวิชานอกรีตที่ไม่ต้องใช้ตบะบารมีจริงๆ วิธีแรกคือน้ำตาวัว แต่ไม่ใช่เอาน้ำตาของสัตว์เลี้ยงทั่วไปมาหยอดตาหรอกนะ
ขืนทำแบบนั้นมีหวังได้ส่งตัวเองไปโรงพยาบาลจักษุแน่ๆ
ต้องหาวัวเหลือง ไปเกี่ยวหญ้าหมึกที่ขึ้นอยู่ตามป่าช้ามาสักกำมือ
เอากลับมาให้วัวกิน พอถึงยามอิ๋นที่พลังหยินหนักหน่วงที่สุดในวันรุ่งขึ้น วัวเริ่มร้องอย่างกระสับกระส่าย ก็ให้ฆ่ามันซะ เอาดีวัว ผสมกับสะระแหน่ ชะเอมเทศ น้ำค้างยามเช้า และเศษชิ้นส่วนของของอาถรรพ์ ถ้าเป็นของอาถรรพ์ที่สื่อวิญญาณได้ ก็จะช่วยลดความต้องการของวัตถุดิบอื่นลงได้ ของอาถรรพ์ที่ธรรมดาและพบเห็นได้บ่อยที่สุดก็คือเถ้ากระดูก
นำของเหลวที่ผสมได้มาทาที่เบ้าตา ผ่านไปเจ็ดวัน จะสามารถมีดวงตาหยินหยางได้เป็นเวลานานพอสมควร
วิธีนี้ไม่มีผลข้างเคียงแอบแฝงมากนัก และเห็นผลได้นาน แต่เว่ยหยวนกลับทำได้เพียงถอดใจอย่างน่าเสียดาย
แค่ราคาวัวเหลืองตัวเดียว ก็ทำเอาเขาล่าถอยแล้ว
ช่วยไม่ได้นี่นา ก็คนมันจนนี่
วิธีที่สอง เห็นผลเร็ว ผลลัพธ์อยู่ได้นาน แต่มีผลข้างเคียงซ่อนอยู่นิดหน่อย
เล่าลือกันว่าอีกากลางคืนสามารถมองเห็นความเป็นความตายได้ ดังนั้นในช่วงเวลาระหว่างยามจื่อและยามอิ๋นในตอนเที่ยงคืน ให้ไปจับอีกาตาเขียวที่เกาะอยู่บนต้นไม้แห้งๆ แถวๆ หลุมศพมาหนึ่งตัว ควักลูกตาของมันออกมาสดๆ แช่ในน้ำร้อนแล้วกลืนลงไป ห้ามกัดให้แตกเด็ดขาด
พอกลืนลงไปแล้ว จะสามารถมองเห็นความเป็นความตายและหยินหยางได้
แต่มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดปัญหา จะดึงดูดฝูงอีกากลางคืนให้มาแก้แค้น หรือแม้กระทั่งถูกปีศาจอีกากลางคืนตามล่า
เป็นวิชานอกรีตที่ซือลี่เสี้ยวเว่ยในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ได้มา
ผู้ที่ใช้วิชานี้ล้วนถูกปีศาจอีกากลางคืนจิกตาจนบอด จากนั้นก็ตายเพราะถูกฝูงอีกากรุมจิกกิน เนื้อตัวเน่าเปื่อยไปทั้งร่าง
เว่ยหยวนรู้สึกเหมือนมีไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านขึ้นมาจากแผ่นหลัง
เขามองดูอีกสามวิธีที่เหลือ
วิธีที่สาม หาสุนัขดำที่เคยเห็นผี ต้องเป็นสีดำสนิท ห้ามมีสีอื่นปนแม้แต่เส้นเดียว ฆ่ามันก่อนยามจื่อหนึ่งเค่อ ใช้กริชไม้ท้อแทงเข้าที่หัวใจ เอาเลือดจากหัวใจมาหยอดตา วิธีนี้รอดตายแค่หนึ่งในสิบ ถ้าทนผ่านไปได้ก็จะเปิดวิชาเนตรหยินหยางได้ และจะไม่มีวันเสื่อมคลายไปชั่วชีวิต
แต่คนที่ทนผ่านไปได้ส่วนใหญ่ ล้วนหวังว่าตัวเองจะไม่เคยเปิดวิชานี้เลย
วิธีที่สี่ ในยามอิ๋นที่พลังหยินหนักหน่วงที่สุด ให้จัดค่ายกลแปดทิศที่เชิงเขา จุดตะเกียงสว่างสิบสองดวงส่องสว่างรอบตัวซ้ายขวา ตรงกลางวางน้ำค้างยามเช้าไว้หนึ่งชาม เอาเลือดจากปลายนิ้วนาง ผสมลงในน้ำค้าง ในใจท่องคาถา 'ฟ้าดินเฉียนคุน เปิดเนตรเห็นหยินหยาง' ก็จะสามารถมองเห็นภูตผีได้
แต่จำเป็นต้องมีคนคอยคุ้มกันให้ ไม่อย่างนั้นถ้าตะเกียงดับลงแม้แต่ดวงเดียว ตัวเองก็จะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนผีไร้ศาลไปด้วย
เป็นวิชาที่ปรมาจารย์สวรรค์รุ่นแรกจางเต้าหลิงถ่ายทอดไว้ในปีที่ห้าแห่งรัชศกหย่งเจี้ยนสมัยราชวงศ์ฮั่น สามารถทำให้คนธรรมดามองเห็นวิญญาณเร่ร่อนและยมทูตได้
เว่ยหยวนตัดสองวิธีนี้ออกไปจากใจอีกครั้ง
อันตรายแอบแฝงมันเยอะเกินไป
เขาไม่ได้อยากเข้าโรงพยาบาลจักษุจริงๆ นะ แล้วก็หาปรมาจารย์สวรรค์มาคุ้มกันให้ไม่ได้ด้วย
เขามองดูวิธีสุดท้าย
ใช้ใบหลิวเช็ดตา
กิ่งหลิวตีผีเตี้ยลงสามนิ้ว ใบหลิวเช็ดตาก็สามารถเปิดวิชาเนตรหยินหยางได้ชั่วคราวเช่นกัน แต่เงื่อนไขคือต้องมีตบะบารมีของเต๋าติดตัว ถ้าเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องเตรียมการล่วงหน้า เอาน้ำค้างยามเช้ามาแช่ผสมกับของอาถรรพ์ เอาใบหลิวแช่ลงไป แช่ไว้จนถึงยามจื่อ พลังหยินเข้มข้นก็เป็นอันสำเร็จ เอาใบหลิวแตะน้ำนี้มาเช็ดเบ้าตา ก็จะมองเห็นหยินหยางได้
ระยะเวลาที่ใช้ได้ผลคือหนึ่งก้านธูป
ทุกครั้งที่เปิดเนตรต้องเช็ดตาซ้ำใหม่
นอกจากขั้นตอนการเตรียมการที่ยุ่งยากแล้ว ทั้งเรื่องผลข้างเคียงและต้นทุน ก็ล้วนแต่อยู่ในระดับที่เว่ยหยวนพอรับได้ทั้งนั้น
"…เอาอันนี้แหละ!"
ดวงตาของเว่ยหยวนเป็นประกาย
จู่ๆ ก็จับพลัดจับผลูเข้ามาอยู่ในที่ที่มีผี แถมถึงแม้จะตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่เข้าไปยุ่งกับรองเท้าปักสีแดงนั่น แต่แค่วันถัดมาก็ดันมาเจอผีอีก ต่อให้ใจกล้าแค่ไหนในใจก็รู้สึกหวั่นๆ อยู่บ้าง อย่างน้อยๆ ถ้าเปิดตาได้ เวลาหนีก็จะสะดวกขึ้นหน่อย และอีกแง่หนึ่ง ก็มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้างนิดๆ
……………………
เตรียมวัสดุครบหมดแล้ว
ใบหลิวหาไม่ยาก เพิ่งจะเข้าฤดูใบไม้ผลิ ต้นหลิวเพิ่งแตกยอด ใบมีให้เกลื่อนไปหมด
ตอนนี้บ่ายแล้ว น้ำค้างยามเช้าไม่มี ใช้น้ำกลั่นแทนก็น่าจะได้
ถึงจะเทียบไม่ได้กับน้ำค้างยามเช้าแน่ๆ แต่ถ้ามีของอาถรรพ์ที่สื่อวิญญาณได้ ก็สามารถผ่อนปรนความต้องการของวัสดุอื่นๆ ลงได้บ้าง ยังไงก็แค่ลองทำดู ต่อให้ล้มเหลวก็ไม่ได้เสียหายอะไร
และในบรรดาวิธีทั้งห้าประเภทนี้ ของอาถรรพ์ที่ถูกนำมาใช้บ่อยที่สุดก็คือเถ้ากระดูก
ถ้าให้ใช้เถ้ากระดูก เว่ยหยวนคงทำใจรับไม่ได้จริงๆ แล้วเรื่องของอาถรรพ์เนี่ย ในบ้านหลังนี้ก็มีถมเถไป
หุ่นกระดาษสองตัวนั้นโดยเนื้อแท้แล้วก็คือของอาถรรพ์นั่นแหละ
ส่วนผีอีกสามตนที่เหลือ ของใช้ที่เกี่ยวข้องกับพวกมันก็มีของอาถรรพ์อยู่เต็มไปหมดเหมือนกัน
ที่คนกลัวผี ก็เพราะกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ พอได้มาสัมผัสจริงๆ เข้าแล้ว ก็ไม่ได้กลัวอะไรขนาดนั้นหรอก
ประโยคนี้เว่ยหยวนเป็นคนพูดเอง
อย่างน้อยๆ ตอนนี้เขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะกลัวพวกวิญญาณเร่ร่อนไร้อันตรายในบ้านนี้เลยสักนิด เขานั่งอยู่บนโต๊ะ นิ้วมือขวาเคาะป้ายเอวเบาๆ ตรงหน้าเขา หุ่นกระดาษของอาถรรพ์สองตัวกอดกันกลมตัวสั่นงันงก ส่วนผีแก่ที่เหลือก็ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ภายใต้คำสั่งของเว่ยหยวน พวกมันหยิบของอาถรรพ์ของตัวเองออกมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
ของพวกนี้ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นสิ่งที่ใช้ฆ่าพวกมัน หรือไม่ก็เป็นสิ่งที่พวกมันมีความยึดติดมากที่สุด
หรือไม่ก็เป็นตัวพวกมันเองนั่นแหละ
หุ่นกระดาษสองตัวนั้นสั่นเทิ้มเตรียมจะกระโดดลงไปในน้ำ
โดนเว่ยหยวนที่ทั้งขำทั้งสงสารใช้นิ้วปัดออกเบาๆ แล้วพูดว่า
"ไม่ต้องหรอก ฉันยังไม่ถึงขั้นต้องให้พวกนายลงไปแช่ในนั้นหรอกน่า"
หุ่นกระดาษตัวน้อยสองตัวกลิ้งหลุนๆ หนีห่างจากชามน้ำด้วยความหวาดกลัว กอดกันกลมเป็นก้อนสั่นงันงก
เว่ยหยวนหันไปมองของอาถรรพ์ที่ผีตนอื่นๆ ควักออกมาอย่างเสียดายของ อันหนึ่งเป็นแหจับปลาเน่าๆ ดำๆ เหม็นๆ ไม่รู้ไปล้วงมาจากไหน อีกอันเป็นขวดสีเขียวใบใหญ่ ขนาดเท่าท่อนแขน เว่ยหยวนหันไปมองแวบหนึ่ง ก็เห็นคำว่า 'ตี๋ตี๋เว่ย' (ชื่อยี่ห้อยาฆ่าแมลง) สามตัวเบ้อเริ่มอยู่บนนั้น หางตาถึงกับกระตุก
ตายเพราะกินไอ้นี่เข้าไปเรอะ?
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางผีตนที่สอง มองเห็นแค่เค้าโครงลางๆ ว่ามันก้มหน้าลง แล้วยื่นมือไปเสยผม
จากท่าทางของผีตนนั้น เขากลับมองออกถึงความเอียงอายเหนียมอายซะอย่างนั้น
มุมปากกระตุกเบาๆ เขี่ยขวดยาฆ่าแมลงที่เปื้อนไอหยินนี่ออกไปให้พ้นทาง
เอาของพรรค์นี้ไปแช่น้ำ มันทุเรศเกินไปหน่อย
สุดท้ายมองดูจนครบ ก็เป็นกระบี่แปดเหลี่ยมหักๆ เล่มหนึ่ง เหลือแค่ด้ามกับตัวกระบี่ท่อนสั้นๆ ความยาวพอๆ กับกริช ก็ถือว่าทำให้เว่ยหยวนพอใจอยู่บ้าง
เขาเอากระบี่ไปแช่ในน้ำ แล้วก็เด็ดใบหลิวมาสองสามใบใส่ลงไป ให้หุ่นกระดาษนำทางเอาไปวางไว้ในจุดที่พลังหยินหนักหน่วงที่สุด ก็ถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอน ที่เหลือก็แค่รอเวลา รอจนถึงเที่ยงคืน ก็หมายความว่าเสร็จสมบูรณ์
คิดว่าเวลายังเหลืออีกเยอะ ก็เลยกลับไปที่บ้านเก่าอีกรอบนึง ไปเอาของนิดหน่อย ขากลับตอนเดินผ่านหมู่บ้านฟู่ชุน ก็เห็นรถจอดอยู่หลายคัน หน้าหมู่บ้านมีคนมุงดูกันเป็นวง ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้โฮแว่วมาลางๆ
"หยวนหยวนเอ๊ย ลูกจากไปแล้วจะให้แม่มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไงล่ะ หยวนหยวน..."
มองเห็นผู้หญิงที่มีผมหงอกแซมอยู่บ้าง ร้องไห้โฮราวกับคนสติหลุด
เสียงร้องโหยหวนสิ้นหวัง ทำเอาคนฟังรู้สึกหนักอึ้งในใจ
เว่ยหยวนนึกถึงรูปถ่ายใบนั้น กับรองเท้าปักสีแดงสุดแสนจะลี้ลับ เขาหยุดชะงักไป
"บ้านที่ลูกสาวเพิ่งตายไปนั่นแหละ..."
ได้ยินเสียงคนรอบข้างซุบซิบนินทากันแว่วๆ
"เจ๊แกสมัยสาวๆ ไปคว้าเอาพวกอันธพาลมาทำผัว จนท้องป่อง ก็ไม่ยอมเอาเด็กออก ทะเลาะกับที่บ้านจนตัดขาดกัน ไอ้กุ๊ยนี่ก็ติดคุก แกก็หัวรั้น อุตส่าห์เลี้ยงดูลูกสาวมาจนโตตัวคนเดียว หวังว่าจะได้สบายแล้วแท้ๆ ลูกสาวดันมาโดนฆ่าตายซะนี่"
"เฮ้อ ใช่แล้วล่ะ"
"ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร"
"ยังไงก็ระวังตัวกันหน่อยนะ ได้ยินไหมเนี่ย ฉันพูดกับเธออยู่นั่นแหละ กลางค่ำกลางคืนอย่าออกไปไหนมาไหนคนเดียวนะ"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่
เว่ยหยวนเม้มริมฝีปาก อุ้มของเดินจากไป
หลังจากวุ่นวายอยู่พักหนึ่งก็กลับมาถึงบ้าน
จากนั้นก็เฝ้ารอจนถึงยามจื่อในตอนเที่ยงคืนด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม มือข้างหนึ่งถือป้ายเอวพยัคฆ์หมอบไว้ สั่งให้ผีหลายตนที่อยู่ตรงหน้าอยู่กันอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว มือซ้ายหยิบใบหลิวขึ้นมา ปาดเช็ดที่เบ้าตาอย่างมีพิธีรีตอง
ความรู้สึกเย็นวาบซึมลึกลงไปในดวงตา
เว่ยหยวนอดไม่ได้ที่จะหลับตาลง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เขามองเห็นสิ่งที่ปุถุชนคนธรรมดาตาเนื้อไม่มีทางมองเห็นได้แล้ว
ถึงแม้เว่ยหยวนจะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่ก็เกือบจะสะดุ้งตกใจกับสารรูปของผีสามตนตรงหน้าอยู่ดี
ฝั่งซ้ายตัวบวมเป่งแช่น้ำ ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นผีจมน้ำ
ส่วนเจ๊ทางฝั่งขวาก็หน้าเขียวคล้ำ คงจะเผลอกินยาฆ่าแมลงตายจริงๆ นั่นแหละ
แล้วก็ยังมีผีทหารที่ใส่ชุดโบราณ มีแผลฉกรรจ์ทะลุหน้าอกอีกตัวนึง
เว่ยหยวนพ่นลมหายใจออกมาช้าๆ ในใจยังคงรู้สึกถึงความพิลึกพิลั่นและความตื่นเต้นหลงเหลืออยู่ แล้วจากนั้นก็มีความรู้สึกตื่นเต้นดีใจผุดขึ้นมานิดๆ
เห็นผีเข้าให้แล้วจริงๆ แฮะ!
ตอนที่เขาสามารถมองเห็นผีพวกนี้ได้ ฤทธิ์ของพลังหยินในน้ำใบหลิวก็ทำให้หูได้ยินเสียงที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินด้วย เสียงน้ำหยด เสียงผีหลายตนคุยกันอยู่ข้างหน้า เสียงพวกนี้ตอนแรกยังฟังดูอู้อี้ๆ แต่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ผีจมน้ำมองดูเว่ยหยวน แล้วพูดว่า
"นี่ ฉันว่านะ พ่อหนุ่มคนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ยินพวกเราคุยกันเลยนะ"
"ใช่สิ ฉันก็คิดว่าเขาไม่ได้ยินเหมือนกัน หน้าตาก็หล่อดีอยู่หรอก..."
"แต่เขาตีฉันโดนนะ ลงมือซะหนักเลยด้วย"
"หรือว่าพ่อหนุ่มคนนี้เขาไม่อยากจะเสวนากับพวกเรากันล่ะ"
ผีจมน้ำพูดด้วยน้ำเสียงหดหู่: "นายดูน้องสาวที่เขาพามาด้วยตอนออกไปข้างนอกเมื่อกี้สิ ก็ไม่เห็นพูดอะไรเหมือนกันไม่ใช่เรอะ"
เว่ยหยวนที่ตอนแรกปั้นหน้าขรึมแอบฟังอยู่ พอได้ยินประโยคสุดท้ายก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างขึ้นมาทันที ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง
หยดแหมะ หยดแหมะ...
ผีจมน้ำนั่งอยู่ข้างหน้านี่นา
แต่เสียงน้ำไหลมันดังมาจากข้างหลัง
เข้าสู่ยามวิกาลแล้ว พลังหยินพวยพุ่ง ปุถุชนคนธรรมดาจงหลีกทาง
??!
เว่ยหยวนหนังหัวชาหนึบ ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พร้อมกับหันขวับกลับไปมอง
ข้างหลังเขามีผีอยู่ตนหนึ่ง
ผมสีดำขลับทั้งศีรษะ สวมกระโปรงยาว ที่เท้าเหยียบรองเท้าดอกบัวทองคำสามนิ้วพื้นแดงเดินลายทอง
ก้มหน้า ไม่พูดไม่จา
เส้นผมสีดำมีน้ำหยดลงมา
หยดแหมะ หยดแหมะ
เข้าสู่ยามจื่อ พลังหยินพวยพุ่ง ปุถุชนคนธรรมดาจงหลีกทาง
แขกบางคนที่ตามนุษย์มองไม่เห็นจะมาเยือนในเวลานี้
ชู่ว...
เบาเสียงหน่อยสิ อย่าหันกลับไปมองล่ะ
ข้างหลังคุณน่ะ... มีผีอยู่นะ