เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 298 รอปลาใหญ่กินเหยื่อ

ตอนที่ 298 รอปลาใหญ่กินเหยื่อ

ตอนที่ 298 รอปลาใหญ่กินเหยื่อ


ไหนจะยังได้เด็กนักเรียนที่มีคุณภาพดีอีก เด็กพวกนี้พอเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ก็จะหาโอกาสมาทำงานในเครือของว่านเซี่ยงกรุ๊ปก็ได้

ซูข่านรู้ดีว่าบริษัทที่ทำเงินมาได้จำเป็นต้องมีส่วนแบ่งให้การการกุศลบ้าง มันเป็นเรื่องปกติสำหรับบริษัทในยุคสมัยใหม่

แต่การโยนเงินไปอย่างเดียวแล้วบอกว่าทำการกุศลเนี่ย พวกบริษัทแบบนั้นคือต้องการเอาหน้าตาในสังคมเท่านั้นเอง คุณภาพอะไรก็ไม่มีหรอก แล้วคนที่ได้รับเงินจะหาวิธีใช้ถูกไหมก็ไม่รู้

ซูข่านมีแผนว่าจะให้รางวัลแก่คุณครูที่ไปสอนนักเรียนตามหมู่บ้านซะหน่อย พวกเขาจะได้มีกำลังใจในการสอนนักเรียนมากขึ้น

ครูพวกนี้จำเป็นต้องเสียสละอะไรหลายๆ เราควรจะชื่นชมในความอุสาหะของพวกเขา

น่าเสียดายที่ครูแบบนี้มีจำนวนน้อยเกินไปถ้าเทียบกับนักเรียนแล้ว ครูที่มีอยู่จำเป็นต้องดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด

นอกจากนี้แล้วเรื่องการเดินทางไปยังโรงเรียนหมู่บ้านต่างๆอีก กว่าที่จะสามารถเดินทางสะดวกก็ใช้เวลาอีกตั้งหลายปี

ตอนนี้เมืองที่มีถนนตัดผ่านเยอะที่สุดก็น่าจะเป็นปักกิ่งแหละ เดี๋ยวค่อยไปทดลองสร้างโรงเรียนรอบๆนั่นสักหน่อยก็ได้

ลองคิดดูสิการเดินทางไปยังหมู่บ้านในหุบเขายุคปี 1980 นั้นลำบากมากแค่ไหน ถนนราดยางก็ไม่มี ไม่ต้องคิดถึงรถสาธารณะเลยไม่มีแน่นอน

กว่าที่โรงเรียนจะหาครูมาสอนได้รู้ไหมว่ามันยากแค่ไหน และยิ่งหาครูที่เก่งในการสอนเด็กอีก ยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเลย

มันยากซะยิ่งกว่ายากอีก

การเดินทางจากตัวเมืองไปยังหมู่บ้านอาจจะใช้เวลาถึง 1 วันเต็มๆ เพราะฉะนั้นครูที่ไปสอนส่วนใหญ่ก็มักพักกับชาวบ้านในหมู่บ้านเลย

เพราะฉะนั้นโรงเรียนถมต่างๆที่จะเปิดขึ้นมา ซูข่านเลยบอกจ้าวชิงชิงให้จัดการครูอาสาที่จะยินดีไปสอนยังไงล่ะ เขาพร้อมสนับสนุนค่าเดินทางกับค่าอาหารให้อยู่แล้ว

แต่ครูอาสามันใช้ได้เฉพาะในระแวกหนานจิงเท่านั้นเอง นักศึกษาจากมหาวิยาลัยชิงหวาคงไม่อยากเดินทางข้ามจังหวัดไปสอนกันสักเท่าไหร่หรอก

ดังนั้นแผนโรงเรียนประถมที่จะหาครูมาสอนด้วยเนี่ย จำเป็นต้องค่อยๆขยายทีละขั้น หากว่าสร้างโรงเรียนพร้อมกันทีเดียว 100 แห่งเลยได้ไหม

แน่นอนระดับซูข่านเขาสามารถสร้างถึง 1,000 แห่งด้วยซ้ำ แต่คุณภาพของโรงเรียนมันจะไม่ดีนี่น่ะสิ ซูข่านเลยอยากจะทดลองกับโรงเรียนรอบๆหนานจิงก่อน 20 ที่

จากนั้นก็ค่อยๆขยายไปยังเมืองข้างๆ แล้วก็จังหวัดข้างๆ ไปยังมณฑลต่อไปอีก นี่คือแผนระยะยาวอีกหลายปีสิบที่ซูข่านวางเอาไว้

"เราต้องไม่รีบ"

ซูข่านเตือนตัวเองเบาๆ ยังมีงานอีกเยอะที่เขาต้องทำ จะให้มาโฟกัสกับโรงเรียนอย่างเดียวมันก็ไม่ได้

การขยายโรงเรียนโดยไม่มีคุณภาพมันก็ไม่ต่างอะไรจากบริษัทที่โยนเงินลงไปแล้วบอกว่าทำการกุศลหรอก

แน่นอนว่ายังมีเด็กๆอีกหลายคนที่ขาดโอกาสได้รับการศึกษาพวกนี้ แต่ยังไงก็ต้องใช้เวลาอยู่ดี

อีกไม่กี่วันข้างหน้า ตลาดอสังหาฯในเซียงเจียงก็เริ่มน่าจะทรงตัวอยู่ได้ด้วยการประกาศช่วยเหลือจากบริษัทยักษ์ใหญ่และตระกูลต่างๆ ความตื่นตระหนกของผู้คนที่ครอบครองอสังหาฯก็น่าจะลดลง

ตอนนั้นราคาของอสังหาฯก็น่าจะนิ่งสักพัก จากนั้นราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จางหม่านเองก็จะได้รับชื่อเสียงมากขึ้นอีกหากว่าราคาของอสังหาฯกลับไปอยู่ในจุดที่มันควรจะเป็น

"พี่สามครับ ทุกอย่างพร้อมแล้วครับ"

ทันใดนั้นซงหมิงเจียงก็ได้เดินเข้ามาและพูดกับซูข่านด้วยความเคารพ

"ไปกันเถอะ"

ซูข่านพยักหน้าพร้อมเดินออกจากห้อง หน้าบ้านมีรถจอดอยู่สองคัน เป็นรถฮัมเมอร์ขนาดใหญ่ที่เห็นได้ตามในหนังทั่วไป หลายๆคนจะรู้จักกันในชื่อของรถฮัมวี่

แต่รถฮัมวี่นั้นเป็นรถที่ใช้ในสถานการณ์สงคราม โดยตัวรถฮัมวี่นั้นจะสามารถนำไปใช้งานได้ทุกสภาพพื้นผิว ภายในรถก็กว้างขว้าง จะทำเป็นรถติดอาวุธหรือจะเป็นรถพยาบาลก็ได้

ด้วยคุณภาพของตัวรถฮัมวี่นั้นดีมากๆ หลายคนจึงอยากจะนำรถฮัมวี่มาใช้ในชีวิตประจำวัน ทางฮัมเมอร์จึงได้ผลิตรุ่นที่คล้ายกันออกมา

ฮัมเมอร์ถือว่าเป็นรถกระบะที่ดีที่สุดในโลก เหมาะแก่การขับไปผจญภัยต่างๆ ตัวรถนั้นสามารถบุกป่าผ่าดงได้โดยไม่มีปัญหา แถมยังขับรถลุยน้ำได้อีก

นับตั้งแต่ซื้อบ้านหลังนี้มา จางหม่านก็อยากจะซื้อรถยนต์ต่างๆมาไว้ที่บ้าน วันไหนอยากจะนั่งรถเข้าเมืองก็นั่งเบนท์ลีย์ วันไหนอยากจะไปทำกิจกรรมก็นั่งฮัมเมอร์

แต่ซูข่านก็ได้หยุดแผนการของจางหม่านในการซื้อรถทันที เขาไม่อยากให้พื้นที่สวนในบ้านของเขาต้องเต็มไปด้วยรถหรูจำนวนมาก นี่มันบ้านนะไม่ใช่โชว์รูม

ซูข่านขึ้นไปยังรถฮัมเมอร์และตัวรถก็ได้ขับออกจากบ้านไป

ประมาณ 10 นาที รถก็ได้ขับมาที่เชิงเขา รอบๆของรถตอนนี้เต็มไปด้วยทุ่งนาผืนสีเขียว ซึ่งขนาดของมันนั้นกว้างสุดลูกหูลูกตา

การเกษตรของที่เซียงเจียงนั้นดีกว่าฝั่งแผ่นดินใหญ่มาก ที่นี่สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 3 ครั้ง

ถ้าพูดถึงเซียงเจียง หลายคนก็มักจะนึกถึงแต่ตึกสูงใหญ่ ที่จริงรอบๆเมืองเซียงเจียงเต็มไปด้วยพื้นที่เกษตรกรรมทั้งนั้น สามารถมาสูดอากาศบริสุทธิ์รอบๆเมืองได้

จากนั้นประมาณ 10 นาที รถก็ได้มาถึงยังสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นบ้านสวนหลักเล็กๆที่มีสวนอยู่รอบๆ บรรยากาศของบ้านหลังนี้ทำให้รู้สึกถึงบ้านในชนบท

ที่ประตูบ้านก็มีแผ่นป้ายเขียนไว้อยู่

"บ้านสวนตันหยี่"

ชื่อของบ้านหลังนี้ถูกคิดโดยซูข่านเอง จากนั้นจางหม่านก็ได้จัดการหาคนมาแกะสลักชื่อไว้บนแผ่นไม้อันนี้

บ้านสวนหลังนี้มีสภาพแวดล้อมที่ดีมากๆ บรรยกาศโดยรอบก็เหมาะแก่การมาพักผ่อน ซูข่านได้ซื้อบ้านหลังนี้ไว้ใช้ในการตกปลาและมาผ่อนคลายที่นี่

ทันทีที่รถหยุดซูข่านก็ก้าวเท้าลงจากรถช้าๆ

"เอาของลง"

ซูข่านมองเห็นซงหมิงเจียงที่ลงจากรถ เขาก็รีบพูดกับซงหมิงเจียงทันที นอกจากซงหมิงเจียงแล้ว ยังมีพี่น้องของเขาอีก 3 คนที่นั่งรถมาด้วย

ทั้ง 4 คน รวมถึงซงหมิงเจียงทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับซูข่าน

ซูข่านมองไปยังบ้านที่อยู่ตรงหน้า มันค่อนข้างเก่าเล็กน้อย ตอนแรกจางหม่านต้องการที่จะรื้อบ้านหลังนี้ทิ้งและสร้างขึ้นมาใหม่ แต่ซูข่านก็ได้ห้ามเธอไว้

บ้านสไดล์โบราณนี้แหละถึงจะเข้ากับสวนของบ้านหลังนี้ สถานที่เต็มไปด้วยธรรมชาตินั้นไม่ควรที่จะมีสิ่งปลูกสร้างที่ทำจากคอนกรีต มันจะทำลายความงดงามของธรรมชาติ

ซูข่านได้บอกให้จางหม่านส่งคนมาดูแลสถานที่แห่งนี้ด้วย

สิ่งที่ซูข่านชอบบ้านสวนหลังนี้ที่สุดก็คือแม่น้ำที่ไหลผ่านหลังบ้าน แม่น้ำนั้นใสสะอาดมาก ซูข่านได้บอกให้จางหม่านจัดการสร้างทางเดินไม้และท่าเรือไว้ด้วย

พอทุกอย่างสร้างเสร็จ ซูข่านก็พร้อมที่จะมาตกปลาที่นี่ทันที เป็นเวลานานแล้วที่เขาไม่ได้ตกปลา ครั้งล่าสุดก็คือตอนไปนั่งเรือยอร์ชกับพนักงาน

ซูข่านไม่อยากที่จะนั่งเรือออกทะเลไปตกปลา มันยุ่งยากเกินไป

ซูข่านเดินไปยังหลังบ้านสวนทันที ซงหมิงเจียงและคนอื่นๆก็ได้ถือของตามหลังซูข่านอยู่ไม่ห่าง

ระหว่างทางซูข่านก็มองไปยังทางเดินไม้ที่เพิ่งทำขึ้นมาใหม่ ผิวและสีของมันถูกขัดออกมาอย่างสวยงาม นอกจากนี้แล้วที่สุดทางเดิน มีศาลาเล็กๆอยู่ติดกับแม่น้ำ

สถานที่ด้านหลังบ้านสวนนี้งดงามมาก

"นี่ครับพี่สามเบ็ดตกปลากับไส้เดือน"

ซงหมิงเจียงวางอุปกรณ์ตกปลาลงข้างๆซูข่าน จากนั้นเขาก็ยกเก้าอี้ตัวเล็กมาให้ซูข่านได้นั่ง

ซูข่านหยิบคันหยิบขึ้นมาและนั่งลงไปที่เก้าอี้ แม้ว่าช่วงเดือนนี้อุณหภูมิตอนกลางวันจะสูงมาก แต่ศาลาไม้ที่สร้างขึ้นมานั้น ก็สามารถบดบังแสงอาทิตย์และให้ความร่มเย็นข้างในได้

"ปึ้ก"

ซูข่านหยิบไส้เดือนขึ้นมาติดไว้กับตะขอเบ็ตดกปลา จากนั้นก็โยนลงแม่น้ำและเอนหลังพิงกับเก้าอี้

มีลมเย็นอ่อนๆพัดมาเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศใต้ศาลาริมแม่น้ำเย็นสบาย

ซูข่านหันหน้าไปยังซงหมิงเจียงที่ยืนอยู่ด้านข้างและพูดด้วยรอยยิ้ม

"นายว่าฉันจะตกปลาในแม่น้ำนี้ได้ไหม?"

"พี่สามตกได้อยู่แล้วครับ ขนาดตัวใหญ่ในทะเลพี่สามยังตกได้เลย นับประสาอะไรกับปลาแม่น้ำ"

ซงหมิงเจียงตอบด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

"ฮ่าๆๆ"

ซูข่านหัวเราะออกมาเสียงดังและพูดต่อ

"วันนี้ดูเหมือนจะได้ปลาตัวใหญ่เลย"

"แกร๊กๆ"

ทันใดนั้นเองคันเบ็ดของซูข่านก็กระตุก ซูข่านเลยพูดเสียงดัง

"ไม่ทันขาดคำก็มาแล้ว"

ซูข่านดึงคันเบ็ดด้วยมือทั้งสองข้าง ปลาตัวที่สู้กับซูข่านนั้นมีแรงเยอะมาก ซูข่านอยากที่จะตกปลาตัวใหญ่ๆแบบนี้มานานแล้ว

เช่นเดียวกับกันเหยื่อล่ออื่นของเขา ตอนนี้เขาก็กำลังล่อให้ปลาตัวใหญ่มากินเบ็ดอยู่

จบบทที่ ตอนที่ 298 รอปลาใหญ่กินเหยื่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว