- หน้าแรก
- เศรษฐีหน้าใหม่
- ตอนที่ 228 ที่ดินราคาเท่ากะหล่ำปลี
ตอนที่ 228 ที่ดินราคาเท่ากะหล่ำปลี
ตอนที่ 228 ที่ดินราคาเท่ากะหล่ำปลี
"เอ่อ!”
จางเฉียงตะลึงและพูดกับซูข่านด้วยความประหลาดใจ
"พี่สามครับ ที่ดิน 25 ไร่นี่มันก็ใหญ่มากแล้วนะครับ ผมว่า…"
จางเฉียงยังไม่ได้พูดประโยคสุดท้ายจบ ซูข่านก็ได้พูดขัดจังหวะขึ้นมา
"ที่ดิน 25 ไร่มันน้อยเกินไปจริงๆ นายลองคิดดีๆสิว่านายสามารถทำอะไรกับที่ดินแค่ 25 ไร่ได้บ้าง"
"อึ้ก"
จางเฉียงกลืนน้ำลายอึ้กใหญ่ด้วยความตกใจ
ที่ดินตรงนั้นมันมีเป็นร้อยๆไร่ ตอนแรกเขาคิดว่าจะซื้อที่ดินสัก 10 ไร่ แต่จางเฉียงได้คิดว่ามันดูไม่เพียงพอสำหรับสินค้าปีนี้ เขาเลยเสนอไป 25 ไร่
ตอนแรกจางเฉียงคิดว่าพี่สามจะพอใจ แต่ดูเหมือนว่าพี่สามจะเห็นว่า 25 ไร่ยังคงน้อยเกินไป!!
จากนั้นจางเฉียงก็ได้ทบทวนกับคำพูดของซูข่านคำว่าคิดดีๆ จำนวนที่ดินเขาก็ได้เพิ่มจากตอนแรกแล้ว
จาก 10 ไร่กลายเป็น 25 ไร่ มันน่าจะเพียงพอต่อสินค้าที่มากมายจากเผิงเฉิง หากว่าใหญ่กว่ามันมันน่าจะเสียของเปล่าๆ
"พี่สาม"
จางเจียงตะลึงเล็กน้อย
"จางเฉียง"
ซูข่านได้มองไปที่จางเฉียงและพูดเบาๆ
"นายเป็นคนแรกที่ทำงานร่วมกับกั๋วเฉียงถูกไหม? นายน่าจะรู้ว่าสินค้าตอนแรกพวกเราสามารถขายได้ไหร่ นายจำปริมาณที่ขายตอนนั้นกับตอนนี้ได้ไหม?"
จางเฉียงตอบช้าๆ
"พี่สามครับ ปริมาณสินค้าและยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 เท่าตั้งแต่ผมได้มาทำงานกับพี่กั๋วเฉียงครั้งแรก"
ในตอนนั้นรายได้พวกเขาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 1,000 หยวน ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่เพียงแต่เป็นการนำสินค้ามาขายอย่างเดียว แต่เรวมกับเงินที่ซ่อมวิทยุแล้วขายด้วย
ปัจจุบันตอนนี้มีกำไรต่อเดือนมากกว่าล้านหยวนไปแล้ว มันสูงกว่าแต่ก่อนอย่างน้อย 30 เท่า
ถ้าถามว่าใช้เวลานานแค่ไหนนะเหรอ? จริงๆมันก็ผ่านมาแค่ไม่ถึงปีเลย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้ว จางเฉียงก็เริ่มรู้สึกกดดันตัวเองเพิ่มมากขึ้นอีก อัตราการเพิ่มขึ้นมันรวดเร็วอย่างน่ากลัว ถ้าพี่สามไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ เขาก็คงไม่รู้ว่ายอดขายของเขาได้เพิ่มมาจากแต่ก่อนมาก
"พี่สามครับ"
จางเฉียงพูดอะไรไม่ออก เขาได้แต่มองไปที่ซูข่าน
ซูข่านเลยยิ้มให้และอธิบายช้าๆ
"25 ไร่มันยังน้อยเกินไปจริงๆ ลองคิดดูสิปริมาณเท่าไหร่เราถึงจะไม่ขาดทุน มันเยอะกว่านี้ไม่มากหรอก"
"อีกอย่างหนึ่งที่ดินตรงนั้นมันก็ไม่มีมูลค่าอะไรอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? เอาไปจดทะเบียนบริษัทยังได้เลย"
"ถ้านายไม่รู้ว่าต้องจดทะเบียนยังไง ก็ไปถามกับหวางเอ๋อซะ หมอนั่นรู้เรื่องทั้งหมด"
"เข้าใจแล้วครับพี่สาม"
หลังจากได้ยินซูข่านอธิบายจางเฉียงก็ได้พยักหน้าและพูดต่อว่า
"งั้นเดี๋ยวผมจะรีบไปซื้อที่ดิน 40 ไร่มาจัดการสร้างโกดังเก็บของนะครับ"
"ว่าไงนะ?"
จางเฉียงได้ยินซูข่านถาม เหงื่อจำนวนมากก็ได้ไหลออกมาที่หน้าผากของเขา
ดูเหมือนว่า 40 ไร่ พี่สามก็ยังดูไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ แสดงว่าพี่สามต้องการ 50 อย่างงั้นเหรอ? ไม่สิอย่างพี่สามอาจจะต้องการสัก 60 ไร่เลยก็ได้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้จางเฉียงก็รู้สึกว่าความทะเยอทะยานของพี่สามนั้นสูงกเกินไปจริงๆ พี่สามอาจจะต้องการที่ดิน 60 ไร่ตรงนั้นเลยก็ได้
แต่ที่ดินตรงนั้นมันเป็นแทบชานเมืองนี่สิ หากว่าซื้อไว้ปริมาณเยอะขนาดนี้มันจะขาดทุนเอาที่หลังไหม?
"ราคาที่ดินตรงนั้นถูกพอๆกับกะหล่ำปลีเลย ถ้านายไปซื้อที่อำเภอก็อาจจะได้ราคาที่ถูกกว่านี้อีก นายวางแผนจะเอาตรงนั้นเป็นโกดังเก็บสินค้าไม่ใช่เหรอ?"
"ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าตรงนั้นมันจะสร้างโอกาสให้นายได้มหาศาลเลยนะ นายจะไม่ลงทุนเลยรึไง?"
ซูข่านได้อธิบายช้าๆ
ไม่มีใครรู้หรอกว่าในอนาคต ย่านชานเมืองของหนานจิงจะเต็มไปด้วยอาคารสำนักงานระดับไฮเอนด์มากมายขนาดไหน นอกจากนี้ยังมีอพาร์ทเมนท์ที่หรูหรามากมายอีกด้วย
มูลค่าของอาหารสำนักงานกับอพาร์ทเมนท์แถวนั้นอยู่ที่หลายร้อยล้ายเลยทีเดียว
แต่ในยุคนี้ที่ดินตรงนั้นมันไม่ใช้ประโยชน์อะไรเลย ราคาดินนั้นก็ต่ำเตี้ยจนเกือบจะเท่ากะหล่ำปลีแล้ว เต็มเลยไร่หนึ่งก็แค่ไม่กี่ร้อยหยวน
แล้วแค่ร้อยกว่าหยวนมันกระทบกับเงินของซูข่านมากขนาดไหน? ไม่เลยสักนิดเดียว แค่ยอดขาย KFC กับยอดขายร้านวังหลวงก็สามารถซื้อที่ดินตรงนั้นได้เป็นสิบๆไร่แล้ว
แต่การซื้อที่ดินตรงนั้นทั้งหมดมันจะดูโลภเกินไปหน่อย ในอนาคตหากว่ามีการเปิดเผยคนครอบครองที่ดินหลายร้อยไร่ตรงนั้น ซูข่านกลัวว่ามันจะมีปัญหาตามมาให้เขาปวดหัว
ซูข่านคิดว่ามันจะเป็นการดีที่สุดหากว่าซื้อในปริมาณที่เหมาะสม
ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป สามารถปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าได้
ที่ดินตรงนั้นมันจะมึมูลค่ามาก การซื้อขายที่ดินตรงนั้นมันจะทำเงินคืนให้กับซูข่านมหาศาล
"พี่สามต้องการกี่ไร่เหรอครับ?"
ซูข่านส่ายหัวเพื่อสลัดความคิดของเขาออก จากนั้นก็พูดกับจางเฉียงด้วยร้อยยิ้ม
"100 ไร่ก็พอ"
"100 ไร่!!"
จางเฉียงอุทานออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ
100 ไร่!! ที่ดินขนาด 100 ไร่เนี่ยนะ นี่พี่สามต้องการจะสร้างปราสาทหรือยังไง ทำไมต้องใช้ที่ดินใหญ่ขนาดนั้น
โกดังที่เก็บของพื้นที่ 100 ไร่เนี่ยนะ มันจะสร้างยังไงไหว ถ้าหากว่ามันเป็นจริงขึ้นมาโกดังนั้นจะต้องโคตรของโคตรของโคตรใหญ่แน่ๆ
"ทำไม? ทำไม่ได้เหรอ?"
ซูข่านขมวดคิ้วเล็กน้อยและมองไปที่จางเฉียง
จางเฉียงรีบส่ายหัวทันทีและพูดว่า
"ไม่ครับ ผมสามารถสร้างโกดังใหญ่ขนาด 100 ไร่ได้ แต่พี่จะให้ผมสร้างโกดังขนาดใหญ่อย่างงั้นจริงๆเหรอครับ?"
"มันจะไม่ขาดทุนในภายภาคหน้าใช่ไหมครับ?"
"เอาเถอะ ค่อยๆทำทีละส่วนก็ได้"
ซูข่านส่ายหัว
ขาดทุนอย่างงั้นเหรอ? ไม่เลยมันจะไม่ขาดทุนเลยแม้แต่หยวนเดียว
รู้ไหมว่าการขนส่งลอจิสติกส์ในอนาคตจะพัฒนารวดเร็วขนาดไหน? โกดังเกือบทุกแห่งได้สร้างขึ้นทั่วประเทศเพื่ออะไรกัน?
เพื่อรองรับการขนส่งที่ทั้งในและนอกประเทศอย่างมหาศาลยังไงล่ะ รู้ไหมว่าการขนส่งสินค้านี่มันพัฒนาเร็วจนน่าใจหาย โกดังที่สร้างขึ้นทั่วประเทศยังไม่พอต่อสินค้าเลย พวกเขาต้องสร้างเพิ่มอีกขนาดไหนรู้ไหม
ยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีการพัฒนาการซื้อขายของออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ พวกนี้จะเป็นตัวกระตุ้นการขนส่งลอจิสติกส์เพิ่มขึ้นไปอีก
แล้วถ้าในอนาคตมีที่ดินบริเวณนี้ไว้สำหรับทำโกดังเก็บของจะเป็นยังไง มันน่าตื่นเต้นสุดๆเลย
ยิ่งไปกว่านั้นราคาที่ดินตอนนี้ถูกซะยิ่งกว่าถูกอีก หากไม่ซื้อตอนนี้จะเอาโอกาสที่ไหนมาซื้อ
ต่อให้ซื้อที่ดินมาก่อนและค่อยๆขยายโกดังเป็นระยะๆก็ยังได้ ค่อยๆพัฒนาโกดังตามความเร็วของการขนส่งภายในประเทศนี้
ไม่เพียงแค่นั้น การที่มีโกดังสินค้าขนาดใหญ่ไว้ในครอบครอง มันสามารถสต๊อกของโดยไม่จำเป็นต้องไปเช่าที่คนอื่นอีกด้วย มันเป็นการลงทุนครั้งเดียวที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวที่สุดแล้ว
ปล. เรื่องที่ดินของตอนนี้ทางผู้เขียนได้อธิบายไว้ไม่ชัดเจนอย่างมาก บางบรรทัดก็บอกเป็นตารางเมตร บางบรรทัดก็บอกเป็นเอเคอร์ แต่จากที่ผมไปคำนวนมาแล้วมันจะตีกลมๆประมาณ 100 ไร่นะครับ หากว่าผิดพลาดประการใดจะทำการแก้ไขในภายภาคหน้า ต้องรอให้ทางผู้เขียนอธิบายตรงนี้ให้ชัดเจนก่อนนะครับ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี่ด้วย
ปล.2 สนามหลวงมีเนื้อที่ประมาณ 74 ไร่ โกดัง 100 ไร่ก็ใหญ่กว่าสนามเล็กนิดหนึ่ง