- หน้าแรก
- ป๊ะป๋าฟูลไทม์
- บทที่ 370 - สมัครเรียนโรงเรียนอนุบาลแห่งใหม่
บทที่ 370 - สมัครเรียนโรงเรียนอนุบาลแห่งใหม่
บทที่ 370 - สมัครเรียนโรงเรียนอนุบาลแห่งใหม่
บทที่ 370 - สมัครเรียนโรงเรียนอนุบาลแห่งใหม่
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
พอนึกขึ้นได้ว่าโรงเรียนอนุบาลฉียวิ่นการ์เด้นจะปิดเทอมฤดูหนาวในวันมะรืนนี้ แล้วทางหมู่บ้านจื่ออวี้การ์เด้นก็คงใกล้จะปิดเหมือนกันใช่ไหม แบบนี้ไม่ได้การล่ะ ต้องรีบไปสมัครเรียนให้ลูกสาวไว้ก่อน
เซี่ยเจ๋อไคนั่งไม่ติดเก้าอี้ เขารีบเก็บของ คว้ากระเป๋าถือ แล้วขับรถพุ่งตรงไปยังหมู่บ้านจื่ออวี้การ์เด้นทันที
พอไปถึงหมู่บ้านจื่ออวี้การ์เด้น เซี่ยเจ๋อไคถึงนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ว่า ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสนใจเรื่องโรงเรียนอนุบาลของฝั่งนี้เลย ตอนนี้ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะต้องไปเข้าเรียนที่ไหน
คิดไปคิดมา เขาก็รู้สึกว่าไปถามผู้จัดการสำนักงานขายอย่างเหอเยวี่ยเหยาน่าจะดีกว่า เธอต้องรู้แน่ๆ
ขับรถเลี้ยวไปสองโค้ง ก็มาถึงหน้าสำนักงานขาย เซี่ยเจ๋อไคถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่นี่จัดแต่งเสียสีสันสดใสรับเทศกาล โคมไฟสีแดงลูกใหญ่ถูกแขวนเรียงรายอยู่หน้าประตูสำนักงานขายเป็นแถวยาว มองดูแล้วให้ความรู้สึกเบิกบานใจเหลือเกิน
ธงราวสีสันสดใสถูกโยงเป็นเส้นยาว หลายเส้นพาดผ่านเป็นผืนกว้าง ปลิวไสวไปตามแรงลมหนาว ดูเป็นอิสระและสวยงามมาก
ตอนนั้นเหอเยวี่ยเหยากำลังยืนสั่งการให้พนักงานขายในร้านติดตั้งโคมไฟลูกเล็กอยู่ เธอหันหลังให้เซี่ยเจ๋อไค พลางตะโกนบอกพนักงานที่กำลังทำงานอยู่ว่า "ระวังความปลอดภัยด้วย ฉันบอกไปกี่รอบแล้ว เวลาทำงานก็ให้ตั้งใจทำงาน อย่ามัวแต่คุยจ้อไม่หยุด พอถึงเวลาที่ควรพูดก็ดันเงียบเป็นเป่าสาก ถ้าตกลงมาใครจะรับผิดชอบ ระวังฉันจะหักเงินเดือนพวกเธอนะ"
เซี่ยเจ๋อไคได้ยินเสียงตะโกนของเธอแล้วก็ถึงกับหลุดขำออกมา "ผู้จัดการเหอ ที่นี่ฉลองปีใหม่กันเร็วจังเลยนะครับ"
จู่ๆ ได้ยินเสียงคนพูดดังขึ้นมาจากข้างหลัง เหอเยวี่ยเหยาถึงกับสะดุ้งตกใจ เธอหันกลับมาพอมองเห็นว่าเป็นเซี่ยเจ๋อไค เธอก็ใช้มือลูบหน้าอกตัวเองเบาๆ ทำท่าทางเหมือนคนขวัญผวา "คุณเซี่ย คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย"
"ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนให้ผู้จัดการเหอช่วยหน่อยน่ะครับ" เซี่ยเจ๋อไคไม่อ้อมค้อม เขาพูดจุดประสงค์ออกไปตรงๆ
"หลังปีใหม่ผมตั้งใจจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว ลูกสาวสุดที่รักทั้งสองคนของผมก็กำลังจะเรียนจบจากโรงเรียนอนุบาลฝั่งนู้นแล้วเหมือนกัน ผมเลยอยากจะมาถามดูว่า โรงเรียนอนุบาลแถวหมู่บ้านเราตั้งอยู่ที่ไหน ผมจะได้ไปสมัครเรียนให้พวกแกไว้ล่วงหน้าเลยน่ะครับ"
"คุณเซี่ยคะ คุณอยากให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาลหรือโรงเรียนเอกชนคะ" หลังจากฟังจบ เหอเยวี่ยเหยาก็เสนอทางเลือกให้เขาสองทาง
เซี่ยเจ๋อไคไม่ได้เรื่องมากอะไร เขาตอบว่า "ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐหรือเอกชน ที่ไหนใกล้บ้านกว่า ผมก็เอาที่นั่นแหละครับ"
เขาไม่เคยคาดหวังให้ลูกสาวต้องมานั่งเรียนรู้อะไรมากมายในวัยที่ควรจะได้วิ่งเล่นสนุกสนาน ถึงแม้ว่าสังคมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะกดดันผู้คนหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่เซี่ยเจ๋อไคก็ยังหวังให้ลูกสาวทั้งสองคนมีชีวิตวัยเด็กที่ผ่อนคลายและมีความสุข ไม่ใช่ต้องมาจมอยู่กับภาระการเรียน การบ้าน และกิจกรรมเสริมทักษะต่างๆ ที่เรียนเท่าไหร่ก็ไม่หมดไม่สิ้น
เด็กตัวแค่นั้น จะไปมีความสนใจอะไรมากมายหลายอย่างขนาดนั้นเชียว ก็แค่ผู้ปกครองเอา 'ความคาดหวัง' ของตัวเองไปยัดเยียดให้พวกเด็กๆ ก็เท่านั้นแหละ
ส่วนเรื่องปัญหาการใช้ชีวิตของพวกเธอในอนาคต เซี่ยเจ๋อไคก็คิดเอาไว้แล้วว่าเขาจะหาเงินเตรียมรถ เตรียมบ้าน และเงินเก็บไว้ให้พวกเธอให้พร้อม ขอแค่พวกเธอไม่เป็นเด็กที่ผลาญสมบัติ ถึงตอนนั้นต่อให้เรียนหนังสืออยู่ในระดับปานกลาง ก็คงจะใช้ชีวิตได้อย่างสบายๆ ไปตลอดรอดฝั่งแล้วมั้ง
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เหอเยวี่ยเหยาได้ยินความคิดแปลกใหม่แบบนี้ เธอกล่าวว่า "โรงเรียนรัฐบาลอยู่ใกล้เรามากกว่าค่ะ เป็นโรงเรียนอนุบาลสังกัดโรงเรียนประถมศึกษาหน่วยงานรัฐประจำเมือง เพิ่งเปิดได้ไม่นานมานี้เองค่ะ แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างก็ถือว่าดีมากเลยนะคะ"
"เอาที่นี่แหละครับ ผู้จัดการเหอ แล้วเรื่องสมัครเรียนนี่มันยุ่งยากไหมครับ" เซี่ยเจ๋อไคเอ่ยถาม
เหอเยวี่ยเหยาตอบว่า "ได้เลยค่ะ หมู่บ้านใกล้ๆ แถวนี้ก็สามารถไปสมัครเรียนที่นั่นได้หมดแหละค่ะ แต่แน่นอนว่ายิ่งไปสมัครเร็วมันก็ยิ่งดี คุณเซี่ยจะไปตอนนี้เลยไหมคะ งั้นเดี๋ยวฉันพาคุณไปเอง รับรองว่าไม่มีปัญหาแน่นอนค่ะ"
"ไม่ต้องใช้โฉนดที่ดินเหรอครับ" เซี่ยเจ๋อไคยังถามย้ำ
เหอเยวี่ยเหยาบอกว่า "โฉนดที่ดินของหมู่บ้านเราก็ยังไม่ได้ทำเรื่องออกให้เลยนะคะ มีแค่สัญญาซื้อขายก็พอแล้วค่ะ ฉันพาคุณเซี่ยไปเอง รับประกันว่าคุณจะได้สมัครเรียนราบรื่นไม่มีสะดุดแน่นอนค่ะ"
เหอเยวี่ยเหยาย้ำจุดนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่ถือเป็นการช่วยคนให้ถึงที่สุดจริงๆ
เซี่ยเจ๋อไคไม่ปฏิเสธความหวังดีของเธอ โรงเรียนอนุบาลสังกัดโรงเรียนประถมศึกษาหน่วยงานรัฐประจำเมืองอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลเลย ไม่ต้องขับรถไปเลยด้วยซ้ำ เขาเดินไปกับเหอเยวี่ยเหยา ออกจากประตูหมู่บ้านแล้วเลี้ยวขวา ไม่ต้องข้ามถนนด้วยซ้ำ โรงเรียนอยู่ตรงหัวมุมฝั่งตะวันออกนั่นเอง พอลองคำนวณดูแล้ว ระยะทางก็พอๆ กับจากบ้านที่หมู่บ้านฉียวิ่นการ์เด้นไปที่โรงเรียนอนุบาลเลย
เห็นได้ชัดว่าเหอเยวี่ยเหยามักจะมาที่นี่เป็นประจำ เธอสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าประตูมาก คุยกันแค่สองสามประโยค เธอก็กดโทรศัพท์ พอปลายสายรับ เธอก็ยื่นโทรศัพท์ให้ รปภ. ไม่นานนัก รปภ. ก็คืนโทรศัพท์ให้เธอแล้วเปิดประตูให้พวกเขาเข้าไป
เมื่อเหอเยวี่ยเหยาพาเซี่ยเจ๋อไคเดินเข้ามาในอาคารเรียน ขึ้นไปบนชั้นสาม ห้องทำงานครูใหญ่ ก็มีผู้หญิงอายุราวๆ สี่สิบปีกำลังนั่งทำงานอยู่ในห้อง
เหอเยวี่ยเหยาแนะนำให้เขารู้จัก "คุณเซี่ยคะ นี่คือเหอซิ่วฉิน ครูใหญ่ของโรงเรียนอนุบาลค่ะ"
หลังจากแนะนำเสร็จ เธอก็หันไปแนะนำเซี่ยเจ๋อไคอีกครั้ง "พี่ฉินคะ นี่คือคุณเซี่ย ลูกบ้านในหมู่บ้านของเราเอง เมื่อหลายวันก่อนเพิ่งจะได้ออกข่าวช่องเมืองฉี แถมยังได้รับการชื่นชมจากรองนายกเทศมนตรีวังด้วยนะคะ วันนี้เขามาสมัครเรียนให้ลูกสาวไว้ล่วงหน้า พี่ดูให้หน่อยได้ไหมคะ"
เหอซิ่วฉินปรายตามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วตอบว่า "ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่ได้หรอก แต่ในเมื่อเธอเป็นคนพามาด้วยตัวเองก็คงต้องได้แหละจ้ะ แต่โรงเรียนอนุบาลของเราก็ใกล้จะปิดเทอมแล้วนะ ถ้าจะมาเรียนก็ต้องรอหลังปีใหม่นู่นเลย"
"ครูเหอครับ เรื่องนี้ผมทราบดี ลูกสาวของผมตอนนี้ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลแถวหมู่บ้านฉียวิ่นอยู่เลย ผมตั้งใจไว้ว่าจะย้ายบ้านหลังตรุษจีนน่ะครับ พอถึงเวลาที่โรงเรียนทางนี้เปิดเทอม ผมก็จะให้แกย้ายมาเรียนที่นี่เลยครับ"
"โรงเรียนอนุบาลฝั่งหมู่บ้านฉียวิ่นการ์เด้นเหรอ ครูใหญ่ที่นั่นชื่อเถียนชิงใช่ไหม" ดูเหมือนว่าเหอซิ่วฉินจะรู้จักเถียนชิงนะ หรือว่าวงการครูอนุบาลเขาก็มีเครือข่ายสังคมของเขาด้วย เซี่ยเจ๋อไคพยักหน้ารับคำ เหอซิ่วฉินกล่าวต่อว่า "ช่วงนี้ทางเรายังมีลูกบ้านย้ายเข้ามาอยู่ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เด็กที่มาเข้าเรียนก็เลยยังน้อยอยู่..."
พอเธอพูดแบบนี้ เซี่ยเจ๋อไคก็เข้าใจแจ่มแจ้ง เขาเพิ่งจะนึกสงสัยอยู่เลยว่าโรงเรียนอนุบาลของรัฐบาลเดี๋ยวนี้มันสมัครเรียนเข้าง่ายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ในความทรงจำของเขานั้น หลายๆ คนที่อยากจะส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลรัฐบาล ต้องไปจับฉลากลุ้นโควตากันเหมือนกับตอนซื้อบ้านเลยทีเดียว
ที่แท้ก็เป็นเพราะคนยังน้อย โรงเรียนก็เลยยังรับนักเรียนไม่เต็มโควตา ในเมื่อยังขาดนักเรียน แล้วจะไปตั้งกฎเกณฑ์กีดกันคนทำไมกันล่ะ ใครมาสมัครก็รับหมดนั่นแหละ
แต่ดูเหมือนว่าเหอซิ่วฉินกับเหอเยวี่ยเหยานามสกุลเหอเหมือนกัน คงจะมีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดอยู่บ้างแหละ
วันนี้เซี่ยเจ๋อไคออกมาแบบเร่งรีบ ตอนแรกที่ออกจากบ้านก็ไม่ได้คิดว่าจะมาจัดการเรื่องสมัครเรียนโรงเรียนอนุบาลให้ลูกก่อนเลย เขาเลยไม่ได้หยิบสมุดทะเบียนบ้านกับสูติบัตรของลูกสาวติดตัวมาด้วย
สุดท้ายก็ต้องอาศัยความจำกรอกข้อมูลของลูกสาวลงไปให้ครบ แล้วก็จ่ายค่าเทอมเพื่อจองโควตาสองที่ไว้ก่อน เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยเอาเอกสารที่เหลือมาส่งให้ครบ
หลังจากจ่ายเงินเสร็จ เซี่ยเจ๋อไคก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาว่า โรงเรียนรัฐบาลนี่มันคือโรงเรียนรัฐบาลจริงๆ ค่าเทอมถูกมาก เก็บค่าธรรมเนียมแค่คนละสองร้อยกว่าหยวน บวกกับค่าอาหารอีกวันละ 6 หยวน ต่อให้เด็กแฝดมาเรียนครบทุกวัน รวมแล้วก็จ่ายแค่แปดร้อยหยวนเท่านั้นเอง ค่าใช้จ่ายของสองพี่น้องรวมกันยังเท่ากับค่าเทอมของเด็กคนเดียวที่โรงเรียนอนุบาลฉียวิ่นเลย
ช่างแตกต่างกันจริงๆ!
ใช้เวลาประมาณ 10 กว่านาที หลังจากสมัครเรียนเสร็จแล้ว เซี่ยเจ๋อไคกับเหอเยวี่ยเหยาก็เดินกลับไปที่หมู่บ้านด้วยกัน เขาเอ่ยปากขอบคุณเหอเยวี่ยเหยาเป็นอย่างมาก
"ผู้จัดการเหอ วันนี้ต้องขอบคุณมากจริงๆ นะครับ"
"โธ่เอ๊ย เรื่องแค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณเซี่ย วันหลังถ้ามีใครอยากจะซื้อบ้าน ก็ช่วยแนะนำลูกค้ามาให้ฉันหน่อยก็พอแล้วล่ะค่ะ" เหอเยวี่ยเหยาบอกจุดประสงค์ของเธอไปตรงๆ
เซี่ยเจ๋อไคหัวเราะร่าแล้วตอบว่า "ผู้จัดการเหอ สบายใจได้เลยครับ ถ้ามีคนรอบตัวผมคนไหนอยากจะซื้อบ้าน ผมจะแนะนำให้เขามาดูที่หมู่บ้านจื่ออวี้การ์เด้นแน่นอนครับ"
พอกลับมาถึงหน้าสำนักงานขาย เซี่ยเจ๋อไคก็เดินจ้ำอ้าวไปที่รถ หยิบเอาไส้กรอกออกมาถุงหนึ่งแล้วยื่นให้เหอเยวี่ยเหยา เขากล่าวว่า "ผู้จัดการเหอ นี่เป็นไส้กรอกที่ผมทำเองน่ะครับ เรื่องความสะอาดนี่ไม่ต้องห่วงเลย ใกล้จะปีใหม่แล้ว ผมก็ไม่มีของดีๆ อะไรจะให้ คุณก็รับเจ้านี่ไปชิมดูละกันนะครับ"
"โอ๊ย คุณเซี่ยก็เกรงใจกันเกินไปแล้วค่ะ ฉันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมายขนาดนั้น ของนี่ฉันรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ" เหอเยวี่ยเหยาพยายามปฏิเสธ แต่เซี่ยเจ๋อไคก็ยืนกรานให้เธอรับไว้ให้ได้
หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จแล้ว เซี่ยเจ๋อไคก็หยิบกุญแจขึ้นไปเดินดูบ้านชั้นบนสักรอบ ระหว่างทางที่เดินขึ้นมา เขายังได้ยินเสียงโป๊กเป๊กจากการต่อเติมบ้านดังแว่วมาเป็นระยะๆ แต่ก็ถือว่าคนงานตกแต่งบ้านลดลงไปเยอะแล้ว เพราะช่างส่วนใหญ่ต่างก็เร่งรีบกลับบ้านเกิดไปฉลองตรุษจีนกันหมดแล้ว
เซี่ยเจ๋อไคเดินสำรวจดูทุกห้อง เขาสูดจมูกดมกลิ่นแปลกปลอมในห้องอย่างละเอียด ก็ไม่พบกลิ่นเหม็นอะไรเลย แต่บรรยากาศในห้องก็ยังคงมีความเย็นเยียบอยู่บ้าง นี่เป็นผลมาจากการที่เพิ่งจะตกแต่งเสร็จใหม่ๆ เอาไว้ให้แสงแดดส่องเข้ามาเยอะๆ หน่อยก็คงจะดีขึ้น
หลังจากออกจากหมู่บ้านจื่ออวี้การ์เด้น เซี่ยเจ๋อไคก็ชำเลืองมองไส้กรอกที่ถูกแบ่งใส่ถุงพลาสติกใสอย่างดีอีกห้าถุงที่เหลือในกระโปรงท้ายรถ
เขาคงกินเองไม่หมดเยอะขนาดนี้หรอก ต่อให้เอากลับบ้านไปก็คงเหลือทิ้งเปล่าๆ สุดท้ายพอลองคิดดูแล้ว เวลาตอนนี้ก็ยังเหลือเฝือ เขาเลยตัดสินใจโทรศัพท์หาพี่ใหญ่กับพี่รอง พอถามดูปรากฏว่าทั้งสองคนอยู่ด้วยกันพอดี และกำลังอยู่ที่เมืองโจวเฉิงนี่เอง
ช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้ เซี่ยเจ๋อไคบอกพวกเขาว่ากำลังจะไปหา พอวางสายเขาก็ขับรถมุ่งหน้าไปทางเมืองโจวเฉิงทันที
สี่สิบนาทีให้หลัง เซี่ยเจ๋อไคก็ไปถึงที่นั่นทันเวลาก่อนมื้อเที่ยงพอดี พี่ใหญ่กับพี่รองก็ไม่ได้มีธุระอะไรทำ พวกเขายังถามเซี่ยเจ๋อไคด้วยซ้ำว่าช่วงนี้กำลังยุ่งอยู่กับเรื่องอะไร
พอรู้ว่าเซี่ยเจ๋อไคตั้งใจขับรถเอาไส้กรอกมาส่งให้พวกเขาโดยเฉพาะ พี่ชายทั้งสองคนก็ถึงกับพูดไม่ออกไปเลย
ตอนเที่ยงพวกเขาก็รั้งเซี่ยเจ๋อไคไว้กินข้าวด้วยกัน พี่ใหญ่เซี่ยอวิ๋นเฟยตอนแรกกะจะชวนเซี่ยเจ๋อไคดื่มเหล้าสักหน่อย แต่เซี่ยเจ๋อไคขับรถมา แถมช่วงบ่ายยังมีธุระต้องไปทำอีกเยอะแยะ เขาจึงไม่กล้าแตะเหล้าเลยจริงๆ
"ฉันบอกคุณหยางไปแล้วนะ ว่าหลังปีใหม่จะให้เขาเข้ามาเริ่มงานตกแต่งบ้านให้เลย" เซี่ยอวิ๋นฮุยเอ่ยขึ้น
พี่ใหญ่เซี่ยอวิ๋นเฟยก็รู้เรื่องนี้แล้วเหมือนกัน เขามองดูน้องชายคนนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา ในใจคิดว่าน้องชายคนนี้ช่างมีความสามารถเหลือเกิน
แถมยังไปร่วมลงทุนเปิดบริษัทตกแต่งภายในอีก เครือข่ายเส้นสายที่อยู่เบื้องหลังก็ช่างสลับซับซ้อน มีคนรู้จักอยู่ทุกวงการจริงๆ
ที่สำคัญที่สุดคือ เขามักจะไม่เคยทำตัวหยิ่งยโสโอ้อวด และยังคอยช่วยเหลือแก้ปัญหาให้ครอบครัวอยู่อย่างเงียบๆ เสมอ
เซี่ยเจ๋อไคโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน เขาพูดว่า "พี่ครับ ผมแพลนไว้ว่าจะย้ายบ้านเดือนมีนาคมนี้นะครับ ถึงเวลานั้นถ้าคุณปู่รักษาตัวเสร็จ ผมก็จะไปรับคุณปู่มาอยู่ด้วยสักพักนึง"
"น้องพี่ ไอเดียนี้เข้าท่าเลย ที่บ้านนายมีห้องว่างเยอะอยู่แล้ว รอจนกว่าบ้านฉันจะตกแต่งเสร็จ เราก็อยู่ตึกเดียวกัน ให้คุณปู่สลับไปพักบ้านโน้นทีบ้านนี้ทีก็คงจะดีเหมือนกัน" เซี่ยอวิ๋นฮุยเห็นด้วยกับความคิดนี้
ส่วนเซี่ยอวิ๋นเฟยก็เสนอตัวว่า "เจ๋อไค ตอนที่นายจะย้ายบ้านก็โทรมาบอกฉันด้วยนะ เดี๋ยวฉันจะไปช่วย"
เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย เซี่ยเจ๋อไคตอบตกลงทันที
ช่วงบ่ายหลังจากกลับมาจากเมืองโจวเฉิง เซี่ยเจ๋อไคก็แวะกลับบ้านก่อน เขาหิ้วไส้กรอกขึ้นไปบนห้องสองถุง พอถึงบ้านเขาก็เอาไปล้างน้ำทำความสะอาดถุงหนึ่ง แล้วใส่ลงในหม้ออะลูมิเนียม เติมน้ำจนท่วมไส้กรอก ตั้งเวลาไว้ แล้วก็เริ่มต้มเลย
งานนี้เป็นงานที่ค่อนข้างยุ่งยาก ต้องใช้เวลาต้มนานเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว
ระหว่างที่รอและได้กลิ่นหอมลอยมา เซี่ยเจ๋อไคก็ว่างจนไม่มีอะไรทำ เลยเปิดทีวีดูภาพยนตร์ทางช่องหกสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี กว่าจะถึงเวลาที่ตั้งไว้ เซี่ยเจ๋อไคก็รีบไปปิดเตาแก๊ส สวมถุงมือพลาสติกกันเปื้อนที่มือขวา แล้วหยิบไส้กรอกขึ้นมาหนึ่งชิ้นอย่างไม่ลังเล เขาไม่สนด้วยซ้ำว่ามันจะร้อนแค่ไหน ทิ้งไว้ให้เย็นลงนิดหน่อย เขาก็กัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
"หอมจริงๆ!" เขาเอ่ยชม
[จบแล้ว]