- หน้าแรก
- ระบบตบหน้าเทพเซียน: ข้าคือมารร้ายที่โลกต้องจดจำ
- บทที่ 28 - ชายหนุ่มเผ่าอสูร!
บทที่ 28 - ชายหนุ่มเผ่าอสูร!
บทที่ 28 - ชายหนุ่มเผ่าอสูร!
บทที่ 28 - ชายหนุ่มเผ่าอสูร!
"ผู้มีวาสนา เจ้าเต็มใจจะรับการสืบทอดวิชาของข้าหรือไม่"
ภายในวิหารโบราณ เสียงที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกของราชันโอสถกู่หยางดังขึ้นอย่างเชื่องช้า ราวกับเสียงของค่ายกลที่ปราศจากความรู้สึกใดๆ และสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่หยางซิวท่ามกลางสีหน้าอันซับซ้อนของทุกคน!
"เจ็บใจนัก บัดซบเอ๊ย ทำไมท่านราชันโอสถกู่หยางถึงเลือกไอ้เด็กนี่เป็นผู้สืบทอด!"
จ้าวเสี่ยนที่อยู่ไม่ไกลหน้าเขียวคล้ำจนแทบจะคั้นน้ำออกมาได้ จำได้ว่าเมื่อสองวันก่อนตอนที่เจอกันครั้งแรกในเทือกเขาสัตว์อสูร อีกฝ่ายเพิ่งจะอยู่แค่วิญญาณยุทธ์ขั้นหนึ่ง ทว่ากลับใช้พลังวิญญาณยุทธ์ขั้นหนึ่งเอาชนะเขาได้
เวลาผ่านไปเพียงสองวัน หยางซิวไม่เพียงทะลวงผ่านไปได้ถึงสามขั้น แต่ยังใช้พลังระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นสี่เอาชนะจ้าวควงอู๋ได้อีก!
ความเร็วในการเติบโตที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ อย่าว่าแต่ในราชวงศ์เลย ต่อให้มองไปทั่วทั้งตงโจวก็คงหาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว
บางทีหยางซิวในตอนนี้อาจจะเป็นแค่แมลงตัวเล็กๆ ในสายตาตระกูลจ้าว ทว่าด้วยความเร็วในการเติบโตของเขา ไม่แน่ว่าในอีกไม่ช้าเขาอาจจะกลายเป็นภัยคุกคามที่ตระกูลจ้าวต้องหันมาให้ความสำคัญ
และตอนนี้อีกฝ่ายยังได้รับการยอมรับให้เป็นผู้สืบทอดของราชันโอสถกู่หยางอีก!
ในใจของจ้าวเสี่ยนเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ทว่ากลับทำอะไรไม่ได้ ได้แต่หันไปมองจ้าวควงอู๋อย่างระแวดระวัง
"ท่านราชันโอสถ เลือกข้า เลือกข้าสิ! ข้าต่างหากที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาคนทั้งหมดที่นี่!"
"เลือกข้า ข้าจ้าวควงอู๋ขอสาบานว่าจะสร้างศาลเจ้าให้ท่านในตระกูล และจะจุดธูปบูชาท่านไปตลอดกาล!"
พอได้ยินว่าราชันโอสถกู่หยางเลือกหยางซิว สีหน้าของจ้าวควงอู๋ก็ยิ่งย่ำแย่ลง เขาแหกปากร้องตะโกนอย่างลนลาน ทว่าไม่ว่าเขาจะตะโกนดังแค่ไหน สายตาของราชันโอสถกู่หยางบนบัลลังก์ก็ยังคงจับจ้องไปที่หยางซิวเพียงผู้เดียว
"สมแล้วที่เป็นท่านราชันโอสถกู่หยาง สายตาแหลมคมยิ่งนัก ในบรรดาพวกเราทั้งหมดพี่หยางซิวคือคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดจริงๆ"
"ใช่แล้ว เขาได้รับการยอมรับจากราชันโอสถ ข้าไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด"
"ขอแสดงความยินดีกับพี่หยางซิวด้วย มีมรดกตกทอดของราชันโอสถกู่หยางอยู่กับตัว อีกไม่นานท่านจะต้องสั่นสะเทือนไปทั่วราชวงศ์แน่!"
สิ้นเสียงการตัดสินใจของราชันโอสถกู่หยาง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังกระหึ่มขึ้นในหมู่คน เมื่อเทียบกับพี่น้องตระกูลจ้าวที่หน้าเขียวปัด คนอื่นๆ กลับมีสีหน้าผ่อนคลายและไม่ได้โกรธเคืองกับการตัดสินใจของราชันโอสถเลย ในสายตาของพวกเขา คนที่คู่ควรจะได้รับมรดกตกทอดนี้มีเพียงหยางซิวเท่านั้น
หวังทงและหลี่คั่นพากันปรบมือให้หยางซิวด้วยสีหน้าเลื่อมใส
"หยางซิว ท่านราชันโอสถกู่หยางคือบุคคลอันดับหนึ่งแห่งตงโจวเมื่อร้อยปีก่อนเชียวนะ มรดกตกทอดของเขาคือสิ่งที่อัจฉริยะทั่วทั้งตงโจวต่างเฝ้าฝันถึง การที่เจ้าได้รับการยอมรับจากเขา ขอยินดีด้วยจริงๆ นะ"
ซูหยามองหยางซิวด้วยดวงตาที่เป็นประกายพลางแย้มยิ้มบางๆ
"อ้อ"
สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ เมื่อต้องเผชิญกับมรดกตกทอดของราชันโอสถที่หล่นทับใส่หัว บนใบหน้าของหยางซิวกลับไม่มีความตื่นเต้นดีใจเลยแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าไม่มีรอยยิ้มเลยด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่ตอบรับด้วยคำว่า "อ้อ" อย่างไม่ใส่ใจ
"หยางซิว ท่านราชันโอสถจะมอบวาสนาให้เจ้านะ รีบคารวะท่านสิ!" ซูหยาเห็นท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเขาก็โกรธจนต้องเอ่ยปากดุ
ถ้าเป็นคนอื่นโดนของดีหล่นทับใส่หัวแบบนี้ คงยิ้มแก้มปริไปแล้ว
ทำไมพอเป็นหยางซิวถึงได้ทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ล่ะ
"ผู้มีวาสนา เจ้าเต็มใจจะรับการสืบทอดวิชาหรือไม่"
เสียงของราชันโอสถกู่หยางดังก้องขึ้นอีกครั้ง
"เอ่อ ผู้น้อยก็แค่คนเดินผ่านทางที่ไร้เดียงสาและอ่อนแอเท่านั้น การที่บังเอิญพลัดหลงมาที่นี่เป็นเพียงความบังเอิญล้วนๆ"
"ข้าไม่มีความสนใจในมรดกตกทอดของท่านราชันโอสถเลยแม้แต่น้อย"
ท่าทีของหยางซิวผ่อนคลายอย่างยิ่ง เขาแคะขี้มูกพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เอาอย่างนี้ดีไหม ท่านยกมรดกตกทอดนี่ให้คนอื่นไปเถอะ ส่วนผู้น้อยขอผ่านก็แล้วกัน"
"อะไรนะ!"
เมื่อได้ยินคำพูดของหยางซิว ดวงตาของทุกคนก็เบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา!
นั่นมันมรดกตกทอดของราชันโอสถกู่หยาง อดีตบุคคลอันดับหนึ่งแห่งตงโจวเชียวนะ!
หยางซิวกลับเลือกที่จะปฏิเสธเนี่ยนะ
"ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม" หลี่คั่นอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเอื้อก เขาหยิกศิษย์ที่อยู่ข้างๆ อย่างแรงจนอีกฝ่ายร้องโอ๊ยและหันมามองด้วยสายตาโกรธจัด
หลี่คั่นทำหน้าเจื่อนพลางเอ่ย "ที่แท้ข้าก็ไม่ได้หูฝาด!" จากนั้นเขาก็ชะงักไปและเบิกตากว้าง
หา ปฏิเสธเนี่ยนะ!
สีหน้าของซูหยาเองก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ นางมองเขาด้วยความไม่อยากเชื่อ อดไม่ได้ที่จะทุบตีเขาไปหนึ่งที "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ นั่นมันมรดกตกทอดของท่านราชันโอสถเลยนะ เจ้าจะปฏิเสธได้ยังไง!"
หยางซิวยิ้มบางๆ เขาทอดสายตามองร่างบนบัลลังก์พลางเอ่ย "มรดกตกทอดของราชันโอสถ ข้าไม่สนใจจริงๆ"
แม้ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้มขณะจ้องมองร่างบนบัลลังก์ ทว่าลึกเข้าไปในดวงตากลับทอประกายความเคร่งเครียด กระบี่พยัคฆ์คำรามในมือส่งเสียงร้อง 'วิ้ง' ออกมาอย่างไม่ตั้งใจ ปราณกระบี่ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก่อตัวเป็นเกลียวพายุหมุนวนอยู่รอบตัวกระบี่อย่างเงียบๆ
"ไอ้หนู เจ้าไม่ต้องการจริงๆ งั้นหรือ"
บนบัลลังก์ ใบหน้าที่เคยไร้อารมณ์ความรู้สึกของราชันโอสถกู่หยางพลันปรากฏร่องรอยความโกรธเกรี้ยวขึ้นมา ดวงตาที่เคยว่างเปล่ากลับฉายแววอำมหิต
หยางซิวหน้าเปลี่ยนสี เขารีบดึงซูหยามาหลบด้านหลังพลางตวาดเสียงเย็น "ไม่ต้องการ! เป็นอะไร หูหนวกหรือไง หรือว่าฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่อง!"
"ท่านราชันโอสถ ท่านราชันโอสถ หยางซิวไม่ต้องการ ข้าต้องการ ข้าต้องการเอง!"
"มอบมรดกตกทอดมาให้ข้า มอบมาให้ข้าเถอะ!"
นั่นมันมรดกตกทอดของราชันโอสถเชียวนะ หยางซิวกลับปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า จ้าวควงอู๋อิจฉาริษยาจนแทบจะเป็นบ้า ยามนี้เขาถึงกับตะเกียกตะกายคลานเข้าไปที่หน้าบัลลังก์ หมายจะพุ่งเข้าไปกอดร่างของราชันโอสถ
"ไม่ต้องการงั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นก็ไปลงนรกซะ!"
บนบัลลังก์ ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงและกลายเป็นความเหี้ยมเกรียม เขามองจ้าวควงอู๋ที่คลานเข้ามาเหมือนแมลงด้วยสายตารังเกียจ แขนที่เป็นโครงกระดูกพลันพองโตขึ้น ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อ ทว่าร่างกายทั้งร่างดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้น ไม่หลงเหลือกลิ่นอายของเซียนผู้วิเศษอีกต่อไป กลับถูกแทนที่ด้วยรังสีอำมหิตอันไร้ที่สิ้นสุด
"ตูม!"
หมัดที่พองโตของบุรุษผู้นั้นชกลงมาอย่างแรง แสงสว่างเจิดจ้าสาดกระจายออกไปจนทุกคนลืมตาไม่ขึ้น เสียงระเบิดดังกึกก้อง ฝุ่นควันคลุ้งตลบไปทั่ว!
ท่ามกลางฝุ่นควัน ร่างของจ้าวควงอู๋ถูกชกจนแหลกละเอียด สิ้นใจตายคาที่
บุรุษบนบัลลังก์เตะซากศพของจ้าวควงอู๋ทิ้งไปอย่างไม่แยแส ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและเดินออกมาจากกลุ่มควัน
ยามนี้ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ เรียกได้ว่ากลายเป็นอีกคนหนึ่งไปเลยทีเดียว
นี่คือบุรุษร่างกำยำสูงสองเมตร กล้ามเนื้อทั่วร่างแข็งแกร่งดุจหินผา ดูราวกับหอคอยเหล็กขนาดย่อม
ทุกมัดกล้ามบนร่างของบุรุษผู้นี้แผ่ซ่านคลื่นพลังอันหนักหน่วง ราวกับทุกอณูเซลล์เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้าง
ท่อนบนของเขาปรากฏลวดลายแปลกประหลาดเรียงรายกันอย่างหนาแน่น ลวดลายเหล่านี้ส่องแสงกะพริบอย่างต่อเนื่อง แผ่กลิ่นอายอำมหิตและเร้นลับออกมาไม่หยุดหย่อน
"เกิดอะไรขึ้น!"
"ซี๊ด! เขาไม่ใช่ราชันโอสถกู่หยาง!"
"แรงกดดันนี่มันน่าสะพรึงกลัวมาก ข้าไม่เคยสัมผัสอะไรแบบนี้มาก่อนเลย!"
ทุกคนพยายามลืมตาขึ้นจ้องมองร่างสูงใหญ่ราวหอคอยเหล็กที่เดินออกมาจากฝุ่นควัน ต่างพากันสูดลมหายใจเข้าลึก!
"นี่มัน ปราณอสูรหรือ"
หยางซิวม่านตาหดเกร็ง เขาเคยสัมผัสกลิ่นอายของเผ่าอสูรภายในหอคอยจองจำโลกมาก่อน กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากบุรุษผู้นี้ในเวลานี้ก็คือกลิ่นอายของเผ่าอสูร!
และลวดลายบนร่างของเขาก็คงจะเป็นอักขระอสูรที่ปรากฏขึ้นบนผิวหนังหลังจากใช้พลังวิเศษของเผ่าอสูรนั่นเอง
"เจ้าไม่ใช่ราชันโอสถกู่หยาง!" หยางซิวหมุนควงกระบี่พยัคฆ์คำรามในมือ แววตาดุดันพลางเอ่ยถามเสียงเย็น
"หึหึหึ ราชันโอสถกู่หยาง ก็แค่เศษสวะเผ่ามนุษย์ระดับเทวะคนหนึ่งเท่านั้น ยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าราชันอีก ช่างน่าขำสิ้นดี"
"ถูกต้อง ข้าไม่ใช่ไอ้สวะเผ่ามนุษย์ผู้นี้ แต่ข้าใช้ร่างกายของมันอยู่จริงๆ นั่นแหละ"
บุรุษผู้นั้นหัวเราะเสียงเหี้ยม เขายกมือขึ้นมองร่างกายนี้พลางเอ่ยด้วยความรังเกียจ "เผ่ามนุษย์ก็คือเผ่ามนุษย์ ร่างกายอันต่ำต้อยและอ่อนแอนี้ ไม่อาจรองรับพลังเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของข้าได้ถึงหนึ่งในสิบส่วนด้วยซ้ำ!"
"อะไรนะ แค่หมัดเดียวก็ป่นจ้าวควงอู๋ได้ แถมยังเป็นแค่หนึ่งในสิบของพลังทั้งหมดงั้นหรือ"
ฟังจากน้ำเสียงของคนผู้นี้ นี่เป็นแค่พลังของเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่หลงเหลืออยู่งั้นหรือ
"ซี๊ด!"
"พลังจิตวิญญาณ แถมเจ้ายังเป็นเผ่าอสูร...!"
จู่ๆ หยางซิวก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ เขาตกใจสุดขีดจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึกพลางเอ่ย "เขาหมื่นอสูร! หรือว่า!"
ซูหยาที่อยู่ข้างๆ ก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อได้ยินคำว่า 'เขาหมื่นอสูร' สมองของนางก็ราวกับถูกระเบิด นางเชื่อมโยงเรื่องราวกับภาพจิตรกรรมฝาผนังทองสัมฤทธิ์ที่เห็นด้านนอกอุโมงค์ได้ทันที!
สิ่งที่บันทึกอยู่บนนั้นก็คือศึกเขาหมื่นอสูรเมื่อพันปีก่อน ที่จักรพรรดิเซียนทั้งสิบสี่บุกกวาดล้างเขาหมื่นอสูร!
และคนที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คือเผ่าอสูร
หรือว่า... คนผู้นี้จะเป็นเผ่าอสูรที่รอดชีวิตมาจากศึกเขาหมื่นอสูรในตอนนั้น
"สวรรค์!"
ทั้งสองคนถึงกับสติแตก ศึกเขาหมื่นอสูรเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อพันปีก่อน หากเป็นเช่นนั้นจริง เผ่าอสูรตรงหน้านี้ก็มีชีวิตอยู่มาถึงพันปีแล้วงั้นหรือ
พันปีเชียวนะ ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเทวะในตำนานก็มีอายุขัยแค่สองร้อยปีเท่านั้น
แผ่นหลังของทั้งสองเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ไม่อยากจะคิดเลยว่าคนผู้นี้ในอดีตเคยเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวขนาดไหน
แววตาของหยางซิวเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าอสูรตนนี้จะคล้ายกับมหาจักรพรรดิเฟิงหมัว ตลอดพันปีที่ผ่านมาเขาดำรงอยู่ด้วยรูปแบบของจิตวิญญาณ หลังจากราชันโอสถกู่หยางสิ้นชีพ เขาก็มาสิงสถิตอยู่ในร่างของอีกฝ่าย และอาศัยพลังวิเศษที่ฝืนลิขิตฟ้าของเผ่าอสูรในการสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่
"ปัง!"
ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตะลึง บุรุษผู้นั้นก็กระทืบเท้าลงบนพื้นจนแตกกระจาย ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ พุ่งตรงเข้าไปหาศิษย์สำนักมังกรฟ้าคนหนึ่งแล้วใช้มือใหญ่ตะปบลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ศิษย์ผู้นั้นหน้าถอดสี เขาเพิ่งจะขยับตัวหลบก็พบด้วยความสิ้นหวังว่า ไม่ว่าจะหลบไปทางไหนกลิ่นอายของเขาก็ถูกล็อกเป้าหมายเอาไว้แน่นหนา มือใหญ่นั้นดูเหมือนจะเชื่องช้าทว่ากลับกว้างใหญ่ดุจแผ่นฟ้า ไม่ว่าจะหนีไปทางไหนก็ไม่มีทางรอดพ้น
เสียงระเบิด 'ตูม' ดังกึกก้อง ศีรษะของศิษย์ผู้นั้นถูกมือใหญ่บีบจนแหลกคามือ ของเหลวสีขาวปนแดงสาดกระจายไปทั่ว
"หวงหง!"
พวกหวังทงตะโกนเรียกด้วยความเจ็บปวด ศิษย์ที่ตายไปมีชื่อว่าหวงหง เป็นพี่น้องที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่เข้าสำนัก
คิดไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาตายด้วยน้ำมือของอมนุษย์ผู้นี้!
บุรุษผู้นั้นแค่นเสียงหัวเราะพลางร่ายร่ายมุทรา อักขระเวทสายหนึ่งพุ่งเข้าไปในศพของศิษย์ผู้นั้น ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน ศพของหวงหงก็เหือดแห้งลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นซากศพแห้งกรังในพริบตา โลหิตบริสุทธิ์สายหนึ่งลอยออกมาจากศพ ก่อตัวเป็นเส้นด้ายมารวมกันอยู่บนฝ่ามือ
ท้ายที่สุดมันก็ก่อตัวเป็นลูกแก้วโลหิตขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ
"ชิ พลังสายเลือดแทบจะไม่มีเลย ขยะชัดๆ!"
บุรุษผู้นั้นหน้าตึง เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับผลลัพธ์ของพลังโลหิตที่ได้มา เขาถ่มน้ำลายรดศพและเตะกระเด็นไปอย่างรังเกียจ
ท่าทางนั้นราวกับว่าสิ่งที่เตะออกไปไม่ใช่ศพคนแต่เป็นขยะชิ้นหนึ่ง!
จากนั้นเขาก็ปรายตามองทุกคนอย่างเย็นชา กลืนลูกแก้วโลหิตลงคอในรวดเดียว หลับตาร่ายมุทราและทำการหลอมรวมมันตรงนั้นเลย!
"ไอ้สารเลว อมนุษย์ชั่วช้า!"
เมื่อเห็นสหายรักตายอนาถต่อหน้าต่อตา หวังทงก็ตาแดงก่ำ เขาหมายจะพุ่งเข้าไปสู้ตาย ทว่าศิษย์ที่อยู่ใกล้ๆ รีบดึงตัวเขาไว้แน่น "พี่หวังทง ไอ้มนุษย์อสูรนี่มีที่มาประหลาดลึกลับ อย่าเพิ่งวู่วาม!"