- หน้าแรก
- ระบบตบหน้าเทพเซียน: ข้าคือมารร้ายที่โลกต้องจดจำ
- บทที่ 15 - แกไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้าย!
บทที่ 15 - แกไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้าย!
บทที่ 15 - แกไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้าย!
บทที่ 15 - แกไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้าย!
ครืน!
พลังเพลิงสุริยันปะทะเข้ากับปราณกระบี่อย่างจัง พลังทั้งสองสายม้วนตัวเข้าห้ำหั่นกันจนเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง คลื่นพลังงานแผ่กระจายจากบนลงล่างแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนพัดกวาดไปทั่วสารทิศ!
"ซี๊ด!——"
"อะไรกัน ถึงกับต้านทานกระบี่ของข้าได้เชียวหรือ!"
จ้าวเสี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึก สายตาจ้องเขม็งไปที่หยางซิว ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด!
ทว่าแสงแห่งเพลิงสุริยันนั้นกลับทวีความสว่างเจิดจ้ายิ่งขึ้น พลังงานดูเหมือนจะไร้ที่สิ้นสุด มันค่อยๆ ผลักดันปราณกระบี่ให้ถอยร่นกลับไปทีละน้อย บังเกิดเป็นภาพราวกับว่ามันกำลังจะกลืนกินปราณกระบี่เข้าไปทั้งยวง!
บนเรือรบสายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่วงการต่อสู้ของคนทั้งสอง เมื่อมองเห็นพลังงานที่กำลังปะทะกันทุกคนต่างก็มีสีหน้าตื่นตะลึง พากันรู้สึกว่าภาพตรงหน้านี้มันช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจ้าวควงอู๋ที่ยืนอยู่ข้างกายซูหยา ใบหน้าของเขาฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มลงทันตา เขาสายตาจ้องเขม็งไปที่วงการต่อสู้อย่างไม่วางตา แม้ว่าดูจากภายนอกจ้าวเสี่ยนจะเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดภายในใจของเขากลับเกิดความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ!
บรรดาศิษย์สำนักมังกรฟ้าคนอื่นๆ ก็แตกตื่นกันไปหมด
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ไอ้บ้านนอกที่มีระดับพลังเพียงวิญญาณยุทธ์ขั้นที่หนึ่ง กลับสามารถต้านทานการโจมตีของจ้าวเสี่ยนที่มีระดับพลังถึงวิญญาณยุทธ์ขั้นที่ห้า ซ้ำยังใช้กระบี่วิญญาณระดับสองได้ตรงๆ! หากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองพวกเขาคงไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด
ดวงตาคู่สวยของซูหยาสั่นไหว นางลอบปรายตามองหยางซิวเงียบๆ ก่อนจะพึมพำแผ่วเบา "ในเมื่อเขากำลังใช้ทักษะยุทธ์ระดับห้า เช่นนั้นพลังที่ถูกสูบออกไปย่อมต้องมหาศาลอย่างแน่นอน แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าพลังยุทธ์ของเขาไม่เพียงแต่ไม่ลดลง แต่กลับกำลังเพิ่มพูนขึ้นทีละน้อยกันนะ"
หยางซิวอยู่ระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด หากยืดเยื้อต่อไปคนที่ควรจะได้เปรียบก็คือจ้าวเสี่ยนไม่ใช่หรือ
"เป็นไปไม่ได้ ถึงแกจะใช้ทักษะยุทธ์ระดับห้า แต่อานุภาพของกระบวนท่านี้ก็เทียบเท่ากับทักษะยุทธ์ระดับสามเท่านั้น!"
"อีกอย่างข้าคือยอดฝีมือระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่ห้า ไอ้บ้านนอกอย่างแกอยู่แค่ระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่หนึ่ง จะมาต่อกรกับข้าได้อย่างไร!"
สีหน้าของจ้าวเสี่ยนแข็งค้างไปทันที เขาใช้สายตากวาดมองหยางซิวตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างบ้าคลั่ง สีหน้าราวกับเห็นผีสางก็ไม่ปาน!
ความแข็งแกร่งของไอ้เด็กตรงหน้านี้ช่างประหลาดล้ำนัก แม้จะอยู่เพียงระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่หนึ่ง แต่เมื่อประเมินจากพลังรบแล้วกลับทำให้ตัวเขาที่เป็นถึงระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่ห้ารู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล!
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการที่ไอ้เด็กนี่สามารถควบคุมทักษะยุทธ์ระดับห้าได้จนถึงขั้นบรรลุแก่นแท้ หากไม่มีกระบี่พยัคฆ์คำรามเล่มนี้อยู่ในมือ... เกรงว่าเขาคงไม่มีความมั่นใจที่จะเอาชนะอีกฝ่ายได้เลย!
"เป็นไปไม่ได้งั้นหรือ บนโลกใบนี้มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้กัน ก็แค่แกมันกบในกะลาไม่เคยเห็นโลกกว้างเท่านั้นแหละ ถ้ารู้ตัวว่าโง่ก็อย่าพูดออกมาให้คนอื่นเขาหัวเราะเยาะเอาเลย!"
หยางซิวปรายตาเย็นชามองอีกฝ่าย มือหนึ่งยังคงรีดเร้นปราณมารเร้นลับส่งเข้าไปในเพลิงสุริยันวิหคทองคำ อีกมือหนึ่งก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวภายในวังชะตา ความตื่นตะลึงในใจของเขายิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
เป็นไปตามที่ซูหยาพูดไว้ ดัชนีสามสุริยันถือเป็นทักษะยุทธ์ระดับห้า การนำมาใช้ด้วยระดับพลังเพียงวิญญาณยุทธ์ขั้นที่หนึ่ง ต่อให้ไม่ได้ปลดปล่อยพลังออกมาเต็มที่ แต่ปริมาณพลังงานที่ถูกสูบออกไปก็ยังคงมหาศาลอยู่ดี
ทว่าในยามนี้ความน่าสะพรึงกลัวของคัมภีร์มารกลืนสวรรค์ก็ปรากฏให้เห็นประจักษ์
พลังงานที่เขาสูญเสียไปถูกแบ่งปันไปให้เส้นชีพจรมารทั้งสิบเอ็ดเส้นในวังชะตารับภาระร่วมกัน ผนวกกับการทำงานประสานกันของเส้นชีพจรมาร ทำให้ปราณมารเร้นลับที่สูญเสียไปฟื้นฟูกลับมาด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง ซึ่งมันพอดีกับปริมาณปราณมารเร้นลับที่เขาสูญเสียไปเป๊ะ!
นั่นก็หมายความว่าจนถึงบัดนี้ เขายังคงอยู่ในสภาวะพลังเต็มเปี่ยม!
"หึ!"
สีหน้าของจ้าวเสี่ยนมืดครึ้มลงทันตาราวกับถูกฉาบด้วยหมึกสีดำ เขาตวาดเสียงกร้าว "อย่ามาทำเป็นกำเริบเสิบสานให้มันมากนัก นี่ข้ายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ! วันนี้ข้าจะทำให้แกได้เห็นเป็นบุญตาว่าความแตกต่างระหว่างทายาทตระกูลผู้ดีอย่างข้ากับไอ้บ้านนอกอย่างแกมันห่างชั้นกันขนาดไหน!"
จ้าวเสี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึก การประลองครั้งนี้พวกเขาถึงกับนำทักษะยุทธ์ประจำตระกูลมาเป็นของเดิมพันเชียวนะ!
จะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!
นัยน์ตาของจ้าวเสี่ยนวาบประกายอำมหิต ใบหน้าปราศจากความลังเลใดๆ อีกต่อไป เขาทอดสายตามองกระบี่พยัคฆ์คำราม เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากอาวุธวิญญาณระดับสองในมือความมั่นใจก็คล้ายจะหวนคืนกลับมา เขาส่งเสียงคำรามลั่น "แกเบิกตาดูให้ดี!"
"กระบี่พยัคฆ์คำราม ปลดผนึก!"
ฟุ่บ!
สิ้นเสียงคำรามของจ้าวเสี่ยนแสงวิญญาณบนกระบี่พยัคฆ์คำรามก็ไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ปลดปล่อยแสงสว่างเจิดจ้าบาดตา และจากภายในตัวกระบี่ก็คล้ายกับมีคลื่นพลังระลอกแล้วระลอกเล่าแผ่ซ่านออกมา!
ม่านตาของหยางซิวหดเกร็งวูบ เขาจ้องมองกระบี่พยัคฆ์คำรามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"สวรรค์ เพื่อจัดการกับไอ้บ้านนอกคนนี้ ลูกพี่จ้าวเสี่ยนถึงกับต้องงัดวิชานี้ออกมาใช้เลยหรือ" ผู้คนบนเรือรบต่างเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง มองดูภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
กระบี่พยัคฆ์คำรามของจ้าวเสี่ยนมีชื่อเสียงโด่งดังในสำนักไม่น้อย นั่นเป็นเพราะมันไม่ใช่แค่อาวุธวิญญาณระดับสองธรรมดา แต่มันคืออาวุธวิญญาณระดับสาม!
เพียงแต่กระบี่พยัคฆ์คำรามเคยได้รับความเสียหายในอดีต ทำให้คุณภาพร่วงหล่นจากระดับสามลงมาอยู่ระดับสองและสูญเสียอานุภาพไปมาก
ทว่าในฐานะที่เคยเป็นถึงอาวุธวิญญาณระดับสาม มันจึงยังมีคุณสมบัติแฝงของระดับสามหลงเหลืออยู่ เมื่อปลดผนึกกระบี่พยัคฆ์คำรามแล้วมันจะสามารถปะทุพลังที่เหนือกว่าอาวุธวิญญาณระดับสองออกมาได้ในช่วงเวลาสั้นๆ!
เพียงแต่กระบี่พยัคฆ์คำรามนั้นได้รับความเสียหายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การปลดผนึกแต่ละครั้งย่อมสร้างความเสียหายที่ไม่อาจฟื้นฟูให้แก่ตัวกระบี่ หากใช้บ่อยครั้งเข้ากระบี่วิญญาณเล่มนี้ก็จะแตกสลายไปในที่สุด!
ดังนั้นหากไม่ถึงคราวเข้าตาจนจริงๆ จ้าวเสี่ยนย่อมไม่มีทางงัดไพ่ตายนี้ออกมาใช้อย่างแน่นอน!
"ไอ้หนู ภายใต้การปลดผนึกกระบี่วิญญาณ เพลงกระบี่พยัคฆ์คำรามของข้ามีอานุภาพเทียบเท่ากับทักษะยุทธ์ระดับห้าเลยนะโว้ย ดูซิว่าแกจะรับมือยังไง!"
"จบกันแค่นี้แหละ!"
"เพลงกระบี่พยัคฆ์คำราม พยัคฆ์คำรามสะเทือนพงไพร!"
การปลดผนึกกระบี่วิญญาณทำให้จ้าวเสี่ยนเองก็รู้สึกปวดใจไม่น้อย ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น เขาตวัดกระบี่ในมือขึ้นสูง ปราณกระบี่ดุจคลื่นยักษ์ปะทุออกมาในพริบตา ก่อตัวเป็นเงาพยัคฆ์ร้าย มันแผดเสียงคำรามก้องพร้อมกับพุ่งทะยานเข้าขย้ำเป้าหมาย!
"รู้ผลแพ้ชนะแล้วล่ะ!"
บนเรือรบจ้าวควงอู๋ยกมือกอดอกพลางแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
ภายใต้การปลดผนึกของกระบี่พยัคฆ์คำราม การโจมตีเต็มกำลังของจ้าวเสี่ยนต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่หกก็ยังต้องหลีกทางให้ แล้วประสาอะไรกับไอ้บ้านนอกคนหนึ่งจะไปต้านทานไหว
ขอเพียงแค่กระบี่นี้ไม่อานุภาพรุนแรงเกินไปจนลบตัวตนของหยางซิวหายไปก็พอ ไม่อย่างนั้นเขาจะไปทวงเอาทักษะยุทธ์ระดับห้าจากใครล่ะ
ซูหยาที่ยืนอยู่ข้างกายเขาขมวดคิ้วมุ่น กระบี่ของจ้าวเสี่ยนในครั้งนี้แม้แต่นางเองก็ยังรู้สึกถึงแรงกดดัน นางทอดสายตามองเด็กหนุ่มที่ยืนหยัดอยู่เบื้องล่างท่ามกลางปราณกระบี่อันถาโถม ภายในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วง
ด้วยความสามารถที่บีบให้จ้าวเสี่ยนต้องงัดไม้ตายออกมาใช้ได้ทั้งที่อยู่เพียงระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่หนึ่ง ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของหยางซิวแล้ว
นางไม่อยากให้อัจฉริยะเช่นนี้ต้องมาตายตกไปต่อหน้าต่อตา ทว่าในยามนี้นางทำได้เพียงลอบภาวนาให้หยางซิวสามารถรอดพ้นจากกระบี่นี้ไปได้เท่านั้น
"จบงั้นหรือ มันสมควรจบได้แล้วจริงๆ!"
ปราณกระบี่อันบ้าคลั่งฟาดฟันลงมาประดุจสายน้ำเชี่ยวกรากที่พัดถล่มทลาย!
อานุภาพกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่หกก็ยังต้องหน้าถอดสี
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายของทุกคนก็คือ บนใบหน้าของหยางซิวไม่เพียงแต่จะไร้ซึ่งความตื่นตระหนกหวาดกลัว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกระบี่ของจ้าวเสี่ยน เขากลับปะทุจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันแรงกล้าออกมาเสียอย่างนั้น!
คัมภีร์มารกลืนสวรรค์โคจรอย่างบ้าคลั่งกะทันหัน เส้นชีพจรมารทั้งสิบเอ็ดเส้นภายในร่างกายทำงานเต็มกำลัง หยางซิวตวาดเสียงกร้าวพร้อมกับสืบเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
"ดัชนีสามสุริยัน สองสุริยันไล่ล่าตะวัน!"
พลังเพลิงสุริยันที่ปลายนิ้วหมุนวนพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบนก่อนจะตวัดฟาดลงมาอย่างแรง ตราประทับเพลิงสุริยันสองสายพุ่งทะลวงออกไปในชั่วพริบตา แปรเปลี่ยนเป็นเงาวิหคทองคำสองตนเข้าปะทะกับปราณกระบี่!
ตูม!
เมื่อปะทะเข้ากับปราณกระบี่อย่างจัง เงาวิหคทองคำก็สาดแสงสว่างจ้าบาดตาทันที แสงสว่างและความร้อนพุ่งขึ้นถึงขีดสุดแผ่ซ่านออกไปรอบทิศทาง มันขยายวงกว้างออกไปอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะค่อยๆ แหลกสลายไปภายใต้การบดขยี้ของปราณกระบี่!
"เทียบเท่าทักษะยุทธ์ระดับสี่เชียวหรือ!"
ม่านตาของจ้าวเสี่ยนหดเกร็ง ใบหน้าปรากฏแววตื่นตระหนกขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาตะโกนเสียงเหี้ยม "แต่แค่นี้แกยังคิดจะทำลายปราณกระบี่ของข้าไม่ได้หรอก มันยังไม่พอ!"
"ไม่พองั้นหรือ"
"อันเดียวไม่พอก็เอาไปสองอัน สองอันไม่พอก็เอาไปสามอัน! จนกว่าจะทำลายมันได้นั่นแหละ!"
ในดวงตาของหยางซิวฉายแววหยิ่งผยอง แม้เขาจะยังไม่ได้ก้าวออกจากเมืองโบราณอวิ๋นลั่ว แต่ไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องเข้าไปขับเคี่ยวกับเหล่าอัจฉริยะตระกูลใหญ่ระดับแนวหน้าของราชวงศ์อยู่ดี
จ้าวเสี่ยนแม้จะเป็นศิษย์สำนักมังกรฟ้าและได้รับการยกย่องให้เป็นอัจฉริยะ แต่หากนำไปเทียบกับคนเหล่านั้นแล้ว เขาก็เป็นเพียงคนที่มีความโดดเด่นในหมู่รุ่นเยาว์ตระกูลใหญ่เท่านั้น
ภาพของมู่หรงอวิ๋นเหยาและหยางหลางเทียนผุดขึ้นมาในหัวของหยางซิว เมื่อเทียบกับพวกเขาสองคน จ้าวเสี่ยนก็เป็นแค่เด็กรุ่นเยาว์ตระกูลใหญ่ที่มีดีแค่หน้าตาเท่านั้น
เส้นทางของเขาจะมาจบลงแค่นี้ได้อย่างไร
จ้าวเสี่ยนคืออัจฉริยะแห่งเมืองหลวงคนแรกที่เขาจะเอาชนะ แต่ไม่ใช่คนสุดท้ายอย่างแน่นอน!
กลิ่นอายอันเย่อหยิ่งทระนงประดุจผู้ที่ยืนอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งในใต้หล้าปะทุออกจากร่างของหยางซิว เขาแผดเสียงคำรามลั่น ปลายกระบี่ตวัดวูบ ปราณมารเร้นลับหลอมรวมเข้ากับพลังแห่งทักษะยุทธ์แปรเปลี่ยนเป็นพลังเพลิงสุริยัน มันรวมตัวกันอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งพุ่งทะลุขีดจำกัดแล้วจึงระเบิดออก!
"ดัชนีสามสุริยัน! สามสุริยันสาดส่องหล้า!"
ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของฝูงชน ปลายนิ้วของหยางซิวเปล่งประกายเจิดจ้าประดุจดวงตะวัน เงาวิหคทองคำสามตนเหินทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า พุ่งกระแทกเข้าใส่ปราณกระบี่ที่ฟาดฟันลงมาอย่างดุดัน!
และในเสี้ยววินาทีที่สามสุริยันวิหคทองคำปรากฏตัวขึ้น ห้วงอากาศในบริเวณหุบเขานี้ก็คล้ายกับน้ำเดือดพล่าน มันเดือดพล่านขึ้นมาในชั่วพริบตา
อุณหภูมิในอากาศพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน แม้แต่คนบนเรือรบก็ยังรู้สึกได้ถึงคลื่นความร้อนที่แผ่ซ่านเข้ามา สายตาทุกคู่ต่างเบิกกว้างจ้องมองไปที่วงการต่อสู้ด้วยความตกตะลึง
จังหวะนั้นเองใครบางคนที่มีสีหน้าราวกับเห็นผีสางก็ตัวสั่นงันงก และเกือบจะแผดเสียงตะโกนออกมาด้วยความหวาดหวั่น
"ทักษะยุทธ์ระดับห้า!"
พรึ่บ!
ทุกคนรู้สึกราวกับมีเสียงระเบิดดังอื้ออึงในหัว คล้ายกับกำลังตกอยู่ในความฝัน!
ทักษะยุทธ์ระดับห้า!
ไอ้เด็กนี่ ถึงกับสามารถใช้ทักษะยุทธ์ระดับห้าด้วยระดับพลังเพียงวิญญาณยุทธ์ขั้นที่หนึ่งเนี่ยนะ!
ยิ่งทักษะยุทธ์มีระดับสูงเท่าไหร่ เงื่อนไขและปริมาณพลังงานที่จอมยุทธ์ต้องจ่ายก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย หากจอมยุทธ์ที่ยังไม่แกร่งพอฝืนใช้ทักษะยุทธ์เกินตัว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกทักษะยุทธ์ตีกลับ สถานเบาคือบาดเจ็บสาหัส สถานหนักคือธาตุไฟแตกซ่านจนร่างระเบิดตาย!
ตามหลักการแล้ว ทักษะยุทธ์ระดับห้านั้นอย่างน้อยก็ต้องเป็นจอมยุทธ์ระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่ห้าขึ้นไปจึงจะสามารถใช้งานได้!
แน่นอนว่าอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์โดดเด่นบางคนก็อาจจะสามารถกระตุ้นทักษะยุทธ์ที่เกินกว่าระดับพลังของตนเองได้บ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วขอบเขตที่ก้าวข้ามได้ก็มักจะไม่กว้างมากนัก
แต่หยางซิวผู้มีพลังเพียงระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่หนึ่ง กลับสามารถร่ายทักษะยุทธ์ระดับห้าออกมาได้ ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
"มัวยืนอึ้งอะไรกันอยู่! รีบกางค่ายกลเร็วเข้า! หากการต่อสู้ดึงดูดสัตว์อสูรระดับราชันมาล่ะก็แย่แน่!"
ซูหยาเป็นคนแรกที่ดึงสติกลับมาได้ นางหันไปมองรอบด้านด้วยความตื่นตระหนก เมื่อทักษะยุทธ์ระดับห้าถูกปลดปล่อยออกมา พลังงานอันเดือดพล่านก็แผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง กวาดล้างไปทั่วสารทิศ ไม่รู้ว่ามันส่งคลื่นสะเทือนไปไกลแค่ไหนแล้ว
นางจึงรีบสั่งการให้ทุกคนกางค่ายกลป้องกันในทันที!
ที่นี่คือพื้นที่ชั้นในของเทือกเขาสัตว์อสูร แม้จะยังไม่ถึงเขตที่อันตรายที่สุดในส่วนลึก แต่ก็มีสัตว์อสูรระดับราชันเพ่นพ่านอยู่ หากการต่อสู้ดึงดูดความสนใจของพวกมันมา ย่อมเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวอย่างยิ่ง
หลังจากกางค่ายกลเสร็จสิ้นซูหยาถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ฝ่ามือของนางชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
"ตูม!"
สามสุริยันวิหคทองคำที่แฝงไปด้วยพลังเพลิงสุริยันอันบ้าคลั่งพุ่งกระแทกเข้าใส่ปราณกระบี่ที่ปกคลุมผืนฟ้า ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของฝูงชน ปราณกระบี่ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด!
แผ่นหลังของจ้าวเสี่ยนชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นในชั่วพริบตา เขาเพิ่งจะร้องโหยหวนออกมาก็ถูกพลังเพลิงสุริยันซัดจนกระเด็นลอยละลิ่ว กระบี่พยัคฆ์คำรามในมือส่งเสียงร้องคร่ำครวญยาวนาน ตัวกระบี่หมองคล้ำไร้ประกายก่อนจะร่วงหล่นลงแทบเท้าของหยางซิว
เมื่อทุกคนดึงสติกลับมาได้ จ้าวเสี่ยนก็นอนหมอบกระแตอยู่บนพื้นในสภาพปางตาย ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
"ซี๊ด!"
วินาทีนี้ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบงัน!
จ้าวเสี่ยน พ่ายแพ้แล้วจริงๆ!
บนเรือรบ บรรดาศิษย์ที่เคยมั่นอกมั่นใจในตัวจ้าวเสี่ยนและพากันเย้ยหยันหยางซิวอย่างสาดเสียเทเสียก่อนหน้านี้ ต่างก็ยืนแข็งทื่อเป็นเสาหินกันไปหมด
สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้พวกเขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลย ภายในหัวมีแต่คำว่า "เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้" ดังก้องซ้ำไปซ้ำมา ทว่าเมื่อมองดูจ้าวเสี่ยนที่นอนสลบเหมือดอยู่ตรงหน้า ภาพที่เห็นนี้ก็เป็นการตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย
จ้าวเสี่ยน พ่ายแพ้แล้วจริงๆ!
[จบแล้ว]