เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 134 การเข้าซื้อกิจการสำเร็จ

ตอนที่ 134 การเข้าซื้อกิจการสำเร็จ

ตอนที่ 134 การเข้าซื้อกิจการสำเร็จ


ซูข่านและคนอื่นๆก็ได้เดินเข้ามาในร้านอาหาร การตกแต่งที่นี่แตกต่างกับที่ซูข่านเคยมาในชาติก่อน มันยังดู มีความเก่าและสวยงามไปพร้อมกัน

"คุณซูครับ"

สูเจิ้งเหมาเรียกซูข่านที่กำลังเดินนำอยู่

"คุณซูต้องการพบกับผู้จัดการโรงงานด้วยไหมครับ"

"ไม่เป็นไร"

ซูข่านส่ายหัว เขายังไม่อยากที่จะปรากฎตัวต่อหน้าคนทั่วไปตอนนี้ เขาอยากให้สูเจิ้งเหมากับคนอื่นๆ เป็นตัวแทนของเขาในการทำเรื่องต่างๆ

ซูข่านได้พูดกับสูเจิ้งเหมาว่า

"เหลาสูต้องเป็นคนรับผิดชอบในการเจรจาเรื่องนี้ นายต้องให้ความสำคัญกับคนงานในโรงงานมากที่สุด"

"คนงานเหรอครับ?"

สูเจิ้งเหมาทำหน้ามึนงง

ซูข่านพยักหน้าของเขา

"ใช่แล้ว คนงานพวกนั้นเป็นคนที่มีฝีมือในการทำงาน บางคนอาจจะเป็นนายช่างอาวุโส บางคนอาจจะเป็นช่างเชื่อมที่มีประสบการณ์มากกว่าสิบปี ถ้าได้โรงงานมา คนพวกนี้จะจำเป็นอย่างมาก"

"แต่ถ้าข้อเสนอของเขาไม่ให้คนงานพวกนี้มา เราก็ไม่ต้องไปซื้อโรงงานเขา"

ซูข่านคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อว่า

"ส่วนข้อเสนอของทางเรา"

"ใครที่ไม่อยากจะทำงานต่อหลังจากที่ได้เปลี่ยนเจ้าของโรงงานก็ไม่ต้องยื้อพวกเขา แต่ใครที่จะทำงานกับพวกเราต่อ เราจะขึ้นค่าแรงให้ 30%"

ซูข่านคิดว่าจะขึ้นเงินเดือนเพื่อซื้อใจคนงานพวกนี้

"เยอะไปไหมครับ"

สูเจิ้งเหมาถาม

"ไม่เยอะหรอก"

ซูข่านส่ายหัวของเขา

"ถ้าค่าแรงไม่เยอะพอ คนงานก็จะขี้เกียจที่จะมาทำงานต่อ ไหนจะเปลี่ยนเจ้าของโรงงาน ไหนจะเงินเดือนเท่าเดิม กำลังใจของพวกเขาแทบจะไม่มีแล้ว"

"ได้ครับ"

สูเจิ้งเหมาตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ

ซูข่านได้กระตุ้นสูเจิ้งเหมาครั้งสุดท้าย

"จำไว้ ห้ามให้พวกเขาเอาเปรียบเราเด็ดขาด แล้วถ้าพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติตามข้อเสนอของเราได้ ก็ไม่จำเป็นต้องเจรจาต่อให้เสียเวลา"

"ได้ครับคุณซู ไว้ใจผมได้เลย ผมจะจัดการออกมาให้ดีที่สุด"

สูเจิ้งเหมาหัวเราะ

ซูข่านได้โบกมือให้สูเจิ้งเหมา เขากำลังจะไปทำการเจรจาซื้อกิจการด้วยตัวเขาเองเป็นครั้งแรก

ซูข่านได้เดินไปที่ชั้นสองและมองไปที่หน้าต่าง เขาเห็นเด็กหนุ่มยังคงพูดคุยกับชาวต่างชาติอย่างไม่ตื่นตระหนก

เขาอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความกล้าของเด็กคนนี้

ไม่แปลกใจเลยที่คนๆนี้ในอนาคตถึงสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เขามีความกล้าหาญมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก มีคนที่รู้จักอีก 2-3 ที่เป็นเหมือนกับเด็กคนนี้

ซูข่านและคนอื่นๆได้นั่งที่ริมหน้าต่าง พวกเขาสั่งอาหารมาทานกัน 2-3 จาน และแน่นอนที่ขาดไม่ได้ก็คือปลาจากทะเลสาปแห่งนี้ กินคู่กับเหล้าท้องถิ่นของซูโจวและหางโจว

อาหารอร่อยกับบรรยากาศที่ดี เป็นความรู้สึกดีที่สุดแล้วตั้งแต่ได้ออกมาจากหนานจิง

ไม่นานประมาณ 1 ชั่วโมงสูเจิ้งเหมาก็เข้ามา

สูเจิ้งเหมามองไปที่หน้าของซูข่านและพูดด้วยรอยยิ้ม

"คุณซูช่างเป็นคนที่สุดยอดอะไรแบบนี้"

ซูข่านยิ้มเล็กน้อยและพูดด้วยรอยยิ้ม

"ถ้านายมีเวลาว่างนายช่วยติดต่อจางหม่านที่เซียงเจียงให้หน่อย บอกให้เธอลงทะเบียนโรงงานพวกนี้ เราจะจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมว่านเซี่ยง โดยจะให้โรงงานผลิตสินค้าประเภทเดิมออกมา แต่จะรับทำ OEM ให้กับคำสั่งซื้ออื่นๆอีกด้วย"

โรงงานในประเทศจีนขึ้นชื่อระดับโลกอยู่แล้ว พวกเขารับ OEM สินค้าให้กับแบรนด์ดังๆทั่วโลก

พวกโรงงานที่ชื่อดังระดับโลกก็ได้เม็ดเงินมหาศาลให้กับการรับ OEM สินค้าพวกนี้

ซูข่านไม่ได้อยากให้โรงงานของเขาทำกำไรมหาศาลแบบนั้น เขาคาดหวังแค่จะเปลี่ยนจากโรงงานที่ขาดทุนพวกนี้ให้มีกำไรและสามารถยืนได้ด้วยตัวเองแค่นั้น

ยุคสมัยนี้อุตสาหกรรมในจีนยังคงล้าหลังเกินไป พวกเขาพยายามที่จะสร้างวัตกรรมบ้าๆให้กับองค์กรของตัวเอง พวกเขาขาดความคิดสร้างสรรค์อย่างมาก

ไม่แปลกใจที่ทำไมถึงขาดทุนต่อเนื่องกินเวลาหลายปีจนต้องขายกิจการ รูปแบบการลงทุนต่อเนื่องของยุคนี้ก็แทบจะไม่มีผลต่อสินค้า ผลผลิตใหม่ๆก็ไม่มี ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่แบบเดิมๆ

พอลูกค้าเริ่มเบื่อ สินค้าก็เริ่มขายไม่ออก ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆก็ไม่ได้ผลิตออกมา โลกในยุคที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตก็จะลำบากประมาณนี้

บางบริษัทอาจต้องสูญเสียเงินเป็นร้อยๆล้านหยวนทุกปี มูลค่าของบริษัทก็ไม่ได้เติบโตไปอย่างที่ควร

ในยุคนี้อุตสาหกรรมในจีนเหมือนกับยุคมืด

อย่างไรก็ตามมักจะมีแสงเล็กๆอยู่เสมอต่อให้จะมืดซักแค่ไหน

บริษัทหัวเว่ย ก่อนที่พวกเขาจะเป็นแนวหน้าในวงการเทคโนโลยี พวกเขาก็เคยรับทำ OEM ให้กับสินค้าอื่นมาก่อน ต่อมาพวกเขาได้เลียนแบบเทคโนโลยีพวกนั้น พร้อมกับวิจัยและพัฒนาต่อยอด

จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยี พวกเขากระตือรือร้นที่จะพัฒนาตลอดเวลา แถมงานวิจัยตัวใหม่ที่พัฒนาของเขา แทบจะเปลี่ยนโลกใบนี้ไปเลย

ซูข่านได้เห็นแบบอย่างที่หัวเว่ยได้ทำ เขาไม่คิดที่จะวิจัยและพัฒนาเหมือนกับหัวเว่ย มันจะกินเวลาหลายปี เขาต้องการที่จะซื้อเทคโนโลยีบางอย่างมาให้กับโรงงานแห่งนี้

ถึงจะเสียเงินมากหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไร ค่าแรงในยุคนี้ยังคงต่ำมาก แทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อเขา

หากว่าเป็นในอนาคตข้างหน้า การพัฒนาของประเทศได้ก้าวกระโดดไปมากกว่านี้ การกระทำแบบนี้คงไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉลาดซักเท่าไหร่นัก หากต้องจ่ายค่าเทคโนโลยีพร้อมกับค่าแรง

บางทีซูข่านอาจล้มละลายได้ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

คนงานประมาณ 2 คนต้องจ่ายเงินเดือนให้กับพวกเขาถึงประมาณ 1,000 หยวน แต่โรงงานมีคนแค่สองคนเท่านั้นไหม? ก็ไม่ใช่

แต่ละโรงงานจะต้องมีคนเป็นพันคนอยู่แล้ว รายจ่ายต่อเดือนก็อาจสูงถึงล้านหยวน

แต่ตอนนี้เงินเดือนพวกเขาอยู่ที่เดือนละ 30 หยวน ต่อให้ซูข่านเพิ่มเงินเดือนให้ 30% เงินเดือนพวกเขาก็ได้เพียง 40 หยวนต่อเดือนเท่านั้น

ต่อให้โรงงานแห่งนี้มีคนงาน 1,000 คน ซูข่านก็ต้องจ่ายเงินเดือนละ 40,000 หยวนเท่านั้น

เงินเพียง 1 ล้านก็ยังสามารถจ่ายเงินเดือนให้กับพวกเขาได้ถึง 2 ปี

แล้วซู่ข่านมีเงินแค่ 1 ล้านเท่านั้นรึเปล่า?

เขามีเป็นพันๆล้าน ยุคนี้จะทำอะไรก็สามารถทำได้สะดวกสบาย เพราะค่าแรงยังไม่ได้สูงมาก

"เข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวผมจะรีบโทรหาประธานจางวันนี้เลย"

สูเจิ้งเหมาพูดด้วยความเคารพ

ซูข่านได้ยืนขึ้นและพูดว่า

"โอเค งั้นพวกเราไปกันเถอะ"

พวกเขาทั้งหมดได้เดินออกมาจากร้านอาหาร ซูข่านยังเห็นว่าเด็กผู้ชายคนนั้นยังคงพูดคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่

ซูข่านได้ยินสำเนียงของเด็กผู้ชายคนนั้นแล้ว เขาก็นึกถึงครูที่เคยสอนภาษาอังกฤษให้กับเขา ยุคนี้จะมีสักกี่คนที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้

ซูข่านได้เดินผ่านเด็กและชาวต่างชาติกลุ่มนั้น ชาวต่างชาติกำลังวุ่นวายอยู่กับการถ่ายรูปทะเลสาปซีหู เด็กชายจึงได้ยืนอยู่คนเดียว ซูข่านได้พูดเป็นภาษาอังกฤษว่า

"ภาษาอังกฤษของนายดีมาก นายไม่อายเลยที่จะฝึกภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติพวกนี้ อนาคตของนายจะต้องสดใสอย่างแน่นอน"

"เอ่อ"

เด็กหนุ่มที่มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์เขามองซูข่านด้วยความสงสัย แต่ซูข่านพูดจบเขาก็ได้เดินจากไปทันทีโดยไม่ได้คุยกับเด็กหนุ่ม

จู่ๆก็มีคนมาพูดภาษาอังกฤษกับเขา ถึงแม้ว่าเขาจะฟังรู้เรื่องแต่เด็กหนุ่มคนนั้นก็อยากที่จะจดจำใบหน้าของชายที่พูดกับเขาเมื่อสักครู่ แต่มันก็สายไปแล้วชายคนนั้นได้เดินจากไปแล้ว

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถจำหน้าชายที่พูดกับเขาได้ แต่เขาคงจำคำพูดของได้ทุกประโยค ในอนาคตไม่นานหลังจากที่เขาประสบความสำเร็จ คำพูดนี้ก็ได้อยู่ในบทสัมภาษณ์ของเขา

"ขอบคุณครับ"

เด็กชายหนุ่มตะโกนให้กับหลังของซูข่าน

"ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่มอบให้กับผม ผมจะพยายามฝึกให้เก่งกว่านี้ครับ"

เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กชายหนุ่ม ซูข่านก็ได้ตัวสั่นเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะวางตัวเป็นตั้งอายุเพียงเท่านี้

จบบทที่ ตอนที่ 134 การเข้าซื้อกิจการสำเร็จ

คัดลอกลิงก์แล้ว