- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 891 - สมกับเป็นปราชญ์
บทที่ 891 - สมกับเป็นปราชญ์
บทที่ 891 - สมกับเป็นปราชญ์
บทที่ 891 - สมกับเป็นปราชญ์
บุกเบิกที่ดินรกร้าง...
หลี่ตงหยางและเซี่ยเชียนต่างหันมาสบตากัน ทั้งคู่ต่างตกอยู่ในความตะลึง
หลิวเจี้ยนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกพลางกล่าวว่า "เขาพาลูกศิษย์รวมถึงเหล่าราษฎรไปปลูกธัญพืชทุกหนแห่ง บุกเบิกที่นาชั้นเลิศได้หลายแสนชิ่ง ที่เจียวจื่อโดยเฉพาะแถบจั้นเฉิงนั้น ธัญพืชสามารถเก็บเกี่ยวได้ถึงปีละสองฤดู ได้ผลผลิตรวมหลายล้านตั่ง ยามนี้เสบียงอาหารที่นั่นกองพะเนินเทินทึกเป็นภูเขาเลากาแล้ว"
"..."
หลี่ตงหยางอดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น "หากเป็นเช่นนี้ ปัญหาเรื่องปากท้องของทหารและราษฎรที่อพยพไปเจียวจื่อ ไม่ใช่ว่าจะได้รับการคลี่คลายหรอกหรือ?"
"มันไม่ได้คลี่คลายแค่ปัญหาของพวกเขาหรอกนะ" หลิวเจี้ยนกล่าวต่อ "ยามที่หยุนหนานเกิดภัยแผ่นดินไหว ราชสำนักสามารถสั่งการให้ลำเลียงเสบียงจากเจียวจื่อมุ่งหน้าไปยังหยุนหนานได้ทันที หากเป็นเช่นนี้ มณฑลทางตะวันตกเฉียงใต้จะสามารถพึ่งพาเจียวจื่อที่เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำแห่งท้องทะเลตะวันตกจนพอเพียงแก่ตนเองได้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดียิ่งนัก ไม่เพียงเท่านั้น ในรายงานยังระบุอีกว่าต้นยางพาราที่นำไปจากซีซานเริ่มเติบโตและรอดตายเป็นจำนวนมาก หวังโโส่วเหรินที่เจียวจื่อได้บุกเบิกที่ดินปลูกธัญพืชขนานใหญ่ ทั้งยังหมักสุรา ผลิตยางพารา และปลูกป่าอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาลทรายอีกด้วย นอกจากนี้หวังโโส่วเหรินยังได้ถวายฎีกาฉบับหนึ่งที่มีชื่อว่า 'ฉบับส่งเสริมกสิกรรม' ประเดี๋ยวนะ ข้าขออ่านดูก่อน"
ฉบับส่งเสริมกสิกรรม...
ชื่อนี้ทุกคนต่างคุ้นหูกันเป็นอย่างดี
ราชสำนักมักจะประกาศฉบับส่งเสริมกสิกรรมออกมาเป็นระยะๆ ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน สำนักศึกษาศาสตร์แขนงใหม่เพิ่งจะวิพากษ์วิจารณ์และหัวเราะเยาะเรื่องนี้ไปเสียยกใหญ่ โดยมองว่าเป็นเพียงงานเขียนตามระเบียบราชการที่ไร้แก่นสาร
ทว่ายามนี้ แกนนำคนสำคัญของศาสตร์แขนงใหม่กลับถวายฎีกาส่งเสริมกสิกรรมขึ้นมาเสียเอง
หลิวเจี้ยนก้มหน้าอ่านข้อความนับหมื่นคำในฎีกานั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาไม่กล้าปล่อยให้ตกหล่นแม้แต่ตัวอักษรเดียว เนื้อหาภายในเป็นการแนะแนวทางส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มจากการทำความเข้าใจสภาพที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่ จากนั้นจึงวางแผนจัดสรรแรงงานเพื่อบุกเบิก วิธีการฝึกฝนเจ้าพนักงานที่เชี่ยวชาญเรื่องฤดูกาลและมีความรู้ลึกซึ้งด้านเกษตรกรรม รวมถึงการกำหนดประเภทพืชที่เหมาะสมกับดินแต่ละชนิด
นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมแผนรับมือภัยธรรมชาติและแมลงศัตรูพืชล่วงหน้าอีกด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรแรงงานให้ทันท่วงทีก่อนสภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลง การปรับปรุงเครื่องมือเกษตรตามความเหมาะสม การชลประทาน และการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ ทุกอย่างล้วนถูกจดบันทึกไว้อย่างละเอียดและชัดเจนยิ่งนัก
กระทั่งข้อควรระวังในการปลูกต้นยางพาราหรือการปลูกข้าวเจ้า... ก็ถูกบันทึกไว้หมดสิ้น
หลิวเจี้ยนขมวดคิ้ว อดไม่ได้ที่จะรำพึงออกมา "การปลูกธัญพืช... เขาทำกันถึงเพียงนี้เชียวรึ?"
"อะไรนะ?"
หลิวเจี้ยนส่งฎีกาฉบับนั้นให้หลี่ตงหยาง
หลี่ตงหยางจะเคยปลูกข้าวได้อย่างไร แม้จะมาจากตระกูลบัณฑิตคหบดี แต่เขาก็อ่านตำรามาทั้งชีวิต สภาพทุ่งนาเป็นอย่างไรเขาก็พอรู้บ้าง แต่เรื่องอื่น... ก็ได้แต่จินตนาการเอาเองเท่านั้น
เมื่อเขาพิจารณาดูอย่างละเอียด... ก็ได้แต่ขมวดคิ้วและนิ่งอึ้งไป
เพราะเขาไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลยจริงๆ
เซี่ยเชียนเองก็เหลือบมองดูแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่า "มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้นกระมัง"
"เจ้าเด็กนี่... ช่างเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากจริงๆ" หลิวเจี้ยนเอ่ย "เมื่อก่อนข้าคิดว่าศาสตร์แขนงใหม่เป็นเพียงการสร้างกระแสเรียกร้องความสนใจ แต่ลองดูหวังโโส่วเหรินผู้นี้สิ ในใต้หล้าจะมีสักกี่คนที่ทำได้เช่นเขา? พวกท่านคิดว่าเขาแค่ฉลาดงั้นรึ? ในต้าหมิงของเรา คนที่ก้าวเข้ามารับราชการใครบ้างที่ไม่ใช่บัณฑิตจิ้นซื่อ และใครบ้างที่ไม่ฉลาดหลักแหลม?"
หลิวเจี้ยนทอดถอนใจ "แต่ตั้งแต่สมัยปฐมจักรพรรดิเป็นต้นมา จะมีขุนนางสักกี่คนที่พูดได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ทั้งที่เป็นขุนนางปราชญ์เหมือนกันแท้ๆ แต่เหตุใด... ช่องว่างระหว่างคนกลับกว้างได้ถึงเพียงนี้ หวังโโส่วเหรินผู้นี้... มีความสามารถสูงส่งนัก... เขาอยู่ที่เจียวจื่อ นับได้ว่าเขาเปลี่ยนเจียวจื่อจากดินแดนเถื่อนที่วุ่นวายด้วยสงคราม ให้กลายเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมที่มั่งคั่งขึ้นมาได้..."
หลิวเจี้ยนขมวดคิ้ว "เร่งไปเข้าเฝ้าเถิด ฝ่าบาทควรได้รับทราบข่าวดีนี้เสียที"
............
เมื่อฮ่องเต้หงจื้อทอดพระเนตรฎีกาในพระหัตถ์ พระองค์ก็ทรงตกพระทัยยิ่งนัก พระองค์อดไม่ได้ที่จะตรัสว่า "ใครก็ได้ ไปนำประกาศส่งเสริมกสิกรรมของราชสำนักในอดีตมาให้เราดูที"
เซียวจิ้งไม่รอช้า รีบไปนำปึกประกาศที่เคยแจกจ่ายแก่ราษฎรมาถวาย
ฮ่องเต้หงจื้อก้มพระวรกายลง นำประกาศส่งเสริมกสิกรรมเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับฎีกาของหวังโโส่วเหริน
หากไม่เปรียบเทียบก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอเปรียบเทียบกันแล้ว พระพักตร์ของฮ่องเต้หงจื้อกลับแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
"หวังโโส่วเหรินเป็นบุตรของหวังหัวใช่หรือไม่?"
"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" หลิวเจี้ยนทูล "และยังเป็นลูกศิษย์ของฟางจี้ฟานด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
"ใต้เท้าหวังผู้นั้น เราพอจะรู้จักอยู่บ้าง เขาเป็นบัณฑิตที่ยึดถือความบริสุทธิ์ดีงาม อืม... หากจะให้เขาเขียนฉบับส่งเสริมกสิกรรมขึ้นมา ก็คงไม่ได้ต่างอะไรจากสิ่งที่พวกบัณฑิตฮั่นหลินคนอื่นๆ เขียนหรอก ดูท่าการที่หวังโโส่วเหรินทำได้ถึงเพียงนี้ คงไม่พ้นได้รับอิทธิพลมาจากฟางจี้ฟานผู้เป็นอาจารย์แน่นอน"
ฮ่องเต้หงจื้อตรัสไปพลางทรงครุ่นคิดไปพลาง
ลำพังหวังหัวย่อมไม่มีทางสอนลูกชายออกมาได้เช่นนี้
ทุกคนต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย "พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็คิดเช่นนั้น"
ฮ่องเต้หงจื้อจึงขมวดคิ้ว "เห็นได้ชัดว่าวิธีการสั่งสอนของฟางจี้ฟานนั้นไม่ธรรมดาเลย การที่เราได้เด็กคนนี้มาช่วยแบ่งเบาภาระ นับว่าทำให้เราหมดห่วงไปได้มากทีเดียว"
ตรัสพลางฮ่องเต้หงจื้อก็ทรงปรีดาขึ้นมา "ต่อไปนี้เสบียงจากเจียวจื่อจะสามารถหล่อเลี้ยงมณฑลทางตะวันตกเฉียงใต้ได้ การเก็บเกี่ยวที่นั่นอุดมสมบูรณ์และได้ผลผลิตสูง การที่มีที่ดินทำกินเพิ่มขึ้นมหาศาลเช่นนี้ถือเป็นเรื่องดี ราชสำนักควรจะอพยพราษฎรไปที่นั่นให้มากขึ้น ส่วนหวังโโส่วเหริน ยามนี้เขาน่าจะมีศิษย์หามากมายอยู่ที่เจียวจื่อแล้วใช่หรือไม่?"
"พ่ะย่ะค่ะ มีรายงานว่าเขามีลูกศิษย์ถึงสามพันคน และมีหลานศิษย์อีกนับไม่ถ้วนพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้หงจื้อทอดถอนใจด้วยความซาบซึ้ง "มีคนเหล่านี้อยู่ ก็นับว่าเพียงพอที่จะทำให้เจียวจื่อสงบสุขได้แล้ว"
ฮ่องเต้หงจื้อลุกขึ้นยืนตัวตรง "มีพระบรมราชโองการ หวังโโส่วเหรินมีความดีความชอบในการสั่งสอนและบุกเบิกที่ดิน ให้เรียกตัวกลับเมืองหลวง..." ฮ่องเต้หงจื้อหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง "สั่งให้เขากลับเมืองหลวงเป็นการชั่วคราวเพื่อรับภารกิจสำคัญอื่น เมื่อก่อนเรายังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับเขาอย่างจริงจัง แม้จะเคยพบหน้ากันบ้างแต่ก็ยังไม่เคยสนทนาเป็นการส่วนตัวนานๆ คนที่มีความสามารถเช่นนี้ เราควรจะพบเขาให้ดีสักครั้ง"
พวกหลิวเจี้ยนต่างพากันอึ้งไป
พวกเขาพลันตระหนักได้ว่า ชะตากรรมของคนคนหนึ่งได้เปลี่ยนไปแล้ว
ต้องทราบก่อนว่า หวังโโส่วเหรินถูกส่งไปรับตำแหน่งเจ้ากรมการศึกษาที่เจียวจื่อ แม้ตำแหน่งจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เขาก็ขาดประสบการณ์ในสำนักฮั่นหลินมาอย่างยาวนาน อนาคตข้างหน้าอย่างมากที่สุดเขาก็เป็นได้เพียงเสนาบดีเท่านั้น
ทว่าตอนนี้ต่างออกไป ทันทีที่ถูกเรียกกลับเมืองหลวงย่อมต้องมีการแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ คนผู้นี้... หรือว่าในอนาคต... จะมีโอกาสได้ก้าวเข้าสู่คณะเสนาบดีกันนะ?
หลิวเจี้ยนและหลี่ตงหยางต่างพากันสบตากัน
คนในวัยอย่างพวกเขา ย่อมให้ความสำคัญกับการคัดเลือกผู้สืบทอดเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาย่อมต้องเกษียณราชการ ในอนาคตใครจะก้าวขึ้นมาแทนที่พวกเขานั้น ย่อมเป็นไปได้ทั้งสิ้น
เพราะอย่างไรเสีย เมื่อเกษียณไปแล้ว อิทธิพลย่อมเสื่อมถอย
ตัวอย่างเช่นในหน้าประวัติศาสตร์ หลี่ตงหยางและหยางอีชิงเป็นคนบ้านเดียวกัน เมื่อหลี่ตงหยางเกษียณไปได้ไม่กี่ปีก็ล้มป่วยหนัก ราชสำนักเริ่มหารือเรื่องการมอบสมัญญานามหลังมรณกรรมให้แก่เขา หยางอีชิงจึงทูลขอต่อฮ่องเต้ให้พระราชทานสมัญญานาม 'เหวินเจิ้ง'
เมื่อฮ่องเต้ทรงอนุญาต หยางอีชิงก็รีบไปแจ้งข่าวแก่หลี่ตงหยางทันที ในขณะที่หลี่ตงหยางนอนโรยราอยู่บนเตียง เมื่อได้ยินว่าได้รับนาม 'เหวินเจิ้ง' เขาก็ทราบทันทีว่าเป็นเพราะการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของอัครมหาเสนาบดีหยางอีชิงในขณะนั้น หลี่ตงหยางตื่นเต้นจนถึงกับฝืนลุกขึ้นจากเตียงเพื่อทำความเคารพขอบพระคุณหยางอีชิง
ตำแหน่ง 'เหวินเจิ้ง' นี้ ถือเป็นจุดสูงสุดของขุนนาง ดังคำกล่าวที่ว่า เมื่อมีชีวิตอยู่เป็นถึงราชครู เมื่อสิ้นไปได้รับนามเหวินเจิ้ง หากได้รับเกียรตินี้ หลี่ตงหยางต่อให้ต้องตายไปเดี๋ยวนี้เขาก็ยินดี
ทว่าหากอัครมหาเสนาบดีในอนาคตเป็นคนที่ไม่ถูกชะตากัน เรื่องนี้ย่อมลำบาก อย่าว่าแต่นามเหวินเจิ้งเลย ขอเพียงไม่ถูกขุดคุ้ยเอาเรื่องย้อนหลังก็นับว่าบุญโขแล้ว มีคนตั้งเท่าไหร่ที่สุดท้ายต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนา
สำหรับโอวหยางจื้อนั้น พวกหลิวเจี้ยนทั้งสามคนต่างวางใจอย่างยิ่ง เพราะเขาเป็นคนซื่อสัตย์และสุจริต หากในอนาคตเขาได้เข้าสู่คณะเสนาบดี ต่อให้เขาไม่ได้ดูแลพวกตาแก่อย่างพวกเขาเป็นพิเศษ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่มีทางเหยียบย่ำซ้ำเติมแน่นอน
ทว่าหวังโโส่วเหรินนั้น นิสัยของเขา... ดูจะไม่ค่อยสู้ดีนัก ปกติก็ไม่ค่อยเห็นเขาเข้ามาทักทายปราศรัยเท่าไหร่
เขาจะไหวรึ?
แน่นอนว่า มีเพียงหลี่ตงหยางเท่านั้นที่ดูจะพึงพอใจกับเรื่องนี้ เขาและหวังโโส่วเหรินรู้จักกันมานานแล้ว จะบอกว่าเห็นมาตั้งแต่เด็กก็คงไม่เกินไปนัก
"รับสนองพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!"
ทั้งสามคนต่างก้มศีรษะรับคำ ในยามนี้ เรื่องบัณฑิตคหบดีเสียภาษีเสมอกันได้กลายเป็นเรื่องที่เร่งด่วนที่สุด ถึงตอนนั้นใครจะไปรู้ว่าจะเกิดความวุ่นวายเพียงใด การเรียกหวังโโส่วเหรินกลับมานับว่าเป็นเรื่องดี เพราะลูกศิษย์ของฟางจี้ฟานทุกคน อย่างน้อยที่สุดก็ไว้ใจได้ว่าจะไม่ทำเรื่องให้เสียการ
"โอวหยางจื้อ เดินทางไปอำเภอติ้งซิงแล้วใช่หรือไม่?"
ฮ่องเต้หงจื้อเอามือลูบโต๊ะทรงงาน "ยามที่เขาไม่อยู่ปรนนิบัติข้างกายเรา เราเริ่มจะรู้สึกไม่ชินขึ้นมาบ้างแล้ว"
ตรัสพลางฮ่องเต้หงจื้อก็ทอดพระเนตรไปยังบัณฑิตฮั่นหลินคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไกลออกไป
บัณฑิตผู้นั้นก้มหน้าลง แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งใด
หลิวเจี้ยนอดไม่ได้ที่จะถามต่อ "ฝ่าบาท ไยจึงเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ?"
ฮ่องเต้หงจื้อครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะลดเสียงลงเล็กน้อย ราวกับกลัวจะทำร้ายจิตใจบัณฑิตผู้นั้น "เรารู้สึกว่า... พวกเขาพูดมากเกินไป"
"..."
เรื่องนี้... ก็คงไม่มีทางแก้ไขได้จริงๆ
จะสั่งให้พวกเขาหุบปากก็คงไม่ได้
ฮ่องเต้หงจื้อก้มหน้าลงมองฎีกาของหวังโโส่วเหรินอีกครั้ง "ฟางจี้ฟานยังมีลูกศิษย์อีกกี่คนนะ คนหนึ่งคือสวี่จิงที่ออกทะเลไปแล้วสินะ ไม่เห็นฟางจี้ฟานเอ่ยถึงเขาอีกเลย แล้วยังมีถังหยินอีกคน ถังหยินยามนี้ฝึกทหารเรืออยู่ที่หนิงโป ได้ยินว่ามีผลงานโดดเด่นไม่น้อย เขาออกไปฝึกปรือข้างนอกก็นับว่าเพียงพอแล้ว เรากำลังคิดว่า..."
ฮ่องเต้หงจื้อขมวดคิ้ว "ยามนี้เป็นช่วงที่ต้องการคนทำงาน ให้เรียกเขากลับมาเถิด แล้วให้ลูกศิษย์อีกคนอย่างชิเกิ่งทงไปรับตำแหน่งแทนชั่วคราว ส่วนอีกคนหนึ่ง... คือเจียงเฉินใช่ไหม?"
"พ่ะย่ะค่ะ" หลิวเจี้ยนตอบ
"เรียกกลับมาให้หมด!" ฮ่องเต้หงจื้อแย้มพระสรวล "เราเพียงดูจากหวังโโส่วเหรินผู้นี้ ก็รู้แล้วว่าลูกศิษย์ของเขาล้วนเป็นคนเก่ง ในยามนี้เราจำเป็นต้องพึ่งพาพวกเขา"
ฮ่องเต้หงจื้อหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง "หากพวกเขาอยู่ในเมืองหลวง เราถึงจะวางใจได้มากขึ้น"
"พวกกระหม่อมรับสนองพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้หงจื้อประทับลง "เราควรจะให้โอกาสลูกศิษย์ของฟางจี้ฟานเหล่านี้บ้างแล้ว"
นี่นับว่าเป็นการให้โอกาสหรือไร
หากอำเภอติ้งซิงเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา ข้างกายฝ่าบาทจะยังเหลือใครให้เรียกใช้ได้อีกกันนะ?
............
"อะไรนะ? จะกลับมากันหมดเลยรึ?" เมื่อฟางจี้ฟานได้ยินข่าวเขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น
"นี่คือข่าวที่ส่งตรงมาจากในวังเลยนะ" จูโฮ่วเจ้าเอ่ยอย่างคึกคัก "ข่าวของข้าน่ะรวดเร็วเสมอ ฮ่าๆ ยินดีด้วยนะ ยินดีกับเจ้าด้วยจริงๆ"
ฟางจี้ฟานเองก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก "ดีจริงๆ นอกจากชิเกิ่งทงแล้ว พวกเราครูศิษย์ในที่สุดก็ได้กลับมารวมตัวกันเสียที"
เขาลองนึกดู...
ดูเหมือนจะขาดอะไรไปบางอย่าง "ใช่แล้ว ยังขาดสวี่จิงอีกคน ข้าชอบสวี่จิงที่สุดเลย พอคิดว่าเขาต้องเร่ร่อนอยู่ในทะเลหัวใจข้าก็เจ็บปวดเหลือเกิน!"
จูโฮ่วเจ้ามีสีหน้าตื่นเต้นมาก เขาเพิ่งได้รับข่าวมาก็รีบวิ่งมาบอกทันที "ได้ยินว่าครั้งนี้หวังโโส่วเหรินสร้างความดีความชอบไว้ใหญ่หลวงนัก ผลงานที่เจียวจื่อช่างโดดเด่นเหนือใคร ท่านอาจารย์หลิวถึงกับลงพู่กันเขียนบทความลงในตี้เป้าเพื่อยกย่องเรื่องนี้ด้วยตัวเองเชียวนะ"
"จริงรึ?" ฟางจี้ฟานถาม "เอาตี้เป้ามาให้ข้าดูหน่อยสิ"
จูโฮ่วเจ้าเตรียมการมาพร้อมแล้ว เขาหยิบบทความชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ "ตี้เป้ายยังไม่ได้แจกจ่ายออกไปหรอก แต่ข้าให้คนคัดลอกมาให้เจ้าดูก่อน ลองอ่านดูสิ"
ฟางจี้ฟานไม่รอช้า รีบรับมาอ่านอย่างละเอียด
ตั้งแต่เรื่องการสั่งสอนผู้คนในท้องถิ่น ไปจนถึงการพาคนบุกเบิกที่ดินรกร้าง
เจ้าหมอนี่... มีฝีมือไม่เบาเลยจริงๆ
สมกับที่เป็นหวังอริยปราชญ์จริงๆ
(จบแล้ว)