- หน้าแรก
- สั่งพร็อพประกอบฉาก แต่ไหงได้ลิฟต์อวกาศมาซะงั้น?!
- บทที่ 23 แล้วเงินลงทุนจากนายทุนล่ะ?
บทที่ 23 แล้วเงินลงทุนจากนายทุนล่ะ?
บทที่ 23 แล้วเงินลงทุนจากนายทุนล่ะ?
ตอนที่เจียงเฉินรับสาย เขาก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน
เขาไม่คิดเลยว่ากัวฝานจะมีโหมดสั่งงานแทรกกะทันหันแบบนี้ด้วย
แต่เมื่อดูจากปริมาณวัสดุที่เขาสั่งมา การจะทำเพิ่มอีกสักสองชุดก็ไม่ใช่ปัญหา ดังนั้นเจียงเฉินจึงไม่ได้ปฏิเสธ และรับปากว่าจะทำเสร็จภายในสองวัน
เนื่องจากงานนี้มีขั้นตอนการตัดเย็บผ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เจียงเฉินจึงขอให้พ่อแม่และลุงโจวมาช่วยทำ
ช่วงนี้โรงงานสกุลเจียงยังไม่ได้รับออร์เดอร์อื่นเข้ามา พอพ่อแม่และลุงโจวว่างงาน พวกเขาก็ดูจะทำตัวไม่ถูกและมีความสับสนปนอยู่บ้าง
เจียงเฉินไม่ได้แค่โยนผ้าให้พวกท่านแล้วก็จบกันไป ชุดป้องกันนั้นไม่เหมือนเสื้อผ้าทั่วไป การจะทำให้เกิดพื้นผิวสัมผัสที่สมจริง จะต้องลงรายละเอียดในทุกจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ
แม้กระทั่งเรื่องฝีเข็มในการเย็บ เจียงเฉินก็ยังอธิบายให้พ่อแม่และลุงโจวฟังอย่างละเอียด
หลี่หลานผู้เป็นแม่เอ่ยปากชมว่า “เสี่ยวเฉินของพวกเราเดี๋ยวนี้ดูเป็นมืออาชีพขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ เรื่องพวกนี้ที่ลูกบอกมา เมื่อก่อนตอนพวกเราทำพร็อพไม่เคยคิดถึงเลยจริง ๆ”
เจียงเฉินเหลือบมองเจียงอู๋จิ้นและลุงโจวที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างไม่ตั้งใจ แม้ทั้งสองคนจะไม่ได้พูดอะไร แต่มุมปากของพวกเขากลับประดับไปด้วยรอยยิ้ม
เจียงเฉินเดินปลีกตัวออกไปชงน้ำเก๋ากี้ใส่กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิมาให้พวกเขาทุกคนคนละแก้ว แล้วถึงได้พูดขึ้นว่า “แม่ครับ งานพวกนี้ผมไว้ใจให้คนของโรงงานสกุลเจียงของเราทำเท่านั้นแหละครับ ผมไม่กล้าเอาของพวกนี้ไปให้คนอื่นทำหรอกครับ”
“ถ้าพูดถึงความเป็นมืออาชีพ ก็ต้องยกให้โรงงานสกุลเจียงของเราอยู่แล้ว!”
“ยังไงพวกพ่อกับแม่ก็ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะครับ ออร์เดอร์น่ะมีมาแน่นอน โรงงานสกุลเจียงจะต้องกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งชัวร์!”
เมื่อได้ยินคำพูดปลุกใจของลูกชาย มือของเจียงอู๋จิ้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพตอนที่เขาออกไปรับงานเมื่อช่วงกลางวันแล้วโดนโรงงานเต๋อซินกีดกันแวบเข้ามาในหัว
แต่เขาก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้เจียงเฉินฟัง
ตอนนี้เจียงเฉินก็มีเรื่องให้เครียดมากพออยู่แล้ว เขาไม่อยากจะสร้างภาระให้เจียงเฉินเพิ่มอีก
ความจริงแล้วเจียงเฉินควรจะได้ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างอิสระไร้ความกังวล แต่กลับต้องขอลาดรอปเรียนเพื่อมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ของครอบครัว พอนึกถึงเรื่องนี้ เจียงอู๋จิ้นก็รู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ
แต่ยังไงเสียเจียงอู๋จิ้นก็อายุล่วงเลยวัยสี่สิบไปแล้ว เขาสามารถปกปิดความเจ็บปวดในใจได้อย่างรวดเร็ว และเผยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจออกมา
“แน่นอนอยู่แล้ว โรงงานสกุลเจียงของเราจะต้องเป็นโรงงานอุปกรณ์ประกอบฉากที่ยอดเยี่ยมที่สุด!”
...
หลังจากคุยสัพเพเหระกับพ่อแม่และลุงโจวต่ออีกสองสามประโยค เจียงเฉินก็กลับเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง
ความผิดปกติเพียงชั่วแวบเดียวของเจียงอู๋จิ้นเมื่อครู่นี้ ไม่สามารถรอดพ้นสายตาอันเฉียบแหลมของเจียงเฉินที่ผ่านการใช้ชีวิตมาแล้วถึงสองชาติภพไปได้
ไม่ต้องสงสัยเลย พ่อของเขาต้องไปเจอเรื่องอะไรมาแน่ ๆ
หรือว่าพวกคนงานจะกลับมาก่อเรื่องอีกแล้ว?
ไม่น่าจะใช่นะ ช่วงนี้ก็ทยอยจ่ายเงินเดือนค้างจ่ายไปบ้างแล้ว พวกคนงานคงไม่โง่พอที่จะมาก่อเรื่องในเวลาแบบนี้หรอก
พอนึกไปถึงเรื่องที่พวกคนงานมาก่อความวุ่นวายคราวก่อนว่ามีคนของโรงงานเต๋อซินคอยยุยงอยู่เบื้องหลัง เจียงเฉินก็พุ่งเป้าความสงสัยไปที่พวกเขาทันที
“ดูท่าทางจะต้องรีบสร้างรากฐานในวงการทำพร็อพให้มั่นคงเสียแล้วสิ”
“ไม่อย่างนั้น ด้วยสไตล์การทำงานของโรงงานเต๋อซิน การที่โรงงานสกุลเจียงจะฟื้นตัวกลับมาเป็นเหมือนเดิมคงต้องเจอกับอุปสรรคอีกเพียบแน่”
เมื่อเจียงเฉินคิดตก เขาก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วหันกลับไปง่วนอยู่กับกองวัสดุที่อยู่ตรงหน้าทันที
...
วันต่อมา
ตั้งแต่เช้าตรู่ กัวฝานก็เรียกคนเขียนบททั้งสองท่านและอู๋จิงมาประชุมร่วมกันแล้ว
“ผู้กำกับกัว ตอนแรกบอกว่าให้ฉันมารับเชิญแค่สามวันก็พอ นี่ก็ปาเข้าไปเกือบเดือนแล้ว ฉันยังถ่ายทำไม่เสร็จเลยนะ นี่นายกะจะให้ฉันเป็นนักแสดงนำเลยหรือไง?” อู๋จิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกทะแม่ง ๆ ใครหน้าไหนมารับเชิญเป็นเดือน ๆ บ้างวะ?
“แฮะ ๆ พี่จิง พี่ดูสิ อุตส่าห์มารับเชิญตั้งนานแล้วทั้งที สู้รับแสดงเพิ่มอีกสักสองสามฉากไม่ดีกว่าเหรอครับ?”
“พี่ไม่อยากเห็นชุดป้องกันเพื่อการยังชีพที่เสี่ยวเจียงทำขึ้นมาเหรอครับ?”
พอกัวฝานงัดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ทำเอาอู๋จิงถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว
นั่นสินะ เสี่ยวเจียงจะเป็นคนทำชุดป้องกันเพื่อการยังชีพนี่นา
ไม่รู้ว่าครั้งนี้เขาจะสร้างเซอร์ไพรส์อะไรให้กับกองถ่ายอีก
พอคิดมาถึงตรงนี้ อู๋จิงก็เริ่มตั้งตารอขึ้นมาเหมือนกัน
“งั้นฉันขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ฉันจะอยู่รอจนกว่าเสี่ยวเจียงจะทำชุดป้องกันเพื่อการยังชีพเสร็จ พอฉันดูเสร็จแล้วฉันก็จะกลับเลย”
กัวฝานไม่ได้ตอบรับอะไร เขาเพียงแค่ยิ้มกว้างอย่างซื่อ ๆ ซึ่งรอยยิ้มนั้นทำเอาอู๋จิงถึงกับเสียวฟันวาบ
อู๋จิงลอบคิดในใจว่า ยังดีนะที่กัวฝานเกิดมาเป็นผู้ชาย
ถ้าเกิดเป็นผู้หญิงล่ะก็ คงจะเป็นตัวแม่ระดับต้าจี่แน่ ๆ คนอย่างเขาคงรับมือไม่ไหวหรอก
ก้งเก๋อเอ่อร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็หัวเราะร่วนเช่นกัน จู่ ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่สว่างวาบขึ้นมาโดยบังเอิญ แต่พอเขาเพ่งมองข้อความที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
“วันนี้พวกคุณดูข่าวกันหรือยัง?”
อีกสามคนที่เหลือต่างพากันชะงักไป และตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ายังไม่ได้ดู
ก้งเก๋อเอ่อร์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา พร้อมกับโชว์เนื้อหาบนหน้าจอให้พวกเขารับชมพลางพูดไปด้วยว่า “บริษัทหลงซื่อพิกเจอร์สกำลังจะสร้างภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง ป้อมปราการแห่งท้องทะเล”
“มีบริษัทนักลงทุนหลายแห่งเข้าร่วมลงทุนด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่ายหนังเชียนต๋า หรือค่ายอื่น ๆ”
“ทุนสร้างสูงถึงสี่ร้อยล้านหยวนเลยนะ”
หลังจากก้งเก๋อเอ่อร์พูดจบ ทั่วทั้งห้องประชุมก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
เพิ่งจะเมื่อวานนี้เองที่ดาวพเนจรฝ่าสุริยะติดเทรนด์ฮิตบนเวยป๋อ วันรุ่งขึ้นพวกนายทุนก็ประกาศร่วมลงทุนสร้างภาพยนตร์ไซไฟอีกเรื่องด้วยเงินทุนสูงถึงสี่ร้อยล้านหยวนทันที
เห็นได้ชัดว่า หลังจากที่พวกนายทุนมองเห็นศักยภาพของตลาดภาพยนตร์ไซไฟแล้ว พวกเขากลับไม่เลือกที่จะลงทุนในดาวพเนจรฝ่าสุริยะ
แต่กลับเลือกที่จะเปิดกล้องสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ขึ้นมาแทน
หลงซื่อพิกเจอร์สคือบริษัทที่มีศิลปินและผู้กำกับในสังกัดมากที่สุดในประเทศหลง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทรัพยากรด้านโรงภาพยนตร์ของนักลงทุนรายอื่น ๆ ที่มาร่วมสมทบอีก
เรียกได้ว่า ในอนาคตป้อมปราการแห่งท้องทะเลจะบดขยี้ดาวพเนจรฝ่าสุริยะในทุก ๆ ด้านอย่างราบคาบ
หากเข้าฉายในช่วงเวลาเดียวกัน รายได้ของดาวพเนจรฝ่าสุริยะก็คงต้องจบเห่อย่างไม่ต้องสงสัย
ความมั่นใจของกัวฝานที่เพิ่งจะถูกจุดประกายขึ้นมา ถูกข่าวนี้สาดน้ำเย็นเข้าใส่จนดับมอดไปในพริบตา
เงินทุนแปดสิบล้านหยวนที่เตรียมไว้แต่แรกก็ร่อยหรอลงไปจนแทบไม่เหลือแล้ว
ถ้าเร็ว ๆ นี้ไม่มีเงินทุนก้อนใหม่เข้ามา กองถ่ายก็คงต้องหยุดชะงักลง
“พวกนายทุนนี่ช่างลู่ตามลมเก่งจริง ๆ พอเห็นว่ามีตลาดก็อยากจะกระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย ไม่สนความเป็นความตายของคนอื่นเลยสักนิด!” เหยียนตงที่ปกติไม่ค่อยพูด พอเห็นข่าวการเปิดกล้องของป้อมปราการแห่งท้องทะเลเข้า ก็อดไม่ได้ที่จะระบายความในใจออกมา
“ไม่ใช่แค่ลู่ตามลมธรรมดาหรอกนะ แต่นี่มันคือการต้อนคนให้จนตรอกชัด ๆ”
“พวกคุณดูรายชื่อนายทุนพวกนี้สิ หลงซื่อพิกเจอร์สอะไรนั่น ผู้กำกับกัวก็เคยไปหามาแล้วทั้งนั้น”
“ตอนนั้นพวกเขาปฏิเสธอย่างไม่ไยดีเลยนะ ใครจะไปคิดล่ะว่าตอนนี้จะหันหลังกลับไปสร้างหนังไซไฟอีกเรื่องแทน”
ก้งเก๋อเอ่อร์เป็นคนแรก ๆ ที่เข้ามาร่วมงานกับกองถ่ายนี้ และเป็นเพื่อนกับกัวฝานมานานกว่าสิบปี ดังนั้นเขาจึงรู้เรื่องราวต่าง ๆ ดีกว่าใคร
อู๋จิงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
เขารู้ดีว่าสถานการณ์ของกองถ่ายตอนนี้เข้าขั้นวิกฤตแล้ว
เมื่อวานนี้ตอนที่กัวฝานเห็นกระแสความนิยมของดาวพเนจรฝ่าสุริยะบนเวยป๋อ เขายังหลงคิดไปว่าพวกนายทุนจะแห่กันมาขอร่วมลงทุนด้วย
แต่ผลสุดท้าย พอมาถึงตอนนี้ ความหวังที่เคยเปี่ยมล้นกลับกลายเป็นเพียงฝุ่นผงที่ไร้ค่า
มันได้เข้ามาห่อหุ้มหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นของกัวฝานเอาไว้จนหมดสิ้น
อู๋จิงเหลือบมองกัวฝานที่มีใบหน้าซีดเผือด เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะตบไหล่อีกฝ่ายดังป้าบ แล้วแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า “ผู้กำกับกัว ฮึดสู้หน่อยสิ พวกเราตั้งใจจะสร้างภาพยนตร์ไซไฟสายฮาร์ดคอร์ออกมาไม่ใช่หรือไง? อุปสรรคแค่นี้มันจะไปสู้ความตั้งใจของพวกเราได้ยังไงล่ะ?”
“เดี๋ยวทางฉันจะควักเงินมาลงทุนเพิ่มให้อีกห้าสิบล้าน นายต้องตั้งใจทำให้ดีล่ะ!” อู๋จิงเพิ่งจะได้เงินจากการแสดงภาพยนตร์มาก้อนหนึ่ง ตอนแรกเขาตั้งใจจะพาภรรยาและลูกไปเที่ยวพักผ่อน แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนใจแล้ว
บนใบหน้าของกัวฝานเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
การที่อู๋จิงไม่ยอมรับค่าตัวก็เรื่องหนึ่งแล้ว นี่เขายังจะควักเงินมาลงทุนเพิ่มอีกถึงหกสิบล้านหยวน กัวฝานมองอู๋จิงจนพูดไม่ออก เขาไม่เคยคิดเลยว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ อู๋จิงจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
กัวฝานสะอื้นไห้
เขาพูดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
เขาทำได้เพียงพยักหน้าอย่างหนักแน่นทั้งที่ขอบตาแดงก่ำ เพื่อเป็นการให้คำมั่นสัญญากับอู๋จิง
ในขณะเดียวกัน
เจียงเฉินก็เห็นข่าวการลงทุนในภาพยนตร์ป้อมปราการแห่งท้องทะเลของกลุ่มทุนแล้วเช่นกัน
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่รายชื่อผู้รับผิดชอบงานพร็อพ
จ้าวซิน
คนของโรงงานเต๋อซิน
(จบบท)