- หน้าแรก
- สืบทอดกิจการหนี้สามสิบล้าน สู่แหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก
- ติดหนี้สามสิบล้าน 195 พิชิตยอดเขาต้าหาน
ติดหนี้สามสิบล้าน 195 พิชิตยอดเขาต้าหาน
ติดหนี้สามสิบล้าน 195 พิชิตยอดเขาต้าหาน
ติดหนี้สามสิบล้าน 195 พิชิตยอดเขาต้าหาน
“นั่นเสียงนายหรือเปล่า”
“...”
ผิงผิงและคนอื่น ๆ หันขวับกลับไปมองโจวเหยี่ยที่มีสีหน้าเรียบเฉยจนพูดไม่ออก
เขาส่ายหน้า
“นี่ไม่ใช่ฉันแน่นอน”
“นี่ไม่ใช่นายจริง ๆ เหรอ”
“นี่ต้องไม่ใช่ฉันสิ!”
หูของโจวเหยี่ยแดงก่ำ อาการปวดเอวหายเป็นปลิดทิ้ง ขาก็ไม่เมื่อยอีกต่อไป เขาหันหน้ากลับไปแล้วปีนบันไดหินต่อไปทันที
นกสีขาวตัวจ่าฝูงบนท้องฟ้าตะโกนจบก็หมุนตัวอย่างพลิ้วไหวหนึ่งรอบ แล้วบินสูงขึ้นไป ฝูงนกด้านหลังก็ส่งเสียงร้องตามมาติด ๆ นำ ‘คำอธิษฐานอันงดงาม’ ที่เหล่านักท่องเที่ยวแอบกระซิบกันที่ไปรษณีย์เหนือเมฆา มาตะโกนก้องกังวานอยู่บนยอดเขาต้าหาน
“...”
“...”
“...”
ทุกคนยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก ท่ามกลางเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายกลางอากาศราวกับป้า ๆ ทะเลาะกัน มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งตะโกนว่า ‘ปีนี้จะมีแฟน 12 คน’ ดังชัดเจนเป็นพิเศษ
ให้ตายเถอะ
ไปรษณีย์กลางเมฆา...
ฉันเก็บเธอไว้ในใจ แต่เธอกลับถีบฉันลงคูน้ำ!
อุตส่าห์ทุ่มเทค่าพลังงานอันล้ำค่าลงไป ผลลัพธ์กลับตอบแทนพวกเขาแบบนี้เนี่ยนะ...
หลังจากทุกคนเขินอายกันเสร็จ ถึงเพิ่งจะรู้สึกตัว
“แต่เมื่อกี้มันเป็นนกพิราบกระดาษไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงกลายเป็นนกจริง ๆ ไปได้ล่ะ”
“นกพวกนั้นอาจจะซ่อนตัวอยู่ในเมฆเรียบร้อยแล้ว พอนกพิราบกระดาษบินขึ้นมาก็แค่สลับตัวกันก็สิ้นเรื่อง...”
“นายกำลังจะบอกว่า นกป่าฝูงนั้นถูกฝึกให้ซ่อนตัวอยู่ในเมฆตลอดเวลา เพียงเพื่อมาส่งเสียงแทนพวกเรางั้นเหรอ...”
“แหะ ๆ ... แบบนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เหมือนกันแฮะ...”
แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ทุกคนจ้องมองฝูงนกสีขาวกลุ่มนั้นเขม็งอีกครั้ง มองดูพวกมันกระพือปีก พุ่งทะยานไปยังถ้ำหินขนาดยักษ์ที่เห็นอยู่รำไรบนยอดเขา จากนั้น!
พรึ่บ
หายไปแล้วเหรอ
ราวกับทะลุผ่านม่านอากาศที่มองไม่เห็นอย่างไรอย่างนั้น
นกฝูงนั้นทะลุผ่านถ้ำหินไป แล้วก็หายตัวไปจริง ๆ
“เวรเอ๊ย!”
ผิงผิงขยับแว่นตา พลันเกิดแรงฮึดขึ้นมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในพริบตา!
“พี่สาวขอไปก่อนล่ะ! พวกนายก็ค่อย ๆ เดินเล่นไปก็แล้วกัน!”
มาแล้ว!
เป็นฝีมือของภูเขาว่านหยวนอีกแล้ว!
นกเทพที่กลายร่างมาจากกระดิ่งลมนกพิราบกระดาษ หายลับไปหลังถ้ำหินที่ราวกับเป็นทางเข้าสู่ต่างโลก!
เด็กหนุ่มชุดขาวผู้ใช้วิชาตัวเบา ไล่ตามกันมุ่งหน้าสู่ยอดเขาต้าหาน
นิมิตประหลาดท่ามกลางมวลเมฆ สิ่งที่แสดงออกมาแตกต่างกันบนทางแยกสามแพร่ง
จุดสิ้นสุดของการเดินทางปีนเขาอันแสนวิเศษนี้ สรุปแล้วจะมีอะไรอยู่อีก
ผิงผิงใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่คนอื่น ๆ จะไม่มีความคิดแบบเดียวกันได้อย่างไร
ร่างกายที่เหนื่อยล้าถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงระฆัง นักท่องเที่ยวทุกคนรวบรวมเรี่ยวแรงอีกครั้ง แล้วก้าวเดินขึ้นบันไดไป!
ส่วนบนยอดเขานั้น สวี่จิ้งหันหน้าไปมองท้องฟ้าเบื้องหลัง
ดวงอาทิตย์ยามเย็นใกล้จะลับขอบฟ้า สาดส่องแสงสีส้มอมเหลืองอันอบอุ่นเป็นครั้งสุดท้าย
“ต้องรีบขึ้นมาหน่อยแล้ว... ไม่อย่างนั้นจะอดดูของดีเอานะ...”
เหล่านักท่องเที่ยวก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก หมอกบางเบาในหุบเขาก็สลายหายไปจนหมดสิ้น การปีนขึ้นไปบนยอดเขาในเวลานี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมพระอาทิตย์ตกดินและทิวทัศน์อันงดงามของหมู่มวลขุนเขา
พวกเขาปีนกันมาตั้งนานแล้ว!
ทิวทัศน์อันงดงามเช่นนี้คือสิ่งที่พวกเขา...
สมควรได้รับ!
กลุ่มของเฉิ่นจวงมีท่าทีฮึกเหิม
โดดงานมาเต็ม ๆ หนึ่งวัน คาดว่ายังไงก็คงปิดบังไว้ไม่ได้แล้ว
แต่ในเมื่อมาแล้ว! ก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป! ทีมสำรวจขาดพวกเขาสองคนไปก็ไม่ได้หยุดชะงัก แต่ประสบการณ์การปีนเขาครั้งแรกนี้ วันหน้าคงไม่มีอีกแล้ว!
ไม้เท้าของจ้าวหมั่งกลายเป็นไม้ผลัดไปแล้ว ตัวไม้เชื่อมต่อกับกลุ่มนักท่องเที่ยวในคณะทัวร์ที่เดินตามกันเป็นพรวน
คราวนี้ไม่มีใครพูดว่าเขาอ่อนแออีกแล้ว
ไม่เพียงแต่ตัวเองจะปีนไหว แต่ยังสามารถพาทุกคนปีนขึ้นมาได้ด้วย!
นี่สิถึงจะเป็นลูกผู้ชายตัวจริง!!
พี่สาวนักกล้ามเงยหน้ามองจุดสิ้นสุดของบันได แล้วหันไปมองกลุ่มของผิงผิงที่หมดเรี่ยวแรงไปแล้ว เธอรีบก้าวเดินเข้าไป เตรียมจะดึงอีกฝ่ายขึ้นมา
ส่วนด้านหลังของคนกลุ่มนี้ จู้โส่วใช้ไม้เท้ากระแทกพื้นอย่างแรงด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว
ภูเขาลูกนี้ในวันนี้! เขาจะต้องปีนขึ้นไปให้ถึงยอดให้ได้!!
[ติ๊ง!]
เสียงที่คุ้นเคยดังก้องอยู่ในหูของทุกคน จู้โส่วมองดูลวดลายเมฆหมอกที่ปรากฏขึ้นบนบันไดหินใต้เท้า แล้วมองไปข้างหน้า
นี่เขาไปกระตุ้นอะไรเข้าเนี่ย
ซ่า!
วินาทีต่อมา บนบันไดเหนือยอดเขานั้น เมฆหมอกราวกับน้ำตกก็ไหลทะลักลงมา พุ่งเข้าหาฝูงชนตามขั้นบันไดหินอย่างรวดเร็ว
“เวรเอ๊ย!”
ผิงผิงตกใจสะดุ้ง ยกเท้าขึ้นหมายจะหลบ แต่กลับถูกโจวเหยี่ยกดเอาไว้
“ก็แค่หมอกเท่านั้นแหละ”
ทว่าหมอกนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่หมอกธรรมดา ท่ามกลางสีขาวขุ่นมีละอองสีทองอ่อน ๆ ส่องประกายระยิบระยับ มันพัดผ่านขาทั้งสองข้างของนักท่องเที่ยวทุกคน แล้วสลายหายไปเบื้องหลังของพวกเขา
แต่หลังจากเมฆหมอกสลายไป กลับมีคนเอ่ยปากขึ้นด้วยความลังเล
“เอ่อ... พวกนายรู้สึกว่าขาเบาขึ้นนิดหน่อยไหม”
“...บ้าเอ๊ย ฉันนึกว่าคิดไปเองซะอีก!”
“ฉันยังนึกว่าตัวเองทะลุขีดจำกัดของร่างกายไปแล้วซะอีก ก็เลยจู่ ๆ ก็ไม่ค่อยเหนื่อยแล้ว!”
“แม่เจ้า! ทุกคนก็เป็นเหมือนกันเหรอเนี่ย!”
“หลังจากหมอกนั่นลอยลงมา ก็เป็นแบบนี้เลย!”
จู้โส่วใช้จิกนิ้วเท้ากับพื้นรองเท้า จากนั้นก็ทิ้งตัวลงหมอบบนบันไดหินอย่างแรง แล้วสังเกตดูอย่างละเอียด
บริเวณที่ปรากฏลวดลายเมฆเมื่อครู่นี้กลับคืนสู่ความเรียบง่ายแล้ว ไม่ว่าจะเอาไม้เท้าปีนเขาจิ้มยังไงก็ไม่มีประโยชน์
“เลิกคิดได้แล้ว! คาดว่าน่าจะเป็นแรงหนุนระลอกสุดท้ายที่ช่วยให้พวกเราปีนขึ้นไปถึงยอดเขานั่นแหละ!”
โจวเหยี่ยดึงเจ้าอ้วนน้อยขึ้นมา พี่สาวนักกล้ามที่อยู่ด้านหน้าก็ดึงผิงผิงขึ้นมาเช่นกัน
อาการปวดเมื่อยบนขาของเหล่านักท่องเที่ยวหายไปกว่าครึ่ง พวกเขาประคองกันและกัน พลางมองไปยังบันไดหลายสิบขั้นสุดท้าย
“ไป!”
“พิชิตยอดเขา!”
คลื่นฝูงชนพุ่งทะยานขึ้นมาอีกครั้ง ในที่สุดท่ามกลางความคาดหวังของสวี่จิ้ง พวกเขาก็โผล่หัวขึ้นมาจากใต้บันได!
“ถึงแล้ว!!”
พี่สาวนักกล้ามชูมือขึ้นตะโกนลั่น จากนั้นก็ออกแรงดึงผิงผิงขึ้นมา
ด้านหลังของพวกเธอ โจวเหยี่ย หวังลู่ จู้โส่ว และคนอื่น ๆ ก็ปีนขึ้นมาอย่างยากลำบากเช่นกัน
เหล่านักท่องเที่ยวเหงื่อแตกพลั่กเต็มหัว ในเวลานี้เส้นผมแนบติดกับหนังศีรษะอย่างน่าเวทนา แต่ละคนดูน่าสงสารราวกับลูกเจี๊ยบที่ตากฝนตกหนัก
ทว่าในดวงตาของพวกเขากลับส่องประกายแสงอันร้อนแรง แฝงไปด้วยจิตวิญญาณที่ไม่ยอมจำนน พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างไม่คิดชีวิต
สวี่จิ้งขยับถอยหลังไปสองสามก้าว เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกนักท่องเที่ยวชนล้ม
ให้ตายเถอะ
เขาพยักหน้ายิ้ม ๆ
เห็นพวกคุณเหนื่อยกันขนาดนี้ เขาก็วางใจแล้ว
วางใจกับระดับความยากของเส้นทางสายนี้แล้ว!
“ใต้เท้าผู้ตอนรับ!!!”
จู้โส่วร้องไห้โฮคลานเข้ามา กอดต้นขาของเขาไว้แน่น ดินและฝุ่นเลอะกางเกงของสวี่จิ้งไปหมด
“ยากเกินไปแล้ว!!”
“เส้นทางนี้มันยากเกินไปแล้ว!!”
สวี่จิ้งเบะปาก พยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ จากนั้นก็ตบไหล่เขาเบา ๆ
“ยากนายก็ยังปีนขึ้นมาได้ นายเอาชนะตัวเองได้แล้ว เก่งมาก!”
เขายิ้มพลางออกแรงสะบัดมือของเจ้าอ้วนน้อยออก จากนั้นก็เดินถอยหลังไปสองสามก้าว แล้วผายมือทั้งสองข้างออก
“ขอแสดงความยินดีกับนักท่องเที่ยวทุกท่าน ที่เดินทางมาถึงยอดเขาต้าหาน——ประตูสวรรค์เหมันต์”
ซ่า
หมอกบางเบาเปิดประตูภูเขา หินยักษ์ทะลุแสงสวรรค์
ในที่สุดหินภูเขาอันสูงตระหง่านตรงหน้านักท่องเที่ยวก็เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงทั้งหมด!
ราวกับกระบี่จากสรวงสวรรค์ ที่แทงทะลุยอดเขาในดาบเดียว!
เหลือเพียงถ้ำหินทรงโค้งตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น คล้ายกับหน้าต่างแห่งสรวงสวรรค์ที่บังเอิญเปิดออกในโลกมนุษย์...
เผยให้เห็นฝั่งนี้ที่ผู้คนเบียดเสียด และฝั่งนั้นที่เป็นทะเลหมอกกว้างใหญ่ไพศาล...
เส้นทางคดเคี้ยวสายหนึ่งทอดยาวลงไปตามประตูสวรรค์ แล้วหายลับไปในมวลเมฆ ด้านบนมีนกบินวนเวียน อีกาทองคำดวงหนึ่งแขวนลอยอยู่เบื้องบน แสงเรืองรองอันเจิดจรัสสาดส่องอาบไล้ไปทั่วทั้งร่าง นัยน์ตา และหัวใจของเหล่านักท่องเที่ยว
มือของจู้โส่วตอบสนองเร็วกว่าสมองของเขาเสียอีก
เขายกกล้องขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ แล้วเล็งไปที่ประตูภูเขา
“สวย... สวยเหลือเกิน...”