- หน้าแรก
- ยอดเซียนวิถีซุ่มบำเพ็ญ
- บทที่ 49 ไปได้ทุกหนแห่ง
บทที่ 49 ไปได้ทุกหนแห่ง
บทที่ 49 ไปได้ทุกหนแห่ง
บทที่ 49 ไปได้ทุกหนแห่ง
ครู่ต่อมา
หลังจากได้ยินหลัวต้าเฉิงท่องตำรา《คัมภีร์เฮยหลิง》ฉบับของแท้ออกมาจบ ฟางชิงก็บันดาลโทสะ เตะเข้าที่ร่างของหลัวต้าเฉิงไปทีหนึ่ง
“อ๊าก! ท่านคุรุโปรดไว้ชีวิต ไว้ชีวิตด้วยเถิด! ศิษย์ทำสิ่งใดผิดไปหรือขอรับ? โปรดท่านคุรุชี้แนะ ศิษย์จะรีบแก้ไขทันที! จะรีบแก้ไขแน่นอนขอรับ!”
หลัวต้าเฉิงถูกฝึกจนเชื่องราวกับสุนัขตัวน้อย ต่อให้จะถูกเตะ ในใจก็ยังคงคิดแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้คุรุของตนพึงพอใจ ใบหน้าที่บวมเป่งข้างหนึ่งประดับด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ
‘สถานที่บ้าๆ นี่มันอะไรกัน? เคล็ดวิชาเฮงซวยนี่ เกือบจะทำข้าซวยไปด้วยแล้ว!’
ฟางชิงโกรธจนจมูกแทบเบี้ยว: ‘ตระกูลหลัวนี่ช่างไม่รักดีจริงๆ ไม่เพียงแต่เคล็ดวิชาที่ขายออกมาจะมีปัญหา ถูกของแท้ข่มได้ง่าย แม้แต่เนื้อหาหลังจากผสานปราณระดับหกขึ้นไปก็ยังมีจุดบกพร่อง ทำให้ยากจะทะลวงสู่ผสานปราณขั้นปลายได้! ไม่ต้องเอ่ยถึงการควบแน่นฐานเต๋าอะไรนั่นเลย...’
‘มิน่าเล่า ข้าถึงติดอยู่ที่คอขวดผสานปราณระดับหกมาตั้งนาน ที่แท้ไม่ใช่เพราะพลังบำเพ็ญไม่ถึงขั้น... กระทั่ง พลังบำเพ็ญของข้าอาจจะสูงมาก จนเกือบจะสามารถอาศัยพลังบำเพ็ญของตนเองถมหลุมพรางเหล่านั้น เพื่อฝืนเลื่อนระดับสู่ผสานปราณระดับเจ็ดได้อยู่แล้วเชียว!’
เขาระบายลมหายใจยาว ก่อนจะเตะหลัวต้าเฉิงไปอีกหลายที จนกระทั่งอารมณ์เริ่มสงบลง: “ตระกูลหลัวของพวกเจ้า... เลี้ยงปุถุชนไว้ที่แอ่งสามลำธารมากมายถึงเพียงนั้น เดิมทีมีไว้เพื่อสิ่งใดกันแน่? อย่ามาบอกข้านะว่า เพื่อรวบรวมแสงจันทร์หลั่งไหลน่ะ...”
“ย่อมไม่ใช่แน่นอนขอรับ ตระกูลของศิษย์จะไปเห็นค่าปราณเพียงไม่กี่สายที่ปุถุชนรวบรวมมาได้อย่างไร?” หลัวต้าเฉิงโขกศีรษะไม่หยุด: “ตระกูลหลัวของศิษย์มีบรรพชนท่านหนึ่ง เคยฝึกฝนจนบรรลุฐานเต๋าสายพยากรณ์ มีอิทธิฤทธิ์ในการดูลักษณะทำนายดวงชะตา ท่านได้พบกับบรรพชนของปุถุชนเหล่านั้น สัมผัสได้ว่าลูกหลานของเขาจะมีอายุยืนยาว ทั้งยังมีวาสนาแรงกล้า... จึงได้แสร้งทำเป็นมอบวาสนาเซียนให้ แล้วเลี้ยงไว้ที่แอ่งสามลำธาร เพื่อให้ตระกูลหลัวของศิษย์ได้ ‘กินชะตา’! กัดกินเลือดเนื้อ ชิงเอาวาสนามาเป็นของตน ผู้ฝึกตนวิถี【วารีทะยาน】ในตระกูลหลัวจึงเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน... เพียงแต่บรรพชนท่านนั้นได้ทิ้งคำทำนายไว้ว่า หากคนตระกูลนั้นทำลายวิชานี้ได้สำเร็จ ย่อมต้องเกิดการสะท้อนกลับมาสู่ตระกูลหลัว เกรงว่าน่าจะมีภัยพิบัติถึงขั้นล้างตระกูลได้เลย ดังนั้นจึงต้องคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลาขอรับ...”
‘มิน่าล่ะ... ที่แท้ก็กำลังกัดกินชะตาตระกูลข้าอยู่นี่เอง!? จะมีภัยพิบัติถึงขั้นล้างตระกูลรึ? คำนวณได้ชัดเจนดีนี่... เพียงแต่อิทธิฤทธิ์ย่อมมิอาจต้านทานชะตาฟ้าได้’
ฟางชิงแค่นเสียงเย็นชาในใจ ก่อนจะถามต่อ: “ก่อนหน้านี้สำนักเฮยเถิงปล่อยโรคระบาด จนทำให้ตระกูลฟางต้องหนีตาย... ก็เป็นพวกเจ้าที่ส่งคนไปจัดการร่องรอยสินะ?”
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ ขอรับ”
หลัวต้าเฉิงยังคงสงสัยอยู่บ้าง เหตุใดท่านคุรุถึงได้ใส่ใจตระกูลปุถุชนเพียงตระกูลเดียวถึงเพียงนี้?
ทว่าในไม่ช้า ความสงสัยในใจเขาพลันถูกฟางชิงชะล้างไป จนกลายเป็นความจงรักภักดีที่เพิ่มมากขึ้น
“แล้วทายาทคนสุดท้ายของตระกูลฟางเล่า เขาอยู่ที่ใด?”
ฟางชิงนึกถึงอาสาม พลางรู้สึกทอดถอนใจ
“พวกคนชราไม่กี่คน ถูกฆ่าเพื่อนำไปปรุงโอสถแล้วขอรับ ส่วนพวกเด็กๆ ที่เหลือเพียงไม่กี่คน... ทางตระกูลเห็นว่าควรเลี้ยงไว้ที่แอ่งสามลำธารต่อไป เพื่อคอยมอบวาสนาให้แก่ตระกูลหลัวจะดีกว่าขอรับ”
หลัวต้าเฉิงตอบอย่างหวาดหวั่น
ฟางชิงที่สัมผัสได้ว่าคนผู้นี้ไม่ได้โป้ปด พลันตกอยู่ในความเงียบงัน
‘อาสาม... ดูอย่างไร ก็คงไม่ถูกนับว่าเป็น ‘เด็ก’ หรอกนะ?’
‘ตระกูลหลัวแห่งเทียนสุ่ยนี้ สมควรถูกกำจัดทิ้งเสีย กระทั่ง... ข้าคงรอให้ตนเองบรรลุฐานเต๋าก่อนไม่ไหวแล้วล่ะ’
แม้จะปรารถนากำจัดตระกูลหลัว แต่ฟางชิงที่รู้ซึ้งถึงความแตกต่างของพละกำลังระหว่างสองฝ่ายดี จึงรีบเอ่ยถามทันที: “ตระกูลหลัวแห่งเทียนสุ่ยของพวกเจ้า มีศัตรูคู่อาฆาตหรือไม่? แล้วก็... เรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในแคว้นช่วงนี้ จงเล่ามาให้ข้าฟังทีละเรื่อง!”
“เรื่องใหญ่ในแคว้นหรือขอรับ? กองทัพคนชั้นต่ำเหล่านั้นได้รับคำสั่งให้หยุดทัพแล้ว ตระกูลผูกับสำนักเฮยเถิงอาจจะมีการเจรจาสงบศึกกัน... ก่อนหน้านั้น บุตรมังกรแห่งตระกูลจ้าวแห่งแคว้นอวี้หลิน ‘จ้าวอู๋ซวี่’ ได้นัดหลี่หรูหลงประลองกระบี่ ตระกูลฐานเต๋าอย่างพวกเราต่างก็รู้ดีว่าหลี่หรูหลงต้องตายแน่ ทางตระกูลจึงส่งข่าวมา ให้ศิษย์ไปที่นั่นก่อนรอบหนึ่ง เพื่อนำปราณโลหิตที่รวบรวมมาได้กลับไปขอรับ...”
หลัวต้าเฉิงเล่าออกมาทั้งหมด: “ศัตรูคู่อาฆาตที่แท้จริงของตระกูลหลัว ถูกสังหารล้างบางไปนานแล้วขอรับ ยามนี้ในแคว้น ความสัมพันธ์กับตระกูลฐานเต๋าขุมกำลังใหญ่ต่างๆ นับเป็นการแข่งขันกันเสียมากกว่า มีความแค้นต่อกันบ้างเล็กน้อย... หากมีโอกาส ตระกูลอื่นย่อมไม่รังเกียจที่จะซ้ำเติมแน่นอน ตระกูลหลัวของศิษย์ก็เช่นกันขอรับ”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าจงทำตามแผนเดิมไปก่อน ห้ามเปิดเผยเรื่องของข้าแม้เพียงนิด... ข้าได้วาง ‘อาคมปากวัชระมารลา’ ไว้ในตัวเจ้าแล้ว หากเปิดเผยแม้เพียงครึ่งคำ เจ้าต้องถูกสาปจนตาย!”
ฟางชิงเตะหลัวต้าเฉิงไปอีกที: “ไสหัวไปได้แล้ว!”
หลัวต้าเฉิงวิ่งหนีไปอย่างทุลักทุเล มุ่งหน้ากลับสู่หอวารีเก้าสาย ณ ตลาดนัดปี้หลัวทันที
“คุณชายเฉิง?”
สตรีผู้สูงศักดิ์เดินออกมาต้อนรับ เมื่อเห็นรอยฝ่ามือบนใบหน้าของเขา จึงมีสีหน้าตกตะลึง: “ท่าน?”
เพียะ!
หลัวต้าเฉิงตบหน้านางไปฉาดหนึ่ง: “ไสหัวไป!”
สตรีผู้นั้นรีบถอยออกไปในสภาพมวยผมหลุดลุ่ย ในใจล่วงรู้ทันทีว่าหลัวต้าเฉิงคงจะไปเจอของแข็งเข้าให้แล้ว พลางแอบนึกเสียดายในใจ: ‘เหตุใดคนผู้นั้นถึงไม่ปลิดชีพเจ้าคนพรรค์นี้ไปเสียเลยนะ?’
หลัวต้าเฉิงกลับเข้าสู่ห้องลับ นั่งขัดสมาธิ แต่หัวใจกลับมิอาจสงบลงได้เลย
เขาป้ายยาที่ใบหน้า สีหน้าท่าทางดูประหลาด ทว่าในใจกลับกำลังต่อสู้กับตนเองอย่างหนัก
ความเลื่อมใสและความยำเกรงที่มีต่อคุรุ... ความไม่ยินยอมที่อยู่ลึกๆ ในใจ...
แต่สุดท้าย ภายใต้ความหวาดกลัวต่อความตาย ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนเป็นความขลาดเขลา และความคลั่งไคล้ในฐานะผู้สวามิภักดิ์...
...
“นี่มัน...”
ณ ถ้ำพำนักที่อยู่ห่างไกล ฟางชิงใช้จิตใจสื่อสารกับไข่มุกกำเนิดเต๋า เมื่อเห็นภาพนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะเหม่อลอยไปชั่วครู่: “ถึงกับสามารถเฝ้าสังเกตการณ์จากระยะไกลได้เชียวหรือ? เดี๋ยวก่อนนะ... นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่ผลของวิชารับอาณัติ? มันคือ... ความสามารถ ‘ไปได้ทุกหนแห่ง’ ของไข่มุกกำเนิดเต๋าเองงั้นหรือ? นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะใช้งานเช่นนี้ได้ด้วย?”
ในใจของเขาลิงโลดนัก
ความสามารถหลักสามประการของไข่มุกกำเนิดเต๋า ‘ดั่งอยู่ในคำนวณ’ และ ‘หวนคืนสู่ต้นกำเนิด’ ข้ามไว้ก่อน ส่วน ‘ไปได้ทุกหนแห่ง’ เดิมทีเขานึกว่าทำได้เพียงให้เขาข้ามมิติไปมาสองโลกเท่านั้น
แต่หลังจากที่หลัวต้าเฉิงจากไป ฟางชิงลองทดสอบดูตามใจชอบ เขากลับได้รับผลลัพธ์เช่นนี้!
“เป็นเพราะข้ากุมชีวิตและจิตวิญญาณของเขาไว้ จึงถูกไข่มุกกำเนิดเต๋ามองว่าเป็นบริวารของข้าสินะ?”
“การเฝ้าสังเกตการณ์จากระยะไกลได้ ย่อมมีประโยชน์มหาศาล ยิ่งกว่ามีร่างแยกหุ่นเชิดเสียอีก ต่อให้จะเป็นร่างที่มีจิตสำนึกของตนเอง ก็ยังสามารถทำเรื่องราวต่างๆ ได้มากมาย... ทว่าเจ้าหมอนี่ข้ารังเกียจนัก ใช้ประโยชน์เสร็จเมื่อไหร่ค่อยฆ่าทิ้งแล้วหาคนใหม่มาแทนแล้วกัน”
“เดี๋ยวก่อนนะ!”
ฟางชิงพลันนึกบางอย่างออก เขาขยับความคิดทันที
ไข่มุกกำเนิดเต๋าหมุนวนเล็กน้อย ปราณใสและปราณขุ่นอบอวล ก่อเกิดเป็นประตูมิติ
เพียงชั่วพริบตา เขาได้ก็กลับมาถึงเกาะปี้อวี้แล้ว
เมื่อฟางชิงทุ่มเทสมาธิ สื่อสารกับไข่มุกกำเนิดเต๋า เขายังคงสามารถ ‘มองเห็น’ ห้องลับที่หลัวต้าเฉิงอยู่ได้!
“ฮ่าๆ! นี่แหละคือการไปได้ทุกหนแห่งที่แท้จริง!”
เขาหัวเราะร่า: “ตั้งแต่นี้ไป ข้าจะหลบอยู่ที่ฝั่งหลอมลมปราณเพื่อวางแผนการ... ต่อให้ฝั่งโน้นจะมีเจิ้นจวินแก่นทองคำลงมือ จับหุ่นเชิดของข้าได้ แล้วจะสามารถคำนวณมาถึงตัวข้าที่อยู่อีกโลกหนึ่งได้งั้นหรือ? นี่คือสุดยอดวิชาในการตัดขาดเหตุปัจจัยโดยแท้ เมื่อประกอบกับ ‘ดั่งอยู่ในคำนวณ’ แล้ว ต่อให้จะเป็นสถานที่บ้าๆ อย่างกู่สู่ ข้าก็พอจะโลดแล่นได้บ้างแล้วล่ะ...”
ฟางชิงทำความเข้าใจต่อไปเงียบๆ รู้สึกว่าตนเองไม่เพียงแต่จะสามารถส่งผลกระทบต่อการกระทำของหลัวต้าเฉิงที่ตลาดนัดปี้หลัวจากเกาะปี้อวี้ได้ลึกๆ ทว่ายังสามารถ ‘หยิบยืม’ พลังเวทและอิทธิฤทธิ์ของ ‘มหาเวทรับอาณัติมหาตะวัน’ และ ‘คัมภีร์ธรรมบาลพระมหามาตราวชิระ’ ของตนเองผ่านความว่างเปล่าไปให้อีกฝ่ายได้อีกด้วย!
แน่นอนว่า ยามนี้เขามีเพียงระดับผสานปราณ หากหยิบยืมไปจริงๆ ก็คงเป็นที่ขบขันเปล่าๆ รังแต่จะแสดงให้เห็นว่าตนเองนั้นยากจนและอ่อนแอเพียงใด
“นี่... ทำไมฟังดูเหมือนวิชาสนมสวรรค์ของคุรุแห่งภูเขาหิมะใหญ่เลยล่ะ?”
เขาต้องตกใจอีกครั้ง
วิถีของภูเขาหิมะใหญ่นั้นประหลาดนัก คุรุระดับฐานเต๋า สามารถสนับสนุน ‘สนมสวรรค์’ ได้หลายคน ว่ากันว่ามีพลังเวทสูงส่งเช่นกัน สามารถสยบระดับผสานปราณสมบูรณ์ได้ เพียงแต่ยังด้อยกว่าระดับฐานเต๋าอยู่ขั้นหนึ่ง
และในยามนี้ ฟางชิงรู้สึกว่า หากเขาหล่อหลอมฐานเต๋าสำเร็จ เขาก็สามารถประทานพลังเวทและอิทธิฤทธิ์ระดับฐานเต๋าให้แก่หลัวต้าเฉิงได้เช่นกัน!
“นี่คือวิชา ‘บริจาค’ ที่เน้นย้ำเรื่องมีขอยืมย่อมมีคืน... สิ่งที่เรียกว่าศิษย์หรือสนมสวรรค์ มันก็เป็นเพียงเถาวัลย์ที่อิงแอบอยู่กับต้นไม้ใหญ่ เมื่อใดที่ต้นไม้ใหญ่ล้มลง ย่อมต้องถูกกระทบไปด้วยทันที!”
“ทว่าผู้นับถือลัทธิลับทางฝั่งภูเขาหิมะใหญ่ ไม่มีทางที่จะมีของวิเศษล้ำค่าแบบข้าติดตัวกันทุกคนแน่นอน ดังนั้น... หรือว่าพวกเขาจะอาศัยสมบัติหรืออิทธิฤทธิ์ที่มีระดับความสูงส่งมหาศาลร่วมกันเป็นจุดเชื่อมต่อ? หรือว่า... จะเป็นความลึกล้ำของตำแหน่งผลแห่งเต๋าเองกันแน่?”
“ข้าอาศัยไข่มุกกำเนิดเต๋า ชะล้างมหาเวทรับอาณัติมหาตะวันจนบริสุทธิ์ เท่ากับเป็นการเปิดเส้นทางใหม่ให้แก่เคล็ดวิชาภูเขาหิมะใหญ่ ทั้งยังมีของวิเศษที่มีระดับความสูงส่งมาทดแทน... เรียกได้ว่าสามารถก่อตั้ง ‘ภูเขาหิมะน้อย’ ขึ้นมาเอง และเป็น ‘จ้าวแห่งภูเขาหิมะน้อย’ ได้เลย... แน่นอนว่าหากถูกผู้ยิ่งใหญ่บนภูเขาหิมะใหญ่พบเข้า ย่อมต้องตามล่าล้างแค้นไม่จบสิ้นเป็นแน่! ทางที่ดีควรทำตัวลึกลับไว้น่าจะดีกว่า...”
“หรือนี่จะเป็นความหมายที่แท้จริงของคำทำนาย มงคลเคราะห์กึ่งหนึ่ง ที่ได้จากการเสี่ยงทายก่อนหน้านี้?”
...
ดินแดนกู่สู่
ค่ายทหารกองทัพกู้ชาติ
แม้หลี่หรูหลงจะถูกโลกบำเพ็ญเพียรมองว่าเป็นคนตายที่รอเวลาเท่านั้น ทว่าบรรดาปุถุชนเบื้องล่างกลับไม่ล่วงรู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
ในสายตาของพวกเขา หลี่หรูหลงยังคงเป็นท่านแม่ทัพใหญ่หลี่ที่นำพาพวกเขาไปสู่ชัยชนะในทุกศึก และปราบปรามความวุ่นวายเพื่อความสงบสุข!
ไม่ว่าเขาจะเดินผ่านไปที่ใด ย่อมได้รับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพและเลื่อมใสเสมอ
หลี่หรูหลงเดินตรวจตราค่ายทหารรอบหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้าสู่กระโจมใหญ่ และได้พบกับกัวเทียนหง
“พี่ใหญ่... ท่านจะไปประลองกระบี่กับจ้าวอู๋ซวี่นั่นจริงๆ หรือเจ้าคะ?”
กัวเทียนหงมีสีหน้ากังวล
“แน่นอน... จดหมายท้าประลองรับมาแล้ว ย่อมมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ ศึกจะมีขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า”
หลี่หรูหลงยิ้มว่า: “หากข้าตายไป เจ้าจงนำศพข้าไปฝังไว้ยังเขาเจ็ดผู้กล้า... ที่นั่นคือสถานที่พวกเราทั้งเจ็ดคนร่วมสาบานกัน เริ่มต้นที่นั่น จบลงที่นั่น นับว่าไม่เลวนัก”
“พี่ใหญ่ต้องชนะแน่นอนเจ้าค่ะ!”
ขอบตาของกัวเทียนหงเริ่มแดงก่ำ นางอยากจะเอ่ยคำใดต่อ ทว่าม่านกระโจมพลันถูกเลิกขึ้น มีคนอีกคนเดินเข้ามา ที่แท้คือหลัวต้าเฉิงนั่นเอง!
“สหายเต๋าหลี่ ข้ามานำปราณโลหิตไป!”
หลัวต้าเฉิงไม่ได้ปรายตามองกัวเทียนหงเลยแม้เพียงนิด เอ่ยด้วยใบหน้าที่ดูหม่นหมอง
‘หืม? เหตุใดคนผู่นี้ถึงเปลี่ยนนิสัยไปได้? หรือว่าออกไปข้างนอกแล้วจะไปเจอหญิงงามสำนักเหอฉิงเข้าให้?’
หลี่หรูหลงนึกแปลกใจในใจ แต่ไม่ได้เอ่ยถาม เขาเพียงแค่พยักหน้า ก่อนจะหยิบกล่องหยกโลหิตออกมาส่งให้หลัวต้าเฉิง
หลัวต้าเฉิงไม่เอ่ยคำใด รีบเดินจากไปทันที
“เจ้าดูสิ... ยามนี้ศิษย์แต่ละตระกูลต่างพากันมาเอาของไป เห็นชัดๆ ว่ามองว่าข้ากำลังจะตายสินะ...”
หลี่หรูหลงยิ้มให้กัวเทียนหงที่อยู่ข้างๆ ก่อนจะให้น้องสาวคนนี้ถอยออกไป เขานั่งอยู่บนตำแหน่งแม่ทัพเพียงลำพัง พลางหยิบพู่กันชาดขึ้นมา ดูเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด:
‘คนบนผาลงมา ตระกูลผูรามือ ข้าจึงกลายเป็นหมากที่ไร้ประโยชน์ และเป็นเครื่องสังเวยสวามิภักดิ์...’
‘หากเป็นตระกูลฐานเต๋า ต่อให้ก่อนหน้านี้จะกลับกลอกไปมา แต่ก็ยังมีคุณค่า ยังสามารถยอมสวามิภักดิ์ได้... ทว่าข้ากลับต้องตายแน่นอน ไม่เพียงแต่ตนเองต้องตาย แต่ตัวข้ายังต้องกลายเป็นทรัพยากร กลายเป็นโอสถมนุษย์ให้แก่ผู้อื่น! ช่างเป็นการใช้สอยอย่างคุ้มค่าจริงๆ!’
‘หากปรารถนาจะรอดชีวิต ตระกูลผูย่อมพึ่งพาไม่ได้แน่นอน หรือจะกล่าวว่าพวกเขาต่างหากที่ต้องการให้ข้าตาย! สำนักเฮยเถิงที่ข้าล่วงเกินไว้อย่างหนัก ก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน...’
‘ทั่วทั้งดินแดนกู่สู่แห่งนี้ ผาหมัวอวิ๋นต่างหากคือท้องฟ้า!’
บัดนี้หลี่หรูหลงจึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า สิ่งที่เรียกว่าชีวิตที่มิอาจลิขิตเองได้นั้นเป็นเช่นไร
หากเขาไม่ตาย เพื่อนพ้อง ญาติมิตร และครอบครัวของเขาล้วนต้องตาย!
ดังนั้น ต่อให้ต้องตาย เขาก็ต้องตายอย่างเต็มใจและมีรอยยิ้ม!