- หน้าแรก
- คู่มือเอาชีวิตรอดฉบับลูกสาวสัตว์ประหลาด
- บทที่ 231 - ความโหดร้ายไม่เคยจางหาย
บทที่ 231 - ความโหดร้ายไม่เคยจางหาย
บทที่ 231 - ความโหดร้ายไม่เคยจางหาย
บทที่ 231 - ความโหดร้ายไม่เคยจางหาย
จมูกของป๋ายไฉ่หลิงสูดดมฟุดฟิด ก่อนจะชี้ตัวอย่างมั่นใจ "ไอ้เด็กคนนี้แหละ!"
เธอวิวัฒนาการด้านประสาทสัมผัสการดมกลิ่น ดมปุ๊บก็รู้ปั๊บ ไม่มีทางพลาดแน่นอน
คนในค่ายผู้รอดชีวิตเร่ร่อนยังคิดจะปกป้องหัวขโมย แต่พอพวกเขยับตัว บรรดาเจ้าของอาณาเขตโซนบีก็ชักอาวุธออกมาทันที
บรรยากาศของทั้งสองฝ่ายตึงเครียดราวกับง้างธนูเตรียมยิง ดูท่าจะเกิดการปะทะกันได้ทุกเมื่อ จางลี่จวินจึงตะโกนเสียงดังลั่น
"พวกเรามาจับแค่หัวขโมย คนที่ไม่เกี่ยวข้องหลบไป!"
บรรดาเจ้าของอาณาเขตมีทั้งพลังต่อสู้และอุปกรณ์ที่เหนือกว่าพวกผู้รอดชีวิตเร่ร่อนในค่ายอย่างเทียบไม่ติด พอได้ยินประโยคนี้ของจางลี่จวิน พวกผู้รอดชีวิตเร่ร่อนที่เกือบจะลงไม้ลงมือกันก็ชะงักไป
พอพวกเขาชะงัก หัวขโมยก็ซวยหนัก เขาถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวไร้คนช่วยเหลือ ได้แต่ดิ้นรนพร้อมกับแผดเสียงร้องคำราม แต่ลำคอกลับเปล่งออกมาได้แค่เสียงแหบพร่า "ฮ่อๆ" เท่านั้น
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยปากขอร้อง "เด็กคนนี้เป็นแค่เด็กใบ้ที่น่าสงสารคนหนึ่งเท่านั้นเองค่ะ"
จ้าวกังปรายตามองผู้หญิงคนนั้นแวบเดียวก็อ่านความคิดของเธอออกทะลุปรุโปร่ง เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "คุณได้รับผลประโยชน์จากเขาสินะ"
"แล้วก็พวกคุณด้วย" จ้าวกังสุ่มชี้ไปที่คนอีกสามคน "พวกคุณกินสารอาหารเหลวที่ขโมยมาล่ะสิ"
คนที่ถูกชี้หน้ามีสีหน้าดุร้ายขึ้นมาทันที แต่ก็รีบข่มอารมณ์เอาไว้ แล้วแสร้งทำตัวเป็นเหยื่อผู้หน้าสงสาร พลางบอกว่าพวกเขาแค่หิวมาก ถูกบีบบังคับจนไม่มีทางเลือก พวกเขายินดีทำทุกอย่างเพื่อชดใช้ ขอเพียงแค่ยกโทษให้พวกเขาในครั้งนี้ก็พอ
หัวขโมยที่ถูกกดตัวไว้พอได้ยินพวกเขาพูดแบบนั้น ก็เลิกดิ้นรน แต่กลับพยายามเบิกตากว้าง มองป๋ายไฉ่หลิง ชิวป๋าย เจียงหนิง และบรรดาเจ้าของอาณาเขตหญิงคนอื่นๆ ด้วยสายตาวิงวอน
ผู้หญิงเกิดมาพร้อมกับสัญชาตญาณความเป็นแม่ เขาคาดหวังว่าจะใช้วิธีนี้ปลุกความเห็นอกเห็นใจของพวกเธอ เพื่อให้ยอมปล่อยเขาไป
เขาเป็นคนที่น่าสงสารและน่าสมเพชขนาดนี้ พวกเธอก็ควรจะเห็นใจเขาสักนิดสิ หัวขโมยใบ้คิดในใจ
น่าเสียดายที่เขาประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ต่อให้บรรดาเจ้าของอาณาเขตหญิงตรงหน้าจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและมีสัญชาตญาณความเป็นแม่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด พวกเธอก็ไม่มีทางมอบมันให้กับหัวขโมยอย่างเขาแน่
ป๋ายไฉ่หลิงเค้นถามเสียงแข็ง "สารอาหารเหลวอยู่ไหน"
พรรคพวกของหัวขโมยรีบยกกล่องพลาสติกเก่าๆ ใบหนึ่งออกมาวางแทบเท้าป๋ายไฉ่หลิง
"ที่เหลืออยู่ที่นี่หมดเลยครับ พวกเราคืนให้คุณทั้งหมดเลย โปรดยกโทษให้พวกเราในครั้งนี้ด้วยเถอะครับ" หญิงผมแดงร่างผอมเล็กโค้งตัวลงต่ำ ทำตัวต่ำต้อยราวกับฝุ่นผง
ราวกับว่าเธอต่างหากที่เป็นผู้ถูกกดขี่ข่มเหง
เหวินเฟยแค่นเสียงหัวเราะเยาะ มองป๋ายไฉ่หลิงที่กำลังขมวดคิ้วด้วยสายตาถากถาง "ทุกคนอุตส่าห์ออกโรงแทนเธอในครั้งนี้นะ ถ้าเธอไปเที่ยวหว่านความเห็นอกเห็นใจไร้สาระไปทั่วล่ะก็ คงทำเอาทุกคนเสียความรู้สึกแย่เลย"
ตลอดระยะเวลาเกือบครึ่งปีที่อยู่ร่วมกันมา บรรดาเจ้าของอาณาเขตโซนบีต่างก็รู้ดีว่า ป๋ายไฉ่หลิงเป็นพวกชอบเอาของคนอื่นมาทำหน้าใหญ่มากที่สุด
โชคดีที่ครั้งนี้เธอไม่ได้แสดงความใจกว้างของเธอออกมา เธอคุกเข่าลงตรวจสอบสารอาหารเหลวที่เหลืออยู่ ถูกขโมยไปในปริมาณที่กินได้สองเดือน แต่ตอนนี้เหลือคืนมาแค่ปริมาณสำหรับเดือนเดียวเท่านั้น
กลุ่มของหัวขโมยมีกันแค่ห้าคน พวกเขาอ้างว่าดื่มไปคนละขวด ถ้างั้นยี่สิบห้าขวดที่เหลือล่ะไปไหน
"พี่จ้าว พี่ว่าควรทำยังไงดีคะ พวกเราเชื่อฟังพี่ทุกอย่างเลย" ป๋ายไฉ่หลิงอุ้มสารอาหารเหลวที่เหลือขึ้นมา มองจ้าวกังด้วยสายตาจริงใจ
จ้าวกังพูดแค่สองคำ สายตาจับจ้องไปยังชายที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชั่วคราวของพวกผู้รอดชีวิตเร่ร่อน
"ขับไล่"
ทางการขอร้องให้หลีกเลี่ยงการนองเลือดให้มากที่สุด
และท่าทีของพวกหัวขโมยกลุ่มนี้ หากจัดการไม่ดี อาจจะกระตุ้นความรู้สึกต่อต้านของพวกผู้รอดชีวิตเร่ร่อนคนอื่นๆ ได้
ดังนั้น การขับไล่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ฤดูฝนบวกกับการเป็นผู้อ่อนแอที่ไร้พรรคพวก สองอย่างนี้รวมกันก็เพียงพอที่จะทำให้ถึงตายได้แล้ว
พวกผู้รอดชีวิตเร่ร่อนคนอื่นๆ เงียบกริบไปทันที ซ้ำยังพร้อมใจกันถอยร่นไปด้านหลัง แยกกลุ่มของหัวขโมยทั้งห้าคนออกมาต่างหากอย่างรู้หน้าที่
สารอาหารเหลวที่หัวขโมยขโมยกลับมาดูเหมือนจะไม่ใช่น้อยๆ แต่กลับไม่มีใครในหมู่พวกเขาได้รับส่วนแบ่งเลยสักขวดเดียว
พรรคพวกทั้งสี่ของหัวขโมยราวกับเพิ่งจะตระหนักได้ว่าเรื่องราวบานปลายขนาดนี้ พวกเขาเปลี่ยนเป้าหมายทันที แล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
"พวกเราไม่ได้ขโมยนะ ทุกอย่างเป็นฝีมือของไอ้ใบ้นี่คนเดียว มันแอบลอบเข้าไปในเขตเพาะปลูกคนเดียว แล้วก็ขโมยสารอาหารเหลวของเจ้าของอาณาเขตท่านนี้มา ตอนกลับมามันหลอกพวกเราว่าเอาซากสัตว์กลายพันธุ์ไปแลกมา พวกเราถึงได้ยอมรับสารอาหารเหลวที่มันเอามาให้ เรื่องจริงนะครับ!"
เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทั้งสี่คนคุกเข่าลงในแอ่งโคลน ชูมือขึ้นสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า หากพูดปดแม้แต่คำเดียว ขอให้ตายไปเป็นทาสของปีศาจร้าย
หัวขโมยใบ้มองพวกเขาด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ดวงตาที่เบิกกว้างเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำ ไม่รู้ว่าเป็นน้ำตาหรือน้ำฝน ขอบตาแดงก่ำในพริบตา
ความโหดร้ายของโลกยุคหลังภัยพิบัติไม่เคยจางหายไปไหน
ตงฟางหลิงและเซิ่งชิงหยางที่รับหน้าที่คุมตัวหัวขโมยสบตากัน ก่อนจะแสยะยิ้มเย้ยหยันออกมา
ตงฟางหลิงหันไปพูดกับจ้าวกังและคนอื่นๆ "เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ฉันคิดว่าคนพวกนี้ไม่ควรเก็บไว้ ควรจะขับไล่พวกมันออกไปให้หมด"
จ้าวกังพยักหน้า คนอื่นๆ ก็ไม่มีใครคัดค้าน ต่างเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้
บรรดาเจ้าของอาณาเขตพร้อมใจกันหันไปมองหัวหน้าของกลุ่มผู้รอดชีวิตเร่ร่อน อีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เป็นการยอมรับการตัดสินใจของพวกเขาโดยปริยาย
"ไสหัวไปซะ!" หลังจากยึดอาวุธทั้งหมดของทั้งห้าคน เหลือทิ้งไว้เพียงอุปกรณ์กันฝนที่ไม่สามารถปกปิดร่างกายได้มิดชิด จางลี่จวินและคนอื่นๆ ก็หิ้วคอพวกเขาแล้วขับไล่ออกไป
พวกเขาคุมตัวคนกลุ่มนี้ออกไปตลอดทางจนพ้นเขตโซนบี ยืนมองดูพวกเขาวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงเข้าไปในป่า ถึงได้ยอมเดินกลับมา
ไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงคำรามของการต่อสู้ดิ้นรนแว่วมาจากในป่า
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง ในป่าก็ไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ อีก
ห่าวหรานวิวัฒนาการด้านการได้ยิน เขาได้ยินเสียงหอบหายใจแหบพร่า "ฮ่อๆ" แว่วมาจางๆ ปะปนไปกับเสียงเม็ดฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ไกลออกไป
เขาขมวดคิ้ว แล้วก็ส่ายหัวถอนหายใจ รู้สึกว่าตัวเองคงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมานานเกินไปจริงๆ ถึงได้มารู้สึกเวทนาหัวขโมยแบบนี้
หากไม่ใช่เพราะเขาเกิดมาเป็นคนของเขตมหาอำนาจซีล่ะก็ ชะตากรรมของเขาคงน่าเศร้าสลดยิ่งกว่าหัวขโมยคนนี้เสียอีก
"ได้ยินมาว่าประเทศบ้านเกิดของพวกผู้รอดชีวิตเร่ร่อนพวกนี้ล่มสลายไปหมดแล้วเหรอครับ" ห่าวหรานหันไปถามจางลี่จวิน
จางลี่จวินมักจะยิ้มแย้มแจ่มใสกับเขาเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขายิ้มแบบพี่ชายใจดี ตบแขนห่าวหรานเบาๆ แล้วตอบว่า
"ใช่แล้วล่ะ จะมีใครโชคดีไปกว่าพวกเราอีกล่ะ อย่างน้อยก็ยังมีทางการคอยดูแลอยู่"
ครั้งนี้ห่าวหรานทนไม่ไหว ขยับตัวออกห่างจากเขา ขมวดคิ้วถามหยั่งเชิง "พี่จาง พี่ชอบผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่ครับเนี่ย"
จางลี่จวินชะงักไปครู่หนึ่งกับคำถามของเขา กว่าจะเข้าใจความหมายของคำถาม เขาก็หุบยิ้มทันที
"...นายหน้าตาเหมือนน้องชายฉันน่ะ" เขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดโพล่งขึ้นมา "ตอนที่เขาตาย อายุพอๆ กับนายเลย ผิวพรรณบอบบาง ไม่เคยต้องตกระกำลำบากมาก่อน"
พูดจบ เขาก็ยักไหล่ ดึงหมวกกันฝนลงมาคลุมหัว แล้วก้าวยาวๆ เดินนำหน้าไป
หลังจากจัดการเรื่องหัวขโมยเสร็จเรียบร้อย และเตือนกลุ่มผู้รอดชีวิตเร่ร่อนในค่ายพักแรมไปอีกรอบ บรรดาเจ้าของอาณาเขตก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
จ้าวกังมองเห็นรถและลูกน้อยของตัวเอง ท่ามกลางรอยยิ้มบางๆ อย่างรู้ทันของทุกคน เขาเปิดประตูรถก้าวขึ้นไป สองพ่อลูกขับรถกลับบ้านด้วยกัน
เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าบ้าน โทรศัพท์มือถือของจ้าวเสี่ยวซิ่วก็ดังขึ้น
เป็นม่อสือกุยที่โทรมา จ้าวเสี่ยวซิ่วส่งโทรศัพท์ให้จ้าวกังทันที "คุณพ่อรับสายหน่อยค่ะ!"
จ้าวกังรับสาย ปลายสายก็ส่งเสียงตื่นเต้นของม่อสือกุยลอยมา ถามว่าจัดการเรื่องราวไปถึงไหนแล้ว
จ้าวกังตอบสั้นๆ ได้ใจความ "เรียบร้อยแล้ว"
"..." ปลายสายเงียบกริบไปพักใหญ่
"งั้นก็ดีแล้ว" ม่อสือกุยเป็นฝ่ายชิงวางสายไปก่อน
พายุฝนข้างนอกหน้าต่างโหมกระหน่ำหนักขึ้นอีก ไม่รู้ว่าบนฟ้ามีน้ำเก็บไว้เยอะขนาดไหน ตกเอาๆ ทุกวี่ทุกวันไม่ยอมหยุดเสียที
[จบแล้ว]